คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 437 ปราณแห่งน้ำแข็ง
ใต้เท้าหลงลงมือไม่ธรรมดา ไฟนรกพุ่งปราดราวกับมังกรทะยานห้อมล้อมสัตว์เยือกแข็งไว้อย่างแน่นหนา สัตว์เยือกแข็งก็รู้สึกได้ถึงอันตราย รอบกายแผ่กระจายปราณหนาวสีขาวออกมา ทำให้อากา าศอันอบอุ่นรอบด้านเย็นลงหลายส่วนในพริบตา
จินเฟยเหยาพบว่าตนเองดูไม่ออกว่าสัตว์เยือกแข็งมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นใด ท่าทางสิ่งที่ถือกำเนิดเองจะแตกต่างจากสัตว์ปิศาจธรรมดาทั่วไป ไม่สามารถใช้เก้าขั้นสูงสุดมาจำแนกได้ แต่รู สึกว่าไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก นอกจากพละกำลังมหาศาลและลดอุณหภูมิได้แล้วก็ไม่เห็นมันใช้ไพ่ตายอะไรออกมา
ขอเพียงผลึกน้ำแข็งบนร่างมันถูกโจมตีแตก ร่างที่พิการก็จะสูบหิมะน้ำแข็งรอบด้านมาผนึกเป็นร่างใหม่ทันที มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าถ้าไม่เผามันให้กลายเป็นไอทั้งหมด แต่ เป็นแค่น้ำ มันก็อาจจะผนึกตนเองขึ้นมาได้ ถึงฆ่าอย่างไรก็ฆ่าไม่ตาย ทว่ามันก็สร้างวิกฤติใหญ่กว่านี้ให้ใต้เท้าหลงไม่ได้
หรือว่าสิ่งนี้แค่เนื่องจากอากาศหนาวเย็นเกินไป ดังนั้นปราณแห่งฟ้าดินจึงเปลี่ยนรูปเป็นสัตว์ประหลาดขนาดย่อมตัวหนึ่งเล่นๆ นอกจากทำให้โลกวิญญาณเทียนจี๋หนาวเย็นยิ่งขึ้นก็ไม่มีอันตราย ยอย่างอื่นแล้วหรือ?
มีใต้เท้าหลงออกโรงก็ไม่จำเป็นต้องให้จินเฟยเหยาลงมือ อีกอย่างหนึ่งสัตว์เยือกแข็งไม่มีประโยชน์เลยสักนิด ไปร่วมสนุกก็ไร้ความหมาย มิสู้ยืนชมความครึกครื้นอยู่ด้านข้างดีกว่า
ดังนั้นนางจึงมุดเข้าไปในม่านแสงวิญญาณของตนเอง ให้พวกเหยียนเฮ่าพี่น้องนั่งบนพื้น จากนั้นเปลี่ยนทงเทียนหรูอี้เป็นโครงแขวนหลังจากห้อยพั่งจื่อไว้ด้านบนก็วางตรงศีรษะของสอง พี่น้องโดยตรงแล้วเริ่มย่างพั่งจื่อ
ใต้เท้าหลงสังหารสัตว์เยือกแข็งอยู่ด้านข้าง ส่วนนางกลับย่างกบกิน? แต่จินเฟยเหยามิใช่ไม่ทำอะไรเลย นอกจากพลิกย่างพั่งจื่อ บางครั้งนางยังติชมเล็กน้อย
“โอ้! การโจมตีนี้น่าสนใจนิดๆ” ใต้เท้าหลงถือหอกมารโจมตีกายน้ำแข็งก้อนใหญ่ของสัตว์เยือกแข็งลอยไป จินเฟยเหยาถอนหายใจ จากนั้นจุปากเอ่ย
ผ่านไปครู่หนึ่ง สัตว์เยือกแข็งก็ถูกคว่ำลงกับพื้นอีก จินเฟยเหยาเริ่มหัวเราะเสียงดังอย่างเบิกบาน “ฮ่าๆๆ สุนัขล้มกินอุจจาระ น่าขำจริงๆ”
ใต้เท้าหลงหาเวลาว่างจากที่ยุ่งๆ มามองนางแวบหนึ่ง ราวกับไม่พอใจอย่างยิ่ง จากนั้นก็สังหารสัตว์เยือกแข็งต่อ
ในขณะที่จินเฟยเหยาชมละครอย่างเบิกบาน พี่กระจกก็เอ่ยปากอย่างไม่พอใจ “จินเฟยเหยา น้ำลายของพั่งจื่อไหลหยดลงมาบนร่างข้าหมดแล้ว”
พอจินเฟยเหยาก้มหน้าลงมอง น้ำแข็งบนร่างพั่งจื่อกำลังละลายกลายเป็นน้ำหยดลงมา ส่วนพี่กระจกกำลังอยู่ในอ้อมอกของเหยียนซิง บนร่างเต็มไปด้วยน้ำเย็น ดังนั้นนางจึงขมวดคิ้วเอ่ยว ว่า “พูดอะไรน่ะ นี่เป็นน้ำลายที่ไหน เป็นน้ำเย็นชัดๆ”
“รีบนำออกไป ข้าว่าใช้ได้แล้ว ไม่ต้องย่างต่อ เจ้าถ่ายทอดพลังวิญญาณให้มันก็พอ เจ้าแค่คิดจะใช้ไฟย่างเล่นเท่านั้น” คำพูดของพี่กระจกบ่งบอกความคิดของนาง แต่ละครั้งล้วนใกล้เคียง งอย่างยิ่ง
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้น เรื่องย่างพั่งจื่อมีอะไรน่าเล่นกัน” จินเฟยเหยาปากแข็งไม่ยอมรับ สำหรับเรื่องอยากทดลองย่างพั่งจื่อที่มีร่างอวบอ้วนมาตลอดเป็นความคิดแบบใด นางไม่ยอมรับหรอก ก
เวลานี้ พั่งจื่อลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ รู้สึกทั่วร่างอบอุ่น บอกไม่ถูกว่าเป็นความอบอุ่นแบบใด มันกระพริบตา หวนนึกว่าก่อนหน้าจะหมดสติเกิดเรื่องอะไรขึ้น
จริงสิ ตอนนั้นจินเฟยเหยากำลังขุดก้อนน้ำแข็ง อากาศพลันหนาวเหน็บแทบตาย ตนเองปล่อยปราณปิศาจออกมาคุ้มครองทั่วร่างไม่ทันจึงหมดสติ เช่นนั้นตอนนี้…หมายความว่าตนเองฟื้นแล้ว ทว่าเม มื่อมันมองเห็นตำแหน่งที่ร่างตนเองอยู่อย่างชัดเจน พั่งจื่อก็ตกใจ!
มันพบว่าตนเองกำลังถูกแขวนย่างเหนือไฟ อีกทั้งคนที่แขวนตนเองก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นจินเฟยเหยา อีกทั้งยังได้ยินพี่กระจกพูดกับนางเรื่องย่างพั่งจื่อและน้ำลายไหลอะไรนั่น หรือ อนึกว่าตนเองตายแล้ว ดังนั้นจึงถูกจินเฟยเหยาที่ถือหลักการไม่สิ้นเปลืองย่างกิน!
ในเวลานี้เอง ความอบอุ่นใต้หนังท้องเริ่มเปลี่ยนเป็นร้อนผ่าว รู้สึกว่าใกล้จะสุกแล้ว! พั่งจื่อกระโดดผลุงทันที รู้สึกว่าหนังท้องร้อนลวกอย่างยิ่ง ต้องหาบางอย่างมาดับไฟหยุดความร้อ อน ในห้วงลนลาน มันเห็นเบื้องหน้ามีสีฟ้าผืนหนึ่ง อีกทั้งยังมีน้ำสาดกระเซ็น มันก็พุ่งปราดไปโดยไม่ได้ดูให้ชัดเจนว่าทางนั้นเป็นสิ่งใด
จินเฟยเหยามองพั่งจื่อที่กระโดดพรวดขึ้นแล้วพุ่งออกนอกม่านแสงไปชนกับสัตว์เยือกแข็งอย่างปากอ้าตาค้าง เพิ่งฟื้นขึ้นมาก็รีบสร้างความดีความชอบ ไม่ค่อยเหมือนมันในยามปกติเลย
ที่จริงเนื่องจากนางกำลังโต้คารมกับพี่กระจก ลืมพลิกตัวพั่งจื่อที่ย่างอยู่ในมือไปชั่วขณะ พุงอันอวบอ้วนของมันกำลังย่างอยู่บนศีรษะของเหยียนเฮ่าพอดีจึงไหม้ขึ้นมา
เวลานี้หอกของใต้เท้าหลงกำลังโจมตีโดนตรงกลางของสัตว์เยือกแข็งพอดี ร่างน้ำแข็งปรากฏแตกเล็กละเอียด จากนั้นเขาพลิกมือนำของสิ่งหนึ่งออกมา ในเวลานี้เอง พั่งจื่อที่นึกว่าตนเอง ถูกย่างสุกแล้วพุ่งพรวดมาโดยไม่สนใจทุกสิ่งเข้าตรงรอยแตกนั้นพอดี
ได้ยินเสียงตูมสนั่น พั่งจี่อมุดศีรษะเข้าไปในร่างของสัตว์เยือกแข็งตามรอยแตก ทว่ารอยแตกยิ่งกว้างขึ้นทุกที สัตว์เยือกแข็งกลายเป็นเศษน้ำแข็งร่วงกระจายเกลื่อนพื้น พั่งจื่อกลับ ถูกห่อหุ้มด้วยปราณหนาวเย็นสีฟ้าอ่อน ปราณหนาวเย็นเหล่านี้ชำแรกเข้าไปในร่างของมันอย่างรวดเร็ว จากนั้นพั่งจื่อก็ลืมตากลมกว้างสองข้าง อ้าปากคายปราณหนาวเย็นออกมาแช่ตนเองให้กล ลายเป็นไข่น้ำแข็ง[1]
เห็นฉากนี้ ใต้เท้าหลงก็ขมวดคิ้ว สิ่งของในมือยังไม่ทันใช้ก็ได้แต่เก็บกลับไป ไม่มีปราณหนาวเหน็บสีฟ่าอ่อนเหล่านั้น สัตว์เยือกแข็งก็ผนึกตัวขึ้นใหม่ไม่ได้และหายไปเช่นนี้ เหลือ เพียงผลึกน้ำแข็งใหญ่น้อยเกลื่อนพื้น มองไข่น้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางอากาศ ใต้เท้าหลงก็หันหน้าเดินกลับมาโดยไม่ส่งเสียงสักนิด
จินเฟยเหยาตะลึงงัน ตะโกนอย่างตกใจหน้าเสีย “อ๊า! พั่งจื่อแข็งเป็นไข่น้ำแข็งแล้ว!”
“โชคดีจริงๆ ปราณแห่งน้ำแข็งถูกมันกินไปแล้ว คิดไม่ถึงว่ายังผนึกตัวเป็นไข่บรรลุขั้นเก้าโดยตรงอีก” ในเวลานี้ พี่กระจกส่งเสียงจุปากเอ่ยวาจา
“เลื่อนขั้น? ปราณแห่งน้ำแข็งคือสิ่งใดอีกล่ะ” จินเฟยเหยาสังหรณ์ใจว่าพั่งจื่อกินของดีเข้าไป ถ้าเมื่อครู่ดูไม่ผิด นางมั่นใจว่าเห็นใต้เท้าหลงนำสิ่งของมาไว้ในมือ หรือว่าเมื่อ อครู่เขาคิดจะเก็บสิ่งที่เรียกว่าปราณแห่งน้ำแข็ง แต่กลับถูกพั่งจื่อกลืนหมดในคำเดียว
ไม่มีสัตว์เยือกแข็งแล้ว พายุหิมะของโลกวิญญาณเทียนจี๋พลันหยุดลง ดวงอาทิตย์ที่ไม่ได้เห็นมานานเริ่มเผยโฉมออกมา อุณหภูมิอากาศรอบด้านเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ไม่หนาวเย็นเหมือนก่อนหน้านี้ อีก พี่กระจกก็แล่นออกมาจากอ้อมอกของเหยียนซิง เหาะมาถึงข้างจินเฟยเหยาก็เอ่ยว่า “สัตว์เยือกแข็งสร้างขึ้นจากปราณหนาวเย็นแห่งฟ้าดิน หลักๆ คือประกอบขึ้นจากปราณแห่งน้ำแข็ง ถึงไม่มีตานสัตว์ปิศาจ ทว่าปราณนี้ร้ายกาจกว่าปราณสัตว์ปิศาจหลายสิบเท่า ในอดีตข้าเก็บได้แค่ปราณแห่งอัคคีส่วนหนึ่ง ไม่ได้พบปราณแห่งน้ำแข็ง คิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะโชคดีมาก พอ มาก็ได้สิ่งนี้ไป”
จินเฟยเหยาฟังจบก็แอบเหลือบตามองดูใต้เท้าหลง เขามาหาเจ้าสิ่งนี้สินะ ตอนนี้ถูกพั่งจื่อกินไปแล้ว จะทำอย่างไรดี!
นางครุ่นคิดแล้วนำพั่งจื่อที่ผนึกเป็นไข่น้ำแข็งมาส่งมอบถึงเบื้องหน้าใต้เท้าหลง จากนั้นนางก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงใจ “ใต้เท้าหลง เจ้านี่ไม่รู้ความ กินปราณแห่งน้ำแข็งของท่านไป ท่ านนำเจ้าเดรัจฉานนี่ไปเถอะ จะต้มจะย่างก็แล้วแต่ท่าน”
ใต้เท้าหลงมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ ไม่ได้รับพั่งจื่อมา ทว่าเอ่ยอย่างเย็นชา “ไป ยังมีโลกวิญญาณอีกมากต้องเดินทาง”
“ใต้เท้าหลง ท่านเป็นคนดีจริงๆ” เห็นแผนการของตนเองประสบความสำเร็จ จินเฟยเหยาก็หัวเราะหึๆ เอ่ยขอบคุณ ใต้เท้าหลงไม่ชอบพั่งจื่อ นางรู้ดี ตอนนั้นนางคิดจะมอบพั่งจื่อให้เขาทำหม มอนอิงก็ไม่สำเร็จ ตอนนี้กลายเป็นไข่น้ำแข็งยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะต้องการมัน
จินเฟยเหยาที่ลอบยินดีในใจเรียกหวาหวั่นซีออกมา ส่วนที่ถูกแช่จนแข็งทื่อบนร่างนางคืนสภาพเดิมแล้ว ได้ยินเรื่องของพั่งจื่อนางก็หมดวาจาทันที นี่นับเป็นตัวอะไร แย่งชิงสิ่งขอ องจากมือผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่า แย่งไปยังมีสีหน้ายินดี เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าหลงจะใจกว้างขนาดนี้ ไม่ได้กระทืบไข่น้ำแข็งของพั่งจื่อจนแตกละเอียดระบายโทสะ ทว่าแล้วกัน นไปแบบนี้
แต่ถ้าพั่งจื่อเลื่อนเป็นขั้นเก้าได้ ภายหน้าก็เป็นเรื่องดีงามมากจริงๆ เพียงแต่ตนเองเลื่อนขั้นไม่ได้ ได้แต่หยุดอยู่ที่ขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลายเท่านั้น ตามพลังบำเพ็ญเพียรของจ จินเฟยเหยาที่เพิ่มสูงขึ้นทุกที ผู้คนและเรื่องราวที่ประสบพบเจอล้วนเป็นเรื่องที่คนขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลายอย่างนางช่วยเหลือไม่ได้ สุดท้ายอาจจะไม่ต่างจากพวกเสี่ยวหงเสี่ยวหวง งมากนัก ประโยชน์ที่มากกว่าพวกเขาเพียงอย่างเดียวก็แค่สามารถล่อลวงผู้บำเพ็ญเซียนมาสังหารหาเงินได้เล็กน้อยเท่านั้น
หวาหวั่นซีหัวเราะเย้ยหยันตนเอง นางสูดลมหายใจลึกๆ น่าเสียดายที่ปราณหนาวเย็นนี้เข้าสู่ร่างของนางไม่ได้แม้แต่น้อย นี่เป็นเพียงร่างปลอมเท่านั้น
“หวั่นซี นิ่งอึ้งทำไม ใต้เท้าหลงบอกว่าเขายุ่งมาก ให้พวกเราเร็วๆ หน่อย” จินเฟยเหยานำพรมบินออกมาแล้วรีบเรียกหวาหวั่นซีให้รีบขึ้นมา ทุกคนมาค้นหาสัตว์เยือกแข็ง สุดท้ายพั่งจ จื่อกลับได้ประโยชน์ไป ถึงใต้เท้าหลงจะใจกว้างไม่เอ่ยถึง ทว่ายังทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ผู้ใดจะรู้ว่าเขาจะรอวันหน้าค่อยหาข้ออ้างมาจัดการเจ้านายของพั่งจื่อ เนื่องจากไม่เห หมาะจะถือสาหาความเจ้าเดรัจฉานตัวนี้ดังนั้นจึงเก็บซ่อนไว้ในใจหรือไม่
ทว่าเวลานี้จินเฟยเหยากลับบอกหวาหวั่นซี “ใต้เท้าหลงเคยพูดว่า สิ่งของของข้าก็คือสิ่งของของเขา ดังนั้นพั่งจื่อก็เป็นสิ่งของของเขา ตอนนี้พั่งจื่อกินปราณแห่งน้ำแข็งของเขา พูดไปพูดมาคือน้ำปุ๋ยไม่ไหลเข้านาของคนอื่น[2] ใต้เท้าหลงไม่เสียเปรียบเลยสักนิด ว่าไปแล้วน่าจะยินดีกับใต้เท้าหลงมากกว่า สัตว์ภูติเลื่อนเป็นขั้นเก้า นี่เป็นเรื่องมงคลใหญ่เช ชียวนะ”
หวาหวั่นซีมองนางอย่างตื่นตระหนก ถึงจะเข้าใจว่านางคิดจะใช้วิธีการนี้ผลักความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะที่ตนเองเป็นเจ้านายไปจนเกลี้ยงเกลา ทว่าเวลานี้พูดแบบนี้จะไม่ถูกกาลเทศะหรือไม ม่ ผู้อื่นเตรียมเก็บสิ่งของก็มีกบตัวหนึ่งโผล่มากลางคันแย่งชิงสิ่งของไป ถึงจะไม่มีโทสะ ทว่าเจ้าพูดแบบนี้ มิวอนหาเรื่องใส่ตัวหรือ
รอจนนางก้าวขึ้นพรมบิน จินเฟยเหยายังแอบบอกนางว่า “ขโมยไก่ไม่สำเร็จขาดทุนข้าวสารไปกำมือ[3] หึๆๆ”
“เจ้าพูดพอหรือยัง ไม่กลัวตายสินะ” หวาหวั่นซีถอนหายใจยาวอย่างจนปัญญา ถึงยายนี่เอาเปรียบไม่ได้ แค่ได้ดูก็ดีใจอย่างยิ่ง
“หึๆ เจ้ากลัวอะไร มีสิ่งใดที่ทำให้คนดีใจมากกว่าชิงเอาเปรียบได้ก่อน” จินเฟยเหยาเอ่ยพลางหัวเราะหึๆ พอใต้เท้าหลงเห็นว่าต้องนำเหยียนเฮ่าสองพี่น้องและพี่กระจกไปด้วย ตอนนี้มี นางและหวาหวั่นซีนั่งอยู่บนพรมบิน จึงแค่ตามไปห่างๆ ก็พอ
ทว่าสิ้นเสียงนางก็ได้ยินใต้เท้าหลงเอ่ยขึ้นด้านหลัง “พวกเราก็นั่งตรงนี้ สะดวกดี”
หันหน้าไปมองก็เห็นใต้เท้าหลงนั่งลงบนพรมบินแล้ว อีกทั้งยังเป็นตำแหน่งที่จินเฟยเหยานั่งประจำ ส่วนเหยียนเฮ่าสองพี่น้องก็อุ้มพี่กระจกขึ้นมานั่ง ที่นั่งกว่าครึ่งถูกพวกเขา ยึดครองแล้ว เท่านี้ยังไม่พอ ใต้เท้าหลงทดลองหมอนอิงด้านหลังแล้วเลิกคิ้วเอ่ยว่า “ถึงจะรู้ว่าเจ้ามีใจกตัญญู ทว่าวัสดุของหมอนอิงย่ำแย่เกินไป ข้าไม่พอใจอย่างยิ่ง ครั้งหน้าทำใหม่อ อีกใบ”
คิดไม่ถึงว่ากรรมจะตามสนองเร็วขนาดนี้ เห็นสีหน้าของจินเฟยเหยาเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ หวาหวั่นซีก็อดหัวเราะไม่ได้ สมน้ำหน้า!
…………………………………………
[1] ไข่น้ำแข็ง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หายาก เกิดขึ้นจากน้ำและอากาศซึ่งอยู่ในสภาวะใกล้จุดเยือกแข็ง ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป ลมไม่แรงหรือสงบนิ่งเกินไป น้ำแข็งจะค่อยๆ สะสมตัวจับ บเป็นก้อนอย่างช้าๆ ภายในเมฆในรูปแบบเดียวกับลูกเห็บจากนั้นตกลงมาและถูกขัดผิวจากคลื่นทะเลให้เรียบลื่นมีลักษณะกลมเหมือนไข่แล้วถูกซัดมาเกยหาด
[2] น้ำปุ๋ยไม่ไหลเข้านาของคนอื่น หมายถึง ผลประโยชน์ไม่ตกเป็นของผู้อื่น
[3] ขโมยไก่ไม่สำเร็จขาดทุนข้าวสารไปกำมือ หมายถึง คิดจะเอาเปรียบแต่กลับต้องขาดทุน