ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 18 บทที่ 536 บลัดดีแมรี
เมื่อพูดถึงเรื่องสำคัญ หัวคิ้วของอาซิ่วก็ขมวดเข้าหากันน้อยๆ
ดวงตากลมโตชำเลืองมองหลินเมิ้งหยาอย่างลำบากใจ
“เป็นอะไรไป? เรื่องนี้ยากเกินไปหรือ? ไม่เป็นไร ข้าเองก็รู้ว่าถึงร้อนใจไปก็ไม่ช่วยอะไร หากเจ้าลำบากใจ เช่นนั้นพวกเราค่อยคุยกันวันหลังเถิด”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจ อาซิ่วส่ายหน้าพัลวัน เหตุเพราะกลัวว่าหลินเมิ้งหยาจะเข้าใจตนเองผิด
“มิใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ อันที่จริงข้าได้ยินเรื่องเหล่านี้โดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่าต้นฝิ่นในสายตาของพวกท่านจะเป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้อื่น แต่ที่เมืองของข้า ต้นฝิ่นเปรียบดั่งยาที่ สามารถรักษาชีวิตผู้อื่นได้ ข้าหวังว่าท่านจะไม่รังเกียจพวกข้า”
เพียงได้เห็นท่าทางพูดจาด้วยความระมัดระวังของอาซิ่ว หลินเมิ้งหยาหลุดขำพรืด
แม้ในอดีตนางจะเป็นนักวิจัยทางการแพทย์ แต่หลังจากมาถึงที่นี่ นางคือลูกศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดวิชาพิษจากป๋ายหลี่รุ่ย
หากพูดตามความจริง ยาพิษในมือของนางมีฤทธิ์รุนแรงมิได้ด้อยไปกว่าต้นฝิ่นเลย
บางทีอาซิ่วอาจได้ยินเสียงนกเสียงลมจึงคิดว่าหลินเมิ้งหยาคิดรังเกียจนางเพราะเรื่องต้นฝิ่นกระมัง
ไร้เดียงสายิ่งนัก น่ายกย่องเหลือเกิน
“เจ้าพูดถูกแล้ว ต้นฝิ่นมิได้ผิด หากใช้ในทางที่ดี มันสามารถยับยั้งอาการเจ็บปวดได้ แต่บางคนกลับนำมาใช้ในทางที่ผิด ดังนั้นต้นฝิ่นที่นำมาทำร้ายคนจึงกลายเป็นยาพิษ อันที่จริ งสิ่งที่น่ากลัวหาใช่ต้นฝิ่น แต่เป็นจิตใจคนต่างหาก”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยเสียงอ่อนโยน ขณะเดียวกันอาซิ่วรู้สึกราวกับได้พบคนรู้ใจ
พยักหน้าแข็งขัน จากนั้นจึงจับมือหลินเมิ้งหยาพร้อมทั้งเปิดเผยความลับ
“พี่สาวพูดถูกแล้ว ที่บ้านเกิดของข้า ต้นฝิ่นคือยาชนิดหนึ่ง แต่หลังจากข้าติดตามท่านลุงออกเดินทางท่องเที่ยว มีคนจำนวนไม่น้อยด่าว่าข้าและท่านลุงเพราะต้นฝิ่น ตอนนั้นข้าโกรธ ธมาก รู้สึกเพียงว่าพวกข้าเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง เหตุใดจึงต้องพูดจาว่าร้ายพวกข้าถึงเพียงนี้ ต่อมาข้าจึงได้รู้ว่าพวกเขาหลายคนล้วนต้องสูญเสียคนในครอบครัวก็เพราะต้นฝิ่น แม้ ทุกบ้านเมืองจะปลูกต้นฝิ่นได้ ทว่ามีเพียงเมืองเลี่ยหยุนเท่านั้นที่สามารถค้าขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงรังเกียจพวกข้าคนเมืองเลี่ยหยุนเป็นอย่างยิ่ง แต่ พี่สาวจวิ้นจู่ พวกข้าทำผิดจริงๆ น่ะหรือ?”
น้ำเสียงของอาซิ่วแฝงไว้ซึ่งความน้อยใจระคนเศร้าโศก
หลินเมิ้งหยาอึ้งงัน ไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร
แต่ทุกอย่างเป็นไปตามที่อาซิ่วพูด ไม่ว่าต้นฝิ่นหรือยาชนิดใดก็ตาม พวกมันมิได้เกิดมาเพื่อทำร้ายมนุษย์
ทว่าหลังจากมนุษย์ล่วงรู้สรรพคุณของพวกมัน มนุษย์จึงนำมาใช้ในทางที่ถูกและผิด
ลูบเส้นผมของอาซิ่ว หลินเมิ้งหยาทำได้เพียงอธิบายสิ่งที่ตนเองรู้เพื่อบรรเทาความหม่นหมองในใจของนาง
“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนโลกใบนี้มิใช่ยาพิษ แต่เป็นหัวใจมนุษย์ ทุกคนล้วนมีความคิดเป็นของตัวเอง พวกเรามิอาจเปลี่ยนแปลงความคิดใครได้ สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ก็คือการพยายามทำเรื องที่ตนเองไม่ต้องรู้สึกละอาย”
อาซิ่วมองหลินเมิ้งหยาราวกับเข้าใจและไม่เข้าใจในคราวเดียวกัน สุดท้ายจึงพยักหน้าลงเบาๆ
แม้นางจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของพี่สาวจวิ้นจู่นัก แต่พี่สาวจวิ้นจู่มิเคยเอ่ยสิ่งใดผิดพลาด
ดังนั้นนางจึงรู้สึกดีใจขึ้นมาบ้างแล้ว
จับมือหลินเมิ้งหยาพร้อมทั้งเล่าเรื่องที่ได้ประสบพบเจอเมื่อหลายวันก่อน
“จริงสิ พี่สาวจวิ้นจู่ เมื่อหลายวันก่อนข้าเจอแม่นางซู่เหมยบนถนน แต่ข้าเห็นสีหน้านางไม่สู้ดีนัก ราวกับได้รับบาดเจ็บอย่างไรอย่างนั้น ใบหน้าของนางขาวซีดเป็นอย่างยิ่ง”
คำพูดของอาซิ่วเรียกความสนใจของหลินเมิ้งหยาได้เป็นอย่างดี
ได้รับบาดเจ็บ? ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นนี่นา
ซู่เหมย มิใช่ว่านางได้พบกับพี่สาวของตนเองแล้วหรือ ในเมื่อคนเหล่านั้นเป็นที่พึ่งของนาง เช่นนั้นนางไม่ควรจะถูกทำร้าย
“เจ้ามองผิดไปหรือไม่? แน่ใจหรือว่าเป็นนาง?”
อาซิ่วเบิ่งตากว้างพร้อมทั้งหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา สุดท้ายจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ไม่มีทางผิดเจ้าค่ะ ต้องเป็นนางอย่างแน่นอน แม้ข้าจะไม่อาจมั่นใจได้ว่านางได้รับบาดเจ็บหรือไม่ แต่เมื่อแมลงบนตัวข้าได้กลิ่นเลือดบนร่างของนาง พวกมันล้วนตื่นตัว ต่อให้เป็นเ เลือดรอบเดือนของสตรี แต่สัตว์เลี้ยงของข้าล้วนมิเคยตื่นตัวกับสิ่งนี้มาก่อน ดังนั้นข้าจึงเดาว่านางน่าจะได้รับบาดเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อได้เห็นสีหน้าของนางแล้ว ข้าจึงเดาว่าอ อาการของนางน่าจะสาหัสเอาการ แต่ที่น่าประหลาดก็คือท่าทางการเคลื่อนไหวของนางไม่เหมือนคนกำลังบาดเจ็บ ท่านคิดว่าแปลกหรือไม่เจ้าคะ?”
เหตุเพราะความมีไหวพริบ อาซิ่วจึงมองอย่างละเอียด
ครู่ต่อมาหลินเมิ้งหยาจึงตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง
แม้ซู่เหมยจะมิใช่หัวหน้าของคนเหล่านั้น แต่อย่างน้อยก็นับว่าเป็นพวกเดียวกันกับพวกเขาแล้ว
ทว่าแม้นางจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว
นี่ไม่แปลกไปหน่อยหรือ?
“เจ้ามั่นใจหรือว่ากลิ่นเลือดทำให้สัตว์เลี้ยงของเจ้าตื่นตัว?”
บนร่างกายของอาซิ่วพกสัตว์พิษไม่ต่ำกว่าสามสิบตัวและยาพิษอีกนับจำนวนไม่ถ้วน
แน่นอนว่านางย่อมมีวิธีทำให้ตนเองไม่ถูกสัตว์เหล่านั้นทำร้าย
อาซิ่วมีสัตว์พิษที่กินเลือดเป็นอาหาร ดังนั้นหากนางบอกว่าสัตว์ของนางตื่นตัวเพราะได้กลิ่นเลือด เช่นนั้นย่อมเป็นไปตามนั้นไม่ผิดแน่
“เจ้าค่ะ ข้ามั่นใจ ต่อมาข้าต้องป้อนเลือดให้พวกมัน พวกมันจึงสงบลงได้”
หลินเมิ้งหยาไม่รู้สึกคลางแคลงใจในคำพูดของอาซิ่วเลยแม้แต่น้อย
นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลินเมิ้งหยาจะนึกถึงเบาะแสสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้
“เรื่องนี้คงต้องขอความเห็นจากคนอื่นด้วย ข้ารู้สึกว่าซู่เหมยมิใช่คนธรรมดาอย่างที่พวกเราคิด”
โชคดีหลงเทียนอวี้และจั่วชิวอวี้ล้วนอยู่ในห้องรับแขก
อาซิ่วบอกเล่าสิ่งที่ตนเห็นให้พวกเขาทั้งสองฟัง ดังนั้นทั้งสี่จึงตกอยู่ในความเงียบ
“ข้าคิดว่าซู่เหมยอาจไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เลือดบนร่างของนางคือเลือดของผู้อื่น”
หลินเมิ้งหยานวดขมับ ดูเหมือนข้อสันนิษฐานนี้จะเข้ากับเหตุการณ์ในเวลานี้ที่สุดแล้ว
หลงเทียนอวี้มองหลินเมิ้งหยา ก่อนจะพยักหน้าลงเบาๆ
“เป็นไปได้ แต่หากอ้างอิงจากคำพูดของอาซิ่ว เลือดเหล่านั้นต้องเป็นเลือดสดใหม่จึงจะสามารถทำให้แมลงพิษตื่นตัวได้ หากเป็นเลือดที่มีปริมาณเพียงน้อยนิดคงมิอาจส่งผลต่อแมลงพิษ ได้ อาซิ่ว เจ้าได้กลิ่นเลือดจากร่างของนางหรือไม่?”
อาซิ่วครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้า
นางเองก็มีประสาทสัมผัสการดมกลิ่นค่อนข้างดี แม้จะไม่ดีเท่าหลินเมิ้งหยา แต่ถึงกระนั้นก็ย่อมดีกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก
หากเลือดส่งกลิ่นคาวออกมาแล้วล่ะก็ เช่นนั้นก็ไม่มีทางเล็ดรอดจากจมูกของนางไปได้
ดูเหมือนข้อสันนิษฐานนี้จะตกไปเสียแล้ว
ทั้งสี่กลับมาไตร่ตรองดูอีกหน หลินเมิ้งหยาหันหน้าไปทางหน้าต่าง ก่อนจะเหลือบเห็นกระจกทองแดงโดยไม่ได้ตั้งใจ
อยู่ๆ ดวงตาก็เปล่งประกาย
“อาซิ่ว ครั้นเจ้าเห็นซู่เหมยในเวลานั้น ผิวของนางขาวซีดราวหิมะ ทว่าสายตาท่าทางอิดโรยใช่หรือไม่?”
เมื่ออยู่ๆ ก็ถูกถามเช่นนี้ อาซิ่วหวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ เป็นเช่นนั้นจริง! ข้ายังจำได้ว่าวันนั้นนางสวมใส่ชุดสีแดงดั่งโลหิต ยิ่งไปกว่านั้นใบหน้าของนางยังขาวซีดไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป!”
บางทีอาจเป็นไปตามที่นางคิดแล้ว
“เปี่ยวเม่ย เจ้าคิดอะไรออกอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของหลินเมิ้งหยา จั่วชิวอวี้เอ่ยถามออกมาอย่างอดมิได้
ทว่าสีหน้าของหลินเมิ้งหยาแปลกประหลาดยิ่งนัก นอกจากจะหมดความอดทนแล้ว ยังเจือไปด้วยความขยะแขยง
“หากข้าเดาไม่ผิด พวกเขาจับตัวหญิงสาวเหล่านั้นมาไม่เพียงเพื่อฝึกสอนแล้วนำไปขาย แต่พวกเขายังนำพวกนางไปใช้งานอย่างน่าเวทนา อย่างเช่นการสูบเลือดจากกายของพวกนางมาเพื่อคงความง งามของผู้หญิง”
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมา ไม่เพียงอาซิ่วเท่านั้น แม้แต่หลงเทียนอวี้และจั่วชิวอวี้ล้วนอึ้งงัน
“ไม่…ไม่มีทาง การนำโลหิตมนุษย์มารักษาความเยาว์วัยเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น”
จั่วชิวอวี้เอ่ยเสียงติดขัด พวกเขาเคยได้ยินเรื่องราวน่าหวาดกลัวเหล่านี้แต่เพียงในนิทานเท่านั้น
คิดไม่ถึงเลยว่าหลินเมิ้งหยาจะคาดเดาเช่นนี้
“ประสิทธิภาพของเลือดมิได้ธรรมดาเหมือนอย่างที่พวกเราคิดหรอก หากนำเลือดของหญิงสาวที่ดื่มยาสมุนไพรชั้นดีมาอาบแล้วล่ะก็ เช่นนั้นจะสามารถกลบกลิ่นคาวเลือดได้ แต่เพราะสัตว์พิษ ของอาซิ่วไม่ถูกรบกวนด้วยยาสมุนไพรเหล่านั้น ฉะนั้นพวกมันจึงตื่นตัวขึ้นมา”
ยิ่งไปกว่านั้นหากยาสมุนไพรไหลเวียนอยู่ในเลือดมาอย่างยาวนานแล้ว ประสิทธิภาพที่ได้รับย่อมดีกว่ามาก
ในสมัยปัจจุบันมีคนนำยาสมุนไพรไปเลี้ยงไก่และหมูเพื่อผลลัพธ์เช่นนี้เช่นเดียวกัน
ทว่าในสมัยนี้ใช้เลือดของมนุษย์เท่านั้น
“ซู่เหมยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น เหตุใดจึงต้องชุบเลี้ยงนางเช่นนี้ด้วยเล่า?”
แม้จั่วชิวอวี้จะรู้สึกว่าวิธีการเช่นนี้น่าพรั่นพรึง แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าหมากตัวเล็กๆ อย่างซู่เหมยมิควรได้รับการดูแลอย่างดีเช่นนี้
“อย่าลืมว่าซู่เหมยอยากเป็นผู้หญิงของหลงเทียนอวี้ที่สุด ดังนั้นนางย่อมต้องรักษาใบหน้าให้งดงามอยู่เสมอ ข้ากล้าพูดได้เลยว่าหากครั้งหน้าพวกเราได้เจอกับนาง นางจะต้องทำให้ พวกเราตกตะลึงอย่างแน่นอน แล้วถ้าหากว่านางถูกใช้เป็นตัวทดสอบว่าวิธีนี้ได้ผลหรือไม่ด้วยเล่า?”
ดวงตาหลินเมิ้งหยาเปล่งประกาย ทุกคนล้วนคิดเห็นตรงกันว่าข้อสันนิษฐานของนางถูกต้องแปดเก้าส่วน
วิธีเช่นนี้เคยถูกใช้มาก่อน นางยังจำเรื่องของบลัดดีแมรีที่นำเลือดของหญิงสาวมาอาบเพื่อรักษาความอ่อนเยาว์เอาไว้ได้
ได้ยินมาว่าแม้นางจะอายุห้าสิบหกสิบปีแล้ว ทว่าหน้าตาผิวพรรณยังคงงดงามดั่งเด็กสาวแรกรุ่น
แม้เรื่องเล่ามักจะเกินไปจริงไปสักหน่อย แต่เรื่องที่มีการนำเลือดมาอาบเช่นนี้ย่อมเคยเกิดขึ้นไม่ผิดแน่
หากเป็นไปตามข้อสันนิษฐานนี้ นางเดาว่าคนที่อยู่เบื้องหลังซู่เหมยจะต้องคิดการใหญ่บางอย่างอยู่อย่างแน่นอน
ตกลงแผนการนั้นคืออะไรกันแน่?