การหวนคืนสู่ยุค 70 ของเศรษฐีนีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 627 งานหมั้นของถังเซวี่ย (1)
ถังเซวี่ยได้ยินเฟิงเยี่ยหานกล่าวก็ยินดีเป็นอย่างมาก
“จริงหรือ ต่อไปคุณจะมาอยู่ที่ปักกิ่งจริง ๆ หรือ?”
เฟิงเยี่ยหานเห็นใบหน้าดีใจของถังเซวี่ยก็รู้สึกว่าการทำงานหนัก
เกือบหกเดือนที่ผ่านมาช่างคุ้มค่า เขาพยักหน้ายิ้ม ๆ และพูดว่า
“ครับ ผมจะมาอยู่ที่ปักกิ่ง ต่อไปพวกเราก็จะได้เจอกันทุกวัน ได้อยู่
ด้วยกันทุกวัน”
“ดีจังเลย”
ถังเซวี่ยรู้สึกดีใจมาก เธออ้าแขนกอดเฟิงเยี่ยหานเอาไว้พร้อม
รอยยิ้ม “เฟิงเยี่ยหาน ที่แท้ช่วงนี้คุณก็ยุ่งอยู่กับสิ่งนี้นี่เอง ลำบากแย่
เลย”
เฟิงเยี่ยหานรู้สึกอิ่มเอมหัวใจ เขาเอื้อมมือไปกอดถังเซวี่ยเอาไว้
และเอ่ยกระซิบข้างหูของเธอ “ไม่ลำบากหรอก เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกัน
กับคุณ อะไรผมก็ยอมแลกได้หมด”
เมื่อเฟิงเยี่ยหานสู่ขอเป็นที่เรียบร้อยจึงกลับเมืองไห่เฉิงไป เพราะ
จำเป็นต้องจัดการงานสุดท้ายให้เสร็จ
ส่วนถังซวงก็กลับไปมหาลัยอีกครั้ง หลังจากได้พักผ่อนอยู่หลาย
วัน
เมื่อต้วนเฟิ่งหยิงและเจียนหวานหว่านเจอถังซวงก็รู้สึกตื่นเต้น
มาก แม้แต่เหยาหงเองก็รู้สึกดีใจที่ได้เจอถังซวง
“ถังซวง ในที่สุดเธอก็กลับมาเรียนแล้ว นี่ถ้าเธอไม่กลับมาเรียน
ก็จะหมดเทอมนี้แล้วนะเนี่ย”
ถังซวงกล่าวยิ้ม ๆ “ฉันก็กลับมาแล้วนี่ไง ช่วงนี้พวกเธอจดบันทึก
อะไรกันไว้มั้ย ฉันขอยืมอ่านหน่อยสิ”
เมื่อต้วนเฟิ่งหยิงได้ยินก็กล่าวออกไปทันที “ถังซวงยังต้องอ่าน
อะไรอีก ต่อให้ทั้งเทอมนี้เธอไม่ได้เรียน ยังไงเกรดเธอก็ดีกว่าพวกเรา
อยู่แล้ว” เธอก็พอมองออกว่าความสามารถของถังซวงนั้นเหนือกว่า
พวกเธอมาก
“ยังไงก็ต้องอ่านอยู่ดีนั่นแหละ”
ถังซวงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม จากนั้นหันไปบอกกับพวกต้วนเฟิ่งหยิง
“กลางวันนี้เรามากินข้าวด้วยกันนะ”
“ได้เลย”
หลังจากที่ถังซวงนั่งลงแล้ว ต้วนเฟิ่งหยิงก็เข้ามาใกล้ ๆ ถังซวง
และกระซิบบอกว่า “ถังซวง ตอนนี้มีเรื่องในมหาลัยที่กำลังลือกันอยู่
ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงหรือไม่จริง?”
“เรื่องอะไร?”
เมื่อถังซวงเห็นท่าทีสงสัยของต้วนเฟิ่งหยิงก็เอ่ยถามออกมาอย่าง
อดไม่ได้
“ฉันได้ยินมาว่าปักกิ่งมีร้านเครื่องสำอางราคาแพงหูฉี่อยู่ร้าน
หนึ่ง ที่ชื่อเครื่องสำอางของซวงฮวาอะไรนั่น คนเขาบอกกันว่าเป็น
ร้านที่เธอเปิด จริงหรือเปล่า?”
เมื่อถังซวงได้ยินก็หันไปถามด้วยความประหลาดใจ “ทุกคนเขา
พูดกันหมดเลยหรือ?”
ต้วนเฟิ่งหยิงและเจียนหวานหว่านพากันพยักหน้าแล้วพูดว่า “ใช่
สิ เขาพูดกันหมด ในห้องเรียนเราเขารู้กันหมดแล้วด้วยซ ้า”
ไม่ทันที่ถังซวงจะได้กล่าว ในห้องเรียนก็มีคนหันมาถามถังซวง
“ถังซวง เธอเปิดร้านเครื่องสำอางซวงฮวาจริงหรือเปล่า เครื่องสำอาง
พวกนั้นเป็นของที่เธอวิจัยพัฒนาขึ้นมาเองหรือ ได้ยินมาว่าราคาที่
ขายนี่สูงเฉียดเพดานเลย เรื่องพวกนี้มันจริงหรือเปล่า?”
ถังซวงได้ยินก็ขมวดคิ้วมอง จึงพบว่าคนอื่น ๆ ในห้องเรียนก็พา
กันมองเธอ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ พยักหน้าไปตามนั้นแล้ว
กล่าวว่า “ใช่ ฉันเปิดร้านเครื่องสำอาง และเครื่องสำอางพวกนั้นเป็น
ของที่ฉันวิจัยพัฒนาขึ้นมาเอง แต่เครื่องสำอางพวกนั้นก็คุ้มกับราคา
ราคานั้นก็เหมาะสมแล้ว”
“ว้าว…”
เมื่อเห็นว่าถังซวงยอมรับอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย เพื่อนร่วมชั้น
คนอื่น ๆ ก็พากันตกใจ เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งพูดออกมาด้วยความ
อิจฉาตาร้อน “ยังจะกล้าพูดอีก ได้ยินมาว่าเครื่องสำอางพวกนั้น
ราคาตั้งหลายร้อย ฉันอยากจะรู้จริง ๆ ว่าของมันคุ้มราคาขนาดไหน
กันเชียว”
“นั่นน่ะสิ เงินตั้งขนาดนั้นมันพอให้คนทั้งบ้านใช้ได้มากกว่าครึ่ง
ปีเลยนะ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าเธอตั้งราคายังไง แล้วก็ไม่เข้าใจเลย
จริง ๆ ว่าทำไมคนเขาถึงซื้อ”
“คนมีเงินก็มีเงินนั่นแหละ พวกเขาสามารถเอาเงินมากขนาดนั้น
ไปซื้อเครื่องสำอางโดยไม่จำเป็นต้องคิดเลยด้วยซ ้า ส่วนคนที่ไม่มีเงิน
ก็เป็นทุกข์อยู่กับเรื่องปากท้อง ช่างต่างกันมากเหลือเกิน”
“ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ถังซวงมีความสามารถขนาดนี้ล่ะ เธอ
ขายราคาแพงขนาดนั้น ก็ยังมีคนซื้อเลย พวกเราอิจฉาไปก็เท่านั้น
แหละ”
ถังซวงได้ยินเสียงพูดจาเลอะเทอะของคนที่อยู่รอบ ๆ ก็ไม่ได้
กล่าวอะไร แต่กลับมองเพื่อนร่วมชั้นทีละคน ซึ่งคนส่วนหนึ่งไม่ได้
คล้อยตาม เพียงแต่มองเธอด้วยความสงสัย และอีกส่วนหนึ่งไหลไป
ตามคนที่พูดจาเสียงดังคนนั้น ใครพูดอะไรก็พูดตาม พวกเขาจ้อง
มองเธออย่างกระตือรือร้น ราวกับว่าเธอเป็นนายทุนหน้าเลือด
ถังซวงมองอยู่ครู่หนึ่ง และในขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ต้วนเฟิ่งหยิงลุกขึ้นยืนทันที
เธอตบโต๊ะอย่างแรงแล้วกล่าวด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว “พวกเธอ
หุบปากไปเลยนะ พวกเธอไม่รู้อะไรแล้วยังมาตั้งคำถามกับถังซวงอีก
เห็นคนทำงานได้เงินแล้วมันทนมองไม่ได้หรือไง ถ้าตัวพวกเธอเองมี
ความสามารถแบบนี้ ก็ออกไปหาเงินบ้างสิ ไม่มีใครเขาไปขวางพวก
เธอซะหน่อย”
หลายคนเมื่อได้ยินต้วนเฟิ่งหยิงกล่าว ก็พูดเยาะเย้ยว่า
“หมายความว่าเธอมีความสามารถอย่างนั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่เป็นเพราะที่
บ้านมีฐานะ เธอถึง…”
ไม่ทันที่คนเหล่านี้จะกล่าวจนจบ หวังอี้ อาจารย์ผู้ดูแลก็เดินเข้า
มา เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงทะเลาะกันของนักศึกษาในชั้นมาแต่ไกล จึง
ขมวดคิ้วและเอ่ยถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ไม่ทันที่คนเหล่านั้นจะได้กล่าว ต้วนเฟิ่งหยิงก็อธิบายเรื่องนี้สั้น ๆ
และกล่าวปิดท้ายว่า “อาจารย์คะ พวกเขาอิจฉาถังซวง ถึงได้พูดจาดู
ถูกเย้ยหยันกันแบบนี้ ผลการเรียนของถังซวงดีที่สุดในชั้นมาโดย
ตลอด ในเมื่อเธอสามารถเปิดร้านได้ และสามารถขายของราคาแพง
ขนาดนั้นได้ ก็สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นถ้าจะให้พูดกันตรง ๆ
แล้วละก็ ร้านมันเป็นของถังซวง ถ้าคิดจะทำอะไรมันก็เรื่องของเธอ
ไม่จำเป็นต้องให้พวกหล่อนมาพูดพล่อย ๆ ใส่”
“เธอ…”
คนพวกนั้นชะงักงันเพราะคำพูดของต้วนเฟิ่งหยิง ทว่าในใจกลับ
อดกลั้นความโกรธเอาไว้
เมื่อหวังอี้ได้ฟังที่ต้วนเฟิ่งหยิงกล่าว เขาก็เห็นด้วยในทันที “ที่ต้
วนเฟิ่งหยิงพูดก็ไม่ผิด ถังซวงคิดจะทำอะไรก็เรื่องของเธอ ยิ่งกว่านั้น
นี่มันเป็นสิ่งที่เธอสามารถทำได้”
เมื่อกล่าวจบหวังอี้หันไปมองพวกนักศึกษาที่ส่งเสียงดังพวกนั้น
ด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ผมไม่เคยคิดเลยว่านักศึกษาในชั้นเรียนของเราจะมีความคิด
แบบนี้ ผมล่ะอึ้งจริง ๆ”
หวังอี้โยนหนังสือในมือลงบนแท่นบรรยายทันที
“พวกคุณคงไม่รู้ว่าถังซวงได้พยายามทำเรื่องอะไรลงไปบ้าง เธอ
ตั้งใจพยายามหาเงินจากต่างชาติจำนวนไม่น้อยเข้ามาด้วยตัวคน
เดียว นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง ทางมหาลัยก็รอที่จะให้รางวัล
ชื่นชมเธอ สุดท้ายพวกคุณกลับมาตั้งแง่อิจฉา คุณคิดอะไรอยู่กัน
แน่”
เมื่อได้ยินหวังอี้กล่าวนักศึกษาในชั้นต่างพากันอึ้ง
“เงินจากต่างชาติ อะไรนะคะ?”
หวังอี้เล่าข่าวทั้งหมดที่เขาเพิ่งได้รับทราบ และกล่าวปิดท้ายว่า
“ก่อนหน้านี้ที่ถังซวงได้ขอลาก็เพื่อที่จะเข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้าใน
ฤดูใบไม้ผลิ และเธอก็ช่วยให้คนจากหลาย ๆ หน่วยงานได้รับคำสั่ง
ซื้อจากต่างชาติ ในขณะเดียวกันก็ผลิตเครื่องสำอางนำไปขาย
ส่งออกต่างประเทศ และเครื่องสำอางของซวงฮวาก็ได้รับเสียงชื่นชม
เป็นเสียงเดียวกัน เธอมีความสามารถมากจริง ๆ พวกคุณลองถาม
ตัวเองดูว่าสามารถทำได้ขนาดนี้หรือเปล่า”
บทที่ 627 งานหมั้นของถังเซวี่ย (2)
เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็พากันเงียบ พวกเขาไม่คิดเลยว่าถังซวงจะ
ทำเรื่องอะไรมากมายขนาดนี้
ส่วนต้วนเฟิ่งหยิงที่เห็นทุกคนนิ่งเงียบ ก็กล่าวออกมาอย่างไม่
พอใจ “ต่อให้พวกเราบอกว่าถังซวงเก่งแค่ไหนสุดท้ายพวกเธอก็จะ
ค้านอยู่นั่นแหละ ตอนนี้เห็นความแตกต่างแล้วหรือยังล่ะ ครั้งหน้า
ก่อนที่จะพูดอะไรก็หัดทำความเข้าใจเรื่องราวว่าเป็นยังไงซะก่อน อย่า
ทำเป็นไม่รู้อะไรแล้วก็ไหลตามคนอื่นไปเรื่อย”
เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็พูดไม่ออก
หวังอี้เห็นว่าในที่สุดชั้นเรียนก็กลับมาสงบอีกครั้ง จึงกล่าวถึงอีก
เรื่องหนึ่งขึ้นมา
“ทุกคนน่าจะรู้จักโม่เจ๋อหยวนที่เป็นคู่หมั้นของถังซวง สมแล้วที่
พวกเขาเป็นคู่กัน ถังซวงทำเงินจากต่างชาติ โม่เจ๋อหยวนก็วิจัย
พัฒนาตู้เย็นสำหรับใช้ในครัวเรือน รายงานข่าวที่เกี่ยวข้องก็น่าจะ
ออกมาเร็ว ๆ นี้แหละ พวกเขาทั้งสองคนยอดเยี่ยมกันจริง ๆ”
เมื่อคนอื่น ๆ ได้ยินต่างพากันทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“จริงหรือคะ นี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว”
“จริงสิ วิจัยพัฒนาตู้เย็นในครัวเรือนสำเร็จแล้ว แต่ผมเองก็ไม่
เคยเห็นมันมาก่อนหรอก แค่เคยได้ยินมาบ้างว่าจะสามารถรักษา
ความสดใหม่ของอาหารได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง”
คนรอบข้างต่างพากันวิจารณ์ และทุกคนมองไปที่ถังซวงด้วย
ความสงสัย
ถังซวงเองก็ไม่คิดว่าหวังอี้จะกล่าวถึงเรื่องพวกนี้ แต่โม่เจ๋อหยวน
ก็วิจัยพัฒนาตู้เย็นออกมาจริง ๆ จึงไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง แต่เธอก็รู้ดี
ว่ามันไม่ใช่เพียงความพยายามของโม่เจ๋อหยวนแค่คนเดียว ด้วยเหตุ
นี้เธอจึงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “โม่เจ๋อหยวนไม่ได้วิจัยพัฒนา
ตู้เย็นสำหรับใช้ในครัวเรือนแค่คนเดียวหรอกค่ะ มันเป็นผลมาจาก
การทำงานหนักของทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาและคนอีกหลายคน
ต่างหาก”
“ใช่ เป็นผลมาจากการทำงานหนักของทุกคน แต่อย่างไรโม่เจ๋อ
หยวนก็เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญนะ”
หวังอี้กล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาก็หันไปบอกกับทุกคนใน
ชั้นเรียน “เอาละ ไม่พูดเรื่องพวกนี้ละ พวกเรารีบเข้าเรียนกันเถอะ”
หลังจากที่เรียนเสร็จ ถังซวงก็พาต้วนเฟิ่งหยิง เจียนหวานหว่าน
และเหยาหงไปที่โรงอาหารด้วยกัน “วันนี้ฉันขอเลี้ยงข้าวโรงอาหาร
ไปก่อนนะ เดี๋ยวรอเสาร์อาทิตย์นี้ฉันจะพาพวกเธอไปเลี้ยงที่อื่น”
เหยาหงรีบโบกมือแล้วพูดว่า “กินที่โรงอาหารก็ดีมากแล้ว ไม่
ต้องพาพวกเราไปเลี้ยงที่อื่นหรอก”
ต้วนเฟิ่งหยิงและเจียนหวานหว่านก็พยักหน้าเช่นกัน จากนั้นทั้ง
สองก็หันไปบอกกับถังซวง “ถังซวง อาหารที่เธอสั่งพวกนี้ก็ดีมากแล้ว
ว่าแต่ว่าร้านเธออยู่ที่ไหนหรือ ขอพวกเราไปดูบ้างได้ไหม?”
“ได้สิ”
ถังซวงพยักหน้ายิ้ม ๆ “สุดสัปดาห์นี้ฉันจะพาพวกเธอไป แล้วก็
ถ้ามีตัวไหนที่สนใจ ฉันก็จะให้พวกเธอคนละชุด”
พวกต้วนเฟิ่งหยิงต่างส่ายหน้า “ถังซวง พวกเราแค่จะไปดูเฉย ๆ
ไม่ต้องให้อะไรพวกเราหรอก” พวกเธอรู้ดีว่าเครื่องสำอางพวกนั้น
ราคาแพงแค่ไหน ถ้าพวกเธอรับเอาไว้จริง ๆ ละก็ ถังซวงก็จะเสียเงิน
ไปหลายร้อยโดยเปล่าประโยชน์น่ะสิ แบบนั้นไม่เอาด้วยหรอก
ถังซวงได้ยินก็ไม่ได้กล่าวอะไร แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ตัดสินใจแล้ว
ว่าจะให้ของพวกเธอคนละชุด
เมื่อวันเสาร์มาถึง ต้วนเฟิ่งหยิง เจียนหวานหว่าน และเหยาหงก็
มาที่ร้านเครื่องสำอางด้วยกัน
ถังซวงอยู่ที่ร้านแล้ว และเมื่อเห็นพวกเธอเข้ามา ก็โบกมือ
ทักทายพวกเธอด้วยรอยยิ้มและกล่าวว่า “มากันแล้วหรือ รีบเข้ามาดู
เร็ว”
พวกเธอต่างมองไปที่ร้านที่ตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่าด้วย
ความรู้สึกละลานตา
“ถังซวง ร้านดูดีมาก ไม่เหมือนกับที่ฉันคิดไว้ก่อนหน้านี้เลย” ต้
วนเฟิ่งหยิงมองทางนี้ทีทางโน้นที สุดท้ายก็มองไปที่เครื่องสำอางบน
ชั้นวาง “ถังซวง เครื่องสำอางพวกนี้เธอวิจัยพัฒนาออกมาเองหรือ
เธอนี่เก่งจริง ๆ”
ถังชุนหยานเคยเจอต้วนเฟิ่งหยิงและเจียนหวานหว่านมาก่อน
เมื่อวันนี้เจอทั้งสองคนอีกครั้งเธอก็กล่าวทักทาย
ทันทีที่ได้ยินต้วนเฟิ่งหยิงกล่าว เธอก็หยิบสินค้าออกมาด้วย
รอยยิ้มและกล่าวว่า “ใช่ พี่สาวซวงเก่งมากจริง ๆ ทั้งหมดเธอวิจัย
พัฒนาออกมาเอง แถมประสิทธิภาพก็ดีมากด้วยนะคะ” ขณะที่กล่าว
ก็แตะแก้มของตน และกล่าวต่อว่า “ฉันก็ใช้เครื่องสำอางพวกนี้นี่
แหละ ผิวถึงได้ดีขึ้นขนาดนี้ไง ก่อนหน้านี้ผิวฉันน่ะทั้งแห้งทั้งเหลือง
ดูไม่ได้เชียวแหละ”
พวกต้วนเฟิ่งหยิงและเหยาหง เมื่อได้ยิน ทั้งหมดก็มองหน้าถัง
ชุนหยานแล้วพบว่าผิวของเธอนั้นดีมากจริง ๆ ผิวขาวอมชมพู
กระจ่างใสหมดจด
“จริงหรือ เครื่องสำอางพวกนี้ใช้ดีขนาดนี้เลยจริง ๆ หรือ?”
ถังชุนหยานกล่าวด้วยสีหน้าภูมิใจ “จริงแน่นอน แม้แต่
ชาวต่างชาติเองก็ยังให้การยอมรับเครื่องสำอางตัวนี้มากเลยด้วย”
เจียนหวานหว่านได้ยินก็ตื่นเต้นมาก เธอเอ่ยถามราคาในทันที
แม้ว่าจะทำใจมาก่อนแล้ว แต่หลังจากที่เธอได้รู้ราคาก็อดไม่ได้ที่
จะตกใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็กัดฟันและควักเงินออกมา “งั้นฉันเอา
ชุดหนึ่ง”
เหยาหงเห็นเจียนหวานหว่านอยากจะซื้อก็ตกใจ ถึงแม้จะรู้ว่า
ฐานะทางบ้านเจียนหวานหว่านจะไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่มีเงินขนาดบอกว่า
จะซื้อเครื่องสำอางราคาแพงขนาดนี้ก็ซื้อได้เลย ตรงกันข้ามกับอีก
ฝ่าย เธอทำได้แค่มองเท่านั้น
ต้วนเฟิ่งหยิงเห็นก็หยิบเงินที่เตรียมเอาไว้ก่อนหน้าออกมาบ้าง
และกล่าวว่า “ฉันก็จะซื้อด้วยชุดหนึ่ง”
ในขณะนี้เองที่เหยาหงรู้สึกอายขึ้นมา พวกเธอสามคนมา
ด้วยกันแท้ ๆ แต่สุดท้ายกลับมีเธอแค่คนเดียวที่ไม่ได้ซื้อ แต่ว่าเธอไม่
มีเงินจริง ๆ อีกอย่างต่อให้มีเงินเธอก็คงซื้อไม่ได้ เพราะเธอกำลังเก็บ
เงินซื้อบ้านที่ปักกิ่ง เพื่อที่จะลงหลักปักฐานที่นี่ ดังนั้นเธอจึงทำได้
เพียงยืนมองอยู่อย่างเงียบ ๆ เท่านั้น
ทว่าถังซวงไม่ยอมรับเงินของต้วนเฟิ่งหยิงและเจียนหวานหว่าน
“ก่อนหน้านี้ฉันบอกไปแล้วว่าจะให้พวกเธอคนละชุด พวกเธอไม่
ต้องเกรงใจ” พูดพลางส่งเครื่องสำอางให้ตามสภาพผิวของแต่ละคน
เมื่อนึกถึงราคาเครื่องสำอางในมือ เหยาหงก็รู้สึกว่ารับเอาไว้
ไม่ได้ “ถังซวง ของมันราคาสูงเกินไป พวกเรารับไว้ไม่ได้หรอก”
ต้วนเฟิ่งหยิงและเจียนหวานหว่านรับไว้ไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นถังซวงก็ยั้งมือพวกเธอเอาไว้แล้วกล่าวว่า “เอา
เถอะ พวกเราเป็นเพื่อนเรียนด้วยกันมานานขนาดนี้ ฉันเพิ่งจะให้
ของขวัญชิ้นนี้เป็นชิ้นแรกเอง พวกเธอก็อย่าปฏิเสธเลยนะ อีกอย่าง
พอพวกเธอใช้แล้วก็ดูว่าใช้ดีหรือเปล่า ถ้าใช้ดีละก็ จะได้ให้เพื่อนใน
ชั้นเรียนที่มหาลัยพวกนั้นได้เห็นไง ว่าเครื่องสำอางของที่นี่คุ้มค่าคุ้ม
ราคาจริงหรือเปล่า”
เดิมทีเหยาหงคิดอยากจะปฏิเสธ แต่ต้วนเฟิ่งหยิงกลับพูดออกมา
ด้วยรอยยิ้มแจ่มใส “ก็ได้ถังซวง ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็จะรับไว้”
หลังจากที่ดูร้านเครื่องสำอางเสร็จแล้ว ถังซวงก็เชิญทั้งสามคน
ไปทานอาหาร
หลังจากที่ทั้งสามคนกลับไปแล้ว เหยาหงหันไปพูดกับต้วนเฟิ่ง
หยิงและเจียนหวานหว่านอย่างอดไม่ได้ “เฟิ่งหยิง หวานหว่าน รับของ
แพงขนาดนี้มามันจะดูไม่ค่อยดีหรือเปล่า เราหาโอกาสเอาไปคืนถังซ
วงดีกว่าไหม”
“เหยาหง เธอก็อย่าไปคิดมากเลย ในเมื่อถังซวงให้แล้ว พวกเรา
รับไว้ก็พอแล้ว ต่อไปถ้าเรามีของอะไรดี ๆ เราก็เอาไปให้ถังซวงบ้างก็
ได้”
เจียนหวานหว่านพยักหน้าและพูดตามว่า “ใช่ ต่อไปพวกเราก็ให้
ของดี ๆ กับถังซวงบ้างก็พอแล้ว”
เหยาหงกล่าวในใจ เธอไม่มีอะไรจะมอบให้ถังซวงหรอก แต่ใน
เมื่อเห็นว่าต้วนเฟิ่งหยิงและเจียนหวานหว่านต่างก็รับของเอาไว้ เธอก็
ไม่ได้พูดอะไรอีก และเล่าเรื่องนี้ให้สามีฟัง ขณะเดียวกันก็บอกให้เขา
ตั้งใจทำงานเพื่อถังซวง
เมื่อถังซวงไปมหาลัยอีกครั้ง เรื่องราวของโม่เจ๋อหยวนก็ได้รับ
การตีพิมพ์บนหนังสือพิมพ์ และในตอนนี้เขาได้กลายเป็นคนดังใน
มหาลัยไปแล้ว ถังซวงเองก็ไม่น้อยหน้า หลาย ๆ คนก็รับรู้เรื่องที่งาน
จัดแสดงสินค้าฤดูใบไม้ผลิของถังซวงเช่นกัน
แต่ถังซวงและโม่เจ๋อหยวนก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมาก ทั้งสอง
คนจึงไปมหาลัยตามปกติ
เวลาผ่านมาจนกระทั่งถึงวันเกิดของถังเซวี่ย
แล้ววันนี้เองที่เฟิงเยี่ยหานและถังเซวี่ยได้หมั้นกันอย่างเป็น
ทางการ