ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 535 ส่งถึงหน้าประตูบ้าน
อะไรนะ? เซินเซียนซ่าน?
ทั้งสามหันมามองหน้าหลินเมิ้งหยาพร้อมกัน สายตายากที่จะเชื่อ
“ใช่แล้ว ข่าวที่อาซิ่วนำมาให้ข้าเกี่ยวข้องกับยาเซินเซียนซ่าน”
มุมปากหลินเมิ้งหยากระตุกยิ้มน้อยๆ
ย่ำรองเท้าเหล็กสึกมิพบพาน ยามได้มากลับมิต้องเสียเวลาเลย
นางถูกขังอยู่ในหอป๋ายเฉา ด้านนอกมีคนจับตามองนางจำนวนนับไม่ถ้วน
อย่าว่าแต่จะสืบเรื่องยาเซินเซียนซ่านเลย แม้แต่นางก้าวเท้าพ้นเรือนแห่งนี้ออกไปเพียงก้าวเดียว เกรงว่าคนเหล่านั้นคงจับตามองนางมิปล่อยให้คลาดสายตา
น่าเสียดายต่อให้พวกเขาฝันแต่ก็คงคาดไม่ถึงว่าอาซิ่วจะนำข่าวนี้มาแจ้งแก่นาง
“หรือว่าตงฟางสวี?”
หลงเทียนอวี้เข้าใจความหมายของหลินเมิ้งหยาในทันที หัวคิ้วขมวดมุ่นขณะเอ่ยสิ่งที่ตนเองคิด
ส่งสายตาสร้างความมั่นใจให้อีกฝ่าย หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง
“ไม่ผิดแน่ อาซิ่วเล่าว่ามีคนมาหาตงฟางสวีเพื่อขอซื้อต้นฝิ่นแต่ตงฟางสวีปฏิเสธไป ทว่าคนผู้นั้นยังไม่ยอมตัดใจ ต่อมาหลานชายของตงฟางสวีเป็นผู้ทำการค้านี้ ข้าเองก็เคยคิดเร รื่องนี้เช่นเดียวกัน เหตุเพราะเมืองหลวงเก่าเพาะปลูกยาสมุนไพรจำนวนมาก หากปลูกต้นฝิ่นจะต้องกระทบกับยาสมุนไพรเหล่านั้น แต่ถ้าหากว่านำต้นฝิ่นมาจากเมืองเลี่ยหยุนแล้วล่ะก็ นั่น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว”
ดวงตาหลินเมิ้งหยาเปล่งประกาย อย่ามองเพียงว่านางมีอาการสงบนิ่งไม่ร้อนใจ นางยังคงจดจำภาพแห่งความทรมานที่หลงเทียนอวี้ได้รับได้
โชคดีที่สวรรค์มีตา ดังนั้นจึงนำเรื่องนี้มามอบให้นางถึงหน้าประตู
“หรือเหตุที่อาซิ่วต้องการเข้ามาในหอป๋ายเฉาให้ได้ก็เพราะ……..”
ความคิดของจั่วชิวอวี้นึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้
หัวคิ้วหลินเมิ้งหยาขมวดมุ่น ดูเหมือนจั่วชิวอวี้ก็มิได้โง่
“ใช่แล้ว นางบอกว่าคนรับของคือลูกศิษย์ในหอป๋ายเฉา แม้ตงฟางสวีจะไม่ทำการค้าประเภทนี้ แต่ถึงกระนั้นการขายต้นฝิ่นก็มิใช่สิ่งผิดกฎหมายของเมืองเลี่ยหยุน ดังนั้นหลานของเขาจึงมิ ได้ปิดบังเรื่องนี้ ทว่าอาซิ่วเพียงแค่แอบได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้ นางกลัวว่าลุงของนางจะเกิดปัญหา ดังนั้นจึงมาที่นี่เพื่อตรวจสอบ ส่วนเหตุที่นางรู้ว่าข้าสนใจเรื่องนี้ก็เพร ราะขณะที่อีกฝ่ายกำลังทำการค้า เขาเอ่ยชื่อข้าและหลงเทียนอวี้”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยเหตุที่มาทั้งหมดในรวดเดียว
ทั้งสามนิ่งอึ้งพูดไม่ออก คิดไม่ถึงเลยว่าข่าวที่พวกเขาพยายามสืบเสาะค้นหามานานแต่ไม่ได้อะไรกลับมา จะเป็นเด็กสาวอย่างอาซิ่วเป็นผู้นำมาแจ้ง
ราวกับโดนเทพเจ้าแห่งโชคชะตากลั่นแกล้งอย่างไรอย่างนั้น
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหอป๋ายเฉาจริงๆ สินะ! คนพวกนั้นบังอาจทำเรื่องเช่นนี้ รนหาที่ตายยิ่งนัก!”
จั่วชิวอวี้เดือดดาลขึ้นมาบ้างแล้ว เขาเป็นหมอ ฉะนั้นเขาย่อมรังเกียจสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องทุกข์ทรมานเหล่านี้
ยิ่งไปกว่านั้นยาพิษชนิดนี้ยังเกี่ยวข้องกับหอป๋ายเฉาในอุดมคติของเขา
โทสะจึงทวีขึ้นในใจอยู่หลายส่วน แน่นอนว่าหลินเมิ้งหยาย่อมเข้าใจหัวอกของเขา
ตบหลังมือจั่วชิวอวี้ แววตาเผยร่องรอยความเย็นชา
“ข้าเองก็เกลียดของสิ่งนี้ยิ่งนัก ดังนั้นพวกเราจะต้องสืบให้ได้ว่าเขาเป็นใคร จากนั้นค่อยกำจัดทิ้ง อย่ากังวลไปเลย ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
เมื่อได้รับคำสัญญาจากหลินเมิ้งหยา อารมณ์ของจั่วชิวอวี้จึงดีขึ้นมาก
ทั้งสี่คุยกันอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่อาซิ่วจะกลับมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ด้านหลังของนางคือชายแต่งกายด้วยชุดพ่อค้าสองคน พวกเขาเข้ามาถวายคำนับหลินเมิ้งหยา
“เอาล่ะ พวกเจ้าส่งข้าที่นี่แหละ ฝากบอกท่านลุงด้วยว่าอีกสองสามวันข้าจะกลับไปหาเขา ท่านลุงไม่จำเป็นต้องกังวล อีกอย่างหากท่านลุงถามอะไร พวกเจ้าจงตอบว่าหอป๋ายเฉามิใช่สถานที่ ที่จะสามารถเข้ามาได้ง่ายๆ ฉะนั้นท่านลุงอย่าเข้ามาหาข้าเลย”
แม้อาซิ่วจะเป็นเด็กไร้เดียงสาและขี้เล่น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้อง นางย่อมมีอารมณ์และท่าทีของผู้เป็นนาย
ชายร่างสูงทั้งสองมิกล้าปากมาก พวกเขาน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี
แม้แววตาจะมีความลำบากใจอยู่หลายส่วน แต่ถึงกระนั้นพวกเขากลับเกรงกลัวอาซิ่วมากกว่า
หลินเมิ้งหยาปรายตามองพวกเขา นางรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
อันที่จริงอาซิ่วมีศักดิ์เป็นหลานของตงฟางสวี แต่ท่าทางเหนือกว่าของนางไม่เหมือนการเสแสร้ง
ราวกับนางปฏิบัติเช่นนี้อยู่เป็นนิจ
หรือฐานะของอาซิ่วจะไม่ธรรมดาเหมือนฉากหน้า?
“ลำบากพวกท่านแล้ว แม่นางอาซิ่วอยู่กับข้าที่นี่ ฉะนั้นท่านตงฟางไม่จำเป็นต้องกังวล”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งสองรีบหันหน้าไปหานางพร้อมทั้งขอบคุณยกใหญ่ราวกับได้รับการช่วยชีวิตแล้ว
“ขอบพระทัยอันเล่อจวิ้นจู่ นี่เป็นสัมภาระของคุณหนู ไม่ทราบว่าสามารถวางไว้ที่ใด?”
แม้ว่าท่าทางของพวกผู้ติดตามจะดูมิใช่คนที่สามารถรับมือได้ง่ายนัก แต่ถึงกระนั้นกิริยามารยาทก็ยังนับว่าไม่บกพร่อง
หลินเมิ้งหยาส่งสัญญาณให้นำไปวางไว้ในห้องของตนเอง พวกเขารีบวางของลง ก่อนจะขอตัวลา
เมื่อพวกเขาจากไปแล้ว อาซิ่วจึงแลบลิ้นล้อเลียน
แต่เมื่อหมุนตัวกลับมาเห็นสายตาเคร่งขรึมของหลินเมิ้งหยา นางพลันหยักยิ้มก่อนจะเข้าไปคล้องแขนของอีกฝ่าย พร้อมทั้งส่งเสียงออดอ้อน
“พี่สาวจวิ้นจู่ คืนนี้ข้านอนกับท่านได้หรือไม่?”
แม้เสียงจะไม่ดัง แต่ก็มากพอให้คนที่เหลือทั้งสามได้ยิน
หลินเมิ้งหยาชำเลืองมองหลงเทียนอวี้ แม้ใบหน้าของเขาจะสุขุมเยือกเย็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทว่าเวลานี้กลับมีความไม่พอใจอยู่หลายส่วน
อายุมากขนาดนี้แล้วแท้ๆ ยังจะคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กสาวตัวเล็กๆ อีก
“ได้แน่นอนอยู่แล้ว เจ้ามาที่นี่เถิด ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
จับมืออาซิ่วเข้าไปยังห้องของนางและหลงเทียนอวี้ ทิ้งบุรุษทั้งสามที่กำลังฉงนสงสัยไว้เบื้องหลัง
หลินเมิ้งหยามีใจอยากช่วยอาซิ่วเก็บของ แต่เมื่ออาซิ่วเห็นว่าแขนขวาของนางขยับได้ไม่สะดวกนัก นางจึงกดตัวอีกฝ่ายลงบนเก้าอี้และเอ่ยว่าไม่จำเป็นต้องช่วย
“จริงสิ นี่เป็นของขวัญที่ข้านำมามอบให้ท่าน ไม่รู้ว่าท่านจะชอบหรือไม่”
อาซิ่วแย้มยิ้ม ก่อนจะวางหม้อดินเผาเล็กๆ ลงในมือของอีกฝ่าย
ของขวัญ? หลินเมิ้งหยาชะงัก ก่อนจะเปิดฝาหม้อช้าๆ
เอ๋? เหตุใดจึงว่างเปล่าเล่า?
ขณะที่หลินเมิ้งหยากำลังประหลาดใจอยู่นั้น กลิ่นบางอย่างที่แม้จะไม่ฉุน แต่กลับสามารถทำให้คนที่ดมรู้สึกเวียนหัวได้ฟุ้งออกจากหม้อ
“นี่มัน….”
ทั้งที่เป็นเพียงกลิ่นเท่านั้น ทว่าหลินเมิ้งหยากลับรู้สึกมึนงง
อาซิ่วที่กำลังเก็บของ อยู่ๆ ก็ตบหน้าผากของตนเองราวกับลืมอะไรบางอย่าง ยังไม่ทันที่นางจะอธิบาย เด็กสาวร่างบางก็รีบใช้ปลายมีดเงินจิ้มลงบนนิ้วของหลินเมิ้งหยา
โลหิตสีแดงสดหยดลงในหม้อดิน
อยู่ๆ เสียง “จี๊ด จี๊ด” พลันดังขึ้นในหูของหลินเมิ้งหยา จากนั้นสมองของนางจึงปลอดโปร่งดั่งเดิม
“ข้างในนี้คืออะไรหรือ?”
หลังจากได้สติกลับคืนมา หลินเมิ้งหยายัดหม้อดินเผาใส่มืออาซิ่ว
อีกฝ่ายแสดงสีหน้าเชิงขอโทษ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกผิด
“นี่คือสัตว์พิษที่บ้านของพวกข้าเลี้ยงเอาไว้เจ้าค่ะ ข้าอยากมอบมันให้ท่านเอาไว้ป้องกันตัว แต่ข้าลืมไปว่าจำต้องใช้เลือดในกายของท่านมาหล่อเลี้ยง มันจึงจะไม่ทำร้ายท่าน ข้าข ขออภัยจริงๆ นะเจ้าคะ พี่สาวจวิ้นจู่ ข้า…ข้าดีใจจนเกินไปแล้ว”
สัตว์พิษ? ซ้ำยังป้องกันตัวได้?
ทันใดนั้นหลินเมิ้งหยาจึงนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ท่านอาจารย์เคยเล่าว่าทุกพื้นที่ในเมืองเลี่ยหยุนล้วนเต็มไปด้วยสัตว์มีพิษ ฉะนั้นชาวบ้านในเมืองเลี่ยหยุนจึงรู้วิธีการเลี้ยงดูพ พวกมัน
อาซิ่วเองก็เคยเล่าว่านางพกสัตว์มีพิษมากมาย แต่สัตว์เหล่านี้ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก แม้แต่ระบบเซินหนงยังเพิ่งจะตอบสนอง
ระบบเซินหนงมิได้ผิดปกติ ทว่ากลิ่นอ่อนๆ จากแมลงตัวนั้นทำให้ระบบประสาทของนางช้าลง
เท่าที่อ่านผลวิเคราะห์จากระบบเซินหนง กลิ่นที่ถูกส่งออกมาจากแมลงตัวนั้นส่งผลทำให้ระบบประสาทด้านชาขั้นรุนแรงจนถึงขั้นสลบไสลมิได้สติ
เอ่อ หรืออาจจะเรียกว่าเครื่องรมยาสลบแบบมีชีวิตก็ได้
“รีบออกมารับโทษจากพี่สาวจวิ้นจู่เดี๋ยวนี้!”
อาซิ่วมองหลินเมิ้งหยาที่มิได้กล่าวโทษตนเอง
มือเล็กตบลงบนหม้อดินเบาๆ ไม่นานดวงตาสีดำขนาดเท่าเม็ดถั่วก็ปรากฏที่ปากหม้อ
หลินเมิ้งหยามองสัตว์ตัวนั้นอย่างระแวดระวัง เหตุเพราะคิดว่ามันอาจเป็นสัตว์จำพวกตะขาบ
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าตัวของมันจะเป็นทรงกลมขนาดไม่ได้ครึ่งของฝ่ามือตนเอง
ร่างกายของมันขาวราวหิมะ ดวงตากลมกลึงเท่าเม็ดถั่ว น่ารักเหลือเกิน
“นี่คือของดีประจำเมืองเลี่ยหยุนชื่อว่าเซียงเซียงฉง อุปนิสัยเชื่อฟังและขี้กลัว มันมักจะซ่อนตัวอยู่ในหม้อดินนี่แหละเจ้าค่ะ แต่หลังจากมันกินเลือดของท่านแล้ว มันจะเชื่อฟังคำสั งของท่าน ขอเพียงพี่สาวจวิ้นจู่พกติดตัว ร่างกายของท่านจะมีกลิ่นหอมของเจ้าเซียงเซียงฉงตัวนี้ ปกติแล้วความหอมจะไม่มากนัก หอมน้อยกว่าแป้งหอมเจ้าค่ะ แต่เมื่อไหร่ที่ท่านกลัวหร รือตื่นเต้น กลิ่นหอมจะรุนแรงขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่คนเลย กระทั่งวัวก็สลบได้ง่ายๆ เจ้าค่ะ”
อาซิ่วจับตัวเซียงเซียงฉงออกจากหม้อดินด้วยท่าทางเชี่ยวชาญ ก่อนจะวางลงบนมือของหลินเมิ้งหยา
ตอนแรกตัวเซียงเซียงฉงยังคงหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย ร่างกายของมันจึงสั่นเทา
แต่หลังจากได้กลิ่นเลือดบนแขนของหลินเมิ้งหยาแล้ว ร่างกายของมันจึงสงบลง
สัมผัสจากขนตัวเซียงเซียงฉงนุ่มเบา
“นี่มัน….ก็ได้ ขอบใจเจ้ามาก”
แม้มันจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่บางทีมันอาจช่วยชีวิตนางได้ในยามคับขัน
แม้เจ้าตัวนี้จะน่ารัก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสัตว์มีพิษ ดังนั้นหลินเมิ้งหยาจึงลูบตัวมันสองสามหน ก่อนจะวางลงในหม้อดินเผาสีขาว
อาซิ่วบอกวิธีเลี้ยงอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าให้มันกินเลือดเดือนละหนก็เพียงพอ โดยปกติแล้วสัตว์ชนิดนี้กินเพียงอาหารที่มีกลิ่นหอม
หลินเมิ้งหยาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ถึงอย่างไรก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้แก่นาง
อาซิ่วแนะนำให้วางมันลงบนโต๊ะแต่งหน้า จากนั้นทั้งสองจึงเริ่มสนทนากันอย่างจริงจัง
“อาซิ่ว เจ้าบอกว่าคนผู้นั้นเอ่ยว่าคนของหอป๋ายเฉาต้องการซื้อต้นฝิ่น เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าจะหาตัวผู้ซื้อคนนั้นได้อย่างไร?”