คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 438 เสื้อนอกใหญ่ขึ้น
ริมลำธารในโลกวิญญาณหนิงหมิง จินเฟยเหยาและพั่งจื่อเคยจับปลา ณ หาดทรายสีเงินในโลกวิญญาณเซี่ยโจว พวกนางเคยก่อกองทราย ถึงแม้สุดท้ายพั่งจื่อก่อออกมาเป็นรูปเทาเที่ยยืนตระห หง่าน ทำให้จินเฟยเหยาที่มีความลับซ่อนเร้นพังกองทรายทั้งหมด
ทุ่งหญ้าเขียวขจีในโลกวิญญาณชิงผิง จินเฟยเหยากับพั่งจื่อแข่งว่าใครวิ่งเร็วกว่ากัน สุดท้ายกลิ้งลงมาจากไหล่เขา พี่กระจกหัวเราะจนร่างกระจกแทบพัง ในร่องหินของยอดเขาสูงหมื่ นจั้งที่โลกวิญญาณเจี้ยซาน จินเฟยเหยาแนบลงกับร่องหินสาปแช่งพี่กระจก ถึงกับวางดวงตาวงเวทไว้ในสถานที่อันเลวร้ายแบบนี้ ว่างงานแทบตายแท้ๆ
ในซากปรักหักพังของโลกวิญญาณถงกู่ จินเฟยเหยากำลังฉุดลากหวาหวั่นซีที่มีสีหน้าทุกข์ทน ค้นหาเศษขยะในซากปรักหักพัง ยังเก็บขยะอย่างเบิกบานใจโดยไม่สนใจใต้เท้าหลงที่รีบร้อนจนมีส สีหน้าไม่ดีเลยสักนิด
ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยมวลบุปผาผลิบาน ทว่าเป็นโลกวิญญาณซิงฮวาที่โลกวิญญาณทั้งใบถูกเปลวเพลิงขนาดใหญ่และร้อนแรงเผาไหม้ ปาดเหงื่อบนหน้าผาก ข้างหูเป็นเสียงคำรามของพี กระจก จินเฟยเหยาปล่อยเหยียนเฮ่าสองพี่น้องไป ส่วนใต้เท้าหลงที่ไปส่งคืน ดูเหมือนจะได้หนังสัตว์สีแดงมาไม่น้อย ทำให้จินเฟยเหยาอิจฉาแทบตาย
พี่กระจกที่สูญเสียอ้อมอกขององค์หญิงเผ่าปิศาจไป มาถึงโลกวิญญาณไท่หลิ่วแบบหน้าม่อยคอตก ในสถานที่ซึ่งมีแต่คนงามแห่งนี้ เขาก็มีชีวิตชีวาอีกครั้ง เล่นสนุกอย่างเพลิดเพลินจนลืม หน้าที่เป็นตายก็ไม่ยอมจากไป หากมิใช่ใต้เท้าหลงข่มขู่ว่าจะไม่ส่งปราณมารให้เขาออกมาเคลื่อนไหว เขาก็ยังไม่คิดจะไป สุดท้ายตอนจากไปยังขอร้องให้พาสาวงามมาด้วยคนหนึ่ง ก็ถูกจิน นเฟยเหยาบอกว่าไม่มีเวลาว่างและไม่มีเงินเลี้ยงดูเป็นเหตุผลปฏิเสธ ทำให้เขามีโทสะจนด่าทอเป็นการใหญ่อยู่หลายวัน
ท่ามกลางน้ำหลากสีสันในโลกวิญญาณฉุนหู ใต้เท้าหลงก็เกิดอยากจะแสดงฝีมือทำอาหารขึ้นมา ทำให้คนอื่นๆ นอกจากเขาต้องถ่ายท้องสิบกว่าวัน อีกทั้งรสชาติยังห่วยแตกสุดขีด ทำให้คนเข้ าใจผิดว่าใต้เท้าหลงคิดจะนำพวกเขามาทดลองยาพิษตัวใหม่ นับจากนั้นเป็นต้นมาจินเฟยเหยาและพั่งจื่อกินอาหารก็จะกินลับหลังเขา เกรงว่าเขาจะนึกสนุกอยากลงมือด้วยตนเองอีก
เมื่อผ่านโลกวิญญาณเยียนเฟิง ใต้เท้าหลงอยู่ในสถานที่ซึ่งมีหมอกปกคลุมชั่วนาตาปีถึงห้าปีเพื่อเก็บหมอกพิษเจ็ดสีอะไรนั่น จนเกือบจะทำให้จินเฟยเหยาอยู่จนมีเห็ดรางอกแล้ว ไหนบอ กว่ารีบ เพราะเหตุใดยังต้องเก็บหมอกพิษที่นี่อีก นี่เป็นสิ่งที่นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันบ่นว่าไม่หยุดไม่หย่อนทุกวัน
เห็นพื้นดินรกร้างว่างเปล่าปรากฏขึ้นเบื้องหน้า จินเฟยเหยาก็น้ำตาคลอหน่วยอย่างปลื้มปีติ ในที่สุดก็มาถึงโลกวิญญาณน้ำพุเหลืองแล้ว นึกถึงหลายปีมานี้ที่ติดตามเจ้าวิปริตสองคนอย่า างใต้เท้าหลงและพี่กระจก ใช้ชีวิตอย่างที่เรียกได้ว่าโหดร้ายทารุณสุดๆ ตอนนี้กลับถึงโลกวิญญาณน้ำพุเหลือง ในที่สุดวันเวลาอันแสนเศร้าก็มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
ไม่รู้ว่าอินเยวี่ยอยู่หรือไม่ จินเฟยเหยานำพวกเขาเหาะไปสถานที่อยู่ของมังกรปิศาจอย่างคุ้นเคยเส้นทาง ส่วนพี่กระจกส่ายไหวพลางเอ่ย “เจ้าโง่นี่ เนิ่นนานปานนี้แล้วโลกวิญญาณน้ำพุ เหลืองยังไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด”
จินเฟยเหยากลับไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา ชี้ไปที่ป่าศพเหล่านั้นพลางเอ่ยว่า “ใครบอกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงสักนิด ขนาดของป่าศพใหญ่ขึ้นทุกที ท่าทางปริมาณทหารศพก็มากขึ้น เขาไม ม่ได้เข้าร่วมการสู้รบใช่หรือไม่ ทำไมดูเหมือนป่าศพมากขึ้นทุกที ไม่ได้ใช้หมดแล้วหรือ?”
ใต้เท้าหลงพลันเอ่ยปาก “อินเยวี่ยแห่งโลกวิญญาณน้ำพุเหลือง ข้าเคยมีวาสนาได้พบหน้ากับเขาครั้งหนึ่งที่โลกระดับเทพ เป็นคนที่จัดการได้ยาก”
“พวกท่านสู้กันหรือยัง ใครชนะ เขาได้ลูบคลำท่านหรือไม่?” จินเฟยเหยามองเขาอย่างสนอกสนใจพลางรีบถาม
“เจ้าตื่นเต้นขนาดนี้ทำไม” ใต้เท้าหลงมองนางแวบหนึ่ง เอ่ยถามเสียงเย็นชา
จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ เอ่ยว่า “อินเยวี่ยร้ายกาจมาก มือนั่นมีพิษร้ายแรง ขอเพียงลูบคลำเนื้อหนังจะเป็นสีดำและเน่าเปื่อย ข้าเป็นห่วงว่าท่านจะถูกลูบคลำหรอก ตรงไหนดำก็ตัดทิ้งเ เถอะ”
“เล่นลูกไม้น้อยๆ หน่อย อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” ใต้เท้าหลงส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชา
จินเฟยเหยาทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ รอเจออินเยวี่ยแล้วต้องต่อว่าเขาสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าจะไม่ได้ใช้ฝ่ามือพิษลูบคลำใต้เท้าหลงสักหลายที อย่างน้อยก็น่าจะช่วยเขานวดเอวสักนิด เอวจะได้อ่อน เขาจะได้ไม่ต้องหาหมอนอิงทั้งวัน
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางผิดหวังคือคิดไม่ถึงว่าอินเยวี่ยจะไม่อยู่ที่โลกวิญญาณน้ำพุเหลือง ทิ้งศพขั้นกำเนิดใหม่ตนหนึ่งไว้รับรองนาง ไม่รู้ว่าหลอมสร้างผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดให หม่ออกมาโดยตรงหรือเลื่อนขั้นขึ้นมา ดูไม่ออกเลยว่าศพขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลายตนนี้เป็นคนที่ตายแล้ว
นอกจากผิวพรรณขาวซีดไม่แข็งแรงอยู่บ้าง สีหน้าท่าทางของเขาก็เหมือนกับคนธรรมดา พลันนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นเคล็ดวิชาที่พี่กระจกมอบให้ จินเฟยเหยาอดคิดไม่ได้ เจ้าหมอนั่นคงมิใช่ส สังหารคนมาหลอมสร้างศพตลอดหรอกนะ ที่จริงภายใต้ใบหน้าโง่งมของเจ้าหมอนั่นเป็นบุคคลอันตรายอย่างยิ่ง
“อินเยวี่ยไม่อยู่หรือ? น่าเสียดายจริงๆ เขาไปที่ใด?” จินเฟยเหยาถามอย่างสงสัย
เมื่อจินเฟยเหยาจากไปครั้งล่าสุด ศพตนนี้ก็ได้รับคำสั่งของอินเยวี่ยว่า ถ้าคนผู้นี้กลับมาก็ไม่ต้องขัดขวาง ให้ต้อนรับดีๆ ก็พอ ถ้านางจะไปหามังกรปิศาจด้านหลังภูเขาอีกก็ให้ นางไปตามสบายและเกรงอกเกรงใจนางหน่อย ดังนั้นจึงตอบว่า “เจ้าคฤหาสน์ออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะกลับมา”
“ทำไมพวกเจ้าจึงไม่ออกไปก่อเรื่องสักหน่อย บุกเบิกพื้นที่ใหม่ก็ดีนะ เห็นค่าใช้จ่ายของพวกเจ้ามหาศาล ไม่หาเงินได้หรือ?” จินเฟยเหยาส่ายศีรษะปฏิเสธผลน้ำค้างแข็งที่เขาสั่งให้คนส่งม มา อาหารพวกนี้เหลือไว้ให้พวกเขากินเองเถอะ
“ออกไป แต่เป้าหมายของพวกเราคือหาเงิน ไม่ใช่แย่งชิงพื้นที่ อีกทั้งยังได้ซากศพของขั้นกำเนิดใหม่มาไม่น้อย นับเป็นรายได้ก้อนหนึ่งที่ไม่เลว ตอนนี้เจ้าคฤหาสน์กำลังกักตุนศิลาวิญญ ญาณ ถ้าผู้อาวุโสจินมีเวลาว่างก็สะสมไว้หน่อย” ศพตนนี้กลับดูแลจินเฟยเหยาอย่างดี เอ่ยถึงเรื่องนี้กับนางโดยเฉพาะ
“ไม่ต้องหรอก ข้ามีพอใช้” จินเฟยเหยาวางแผนจะไปโลกระดับเทพ วัตถุดิบที่นางใช้กางวงเวททั้งหมดอยู่ที่โลกระดับเทพ ถึงสะสมศิลาวิญญาณก็ไม่กระทบถึงราคาสิ่งของในโลกระดับเทพ อีกทั งได้เปรียบจากในมือของอินเยวี่ย เรื่องนี้เชื่อถือไม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะเสียเงินแทน
คิดๆ ดูแล้วทำธุระสำคัญกว่า นางชี้ไปหลังภูเขาพลางเอ่ยว่า “พวกเรามีธุระต้องทำ ไปหลังภูเขาก่อน”
“ขอรับ” ศพตนนี้ตอบรับและพาพวกเขาไปด้านหลังภูเขา ถึงจินเฟยเหยาจะรู้จักทาง แต่ก็ต้องไว้หน้าผู้อื่นพาคนไปมั่วซั่วไม่ได้
มาถึงหลังภูเขา จินเฟยเหยาก็เห็นกระดูกมังกรกองนั้น มังกรปิศาจราวกับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ตั้งหัวกะโหลกสีขาวโพลนขึ้นมองมาทางพวกเขา
“มังกรเฒ่า ข้ากลับมาแล้ว ข้าพาของดีมาให้ท่านด้วย” จินเฟยเหยากระโดดมาเบื้องหน้าเขา ท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างยิ่ง
มังกรปิศาจมองนางอย่างสงสัยอยู่บ้าง หรือว่าหากายเนื้อพบแล้ว? นี่เพิ่งผ่านไปนานเพียงใด รวดเร็วเกินไปแล้ว “เจ้าหาวิญญาณจริงครึ่งหนึ่งพบแล้ว?”
“แน่นอน แม่ทัพเฒ่าออกศึกคนเดียวสามารถต้านรับสองคน[1]” จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ พลางเอ่ย
มังกรปิศาจไม่เชื่อถืออยู่บ้าง หันหน้าไปมองใต้เท้าหลง ไม่เคยเห็นบุรุษผู้นี้มาก่อน พลังบำเพ็ญเพียรก็ไม่ต่ำต้อย มองอีกแวบหนึ่ง เขาพลันรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าตรงไหน รั บรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ทำให้เขาไม่สบายใจ
“มองอะไรน่ะ ข้านำเนื้อทั้งหมดมาให้ท่านแล้ว รีบลองดู” เนื่องจากกลัวพี่กระจกปรากฏตัวแล้วจะขู่ขวัญมังกรปิศาจเฒ่า จินเฟยเหยาใช้เหตุผลต่างๆ นานามาหว่านล้อม เพื่อใส่พี่กระจกไว้ใ ในถุงเฉียนคุน ทั้งยังตกลงไว้ว่า ขอเพียงมังกรปิศาจเฒ่ารวมวิญญาณจริงสำเร็จ เขาก็จะออกมาดูเรื่องสนุก เห็นมังกรปิศาจมองดูรอบด้าน นางก็รีบเอ่ยเร่งเร้า
รอมานานหลายปี จะได้มีอิสระใหม่อีกครั้ง มังกรปิศาจยินดีอย่างยิ่ง เห็นจินเฟยเหยานำถุงเฉียนคุนใบหนึ่งออกมาเขย่า มีเนื้อหนังมังกรกองใหญ่ร่วงจากด้านใน จากนั้นนางเอ่ยว่า “ก็ค คือพวกนี้ ท่านสวมเถอะ”
“วิญญาณเล่า?” มังกรปิศาจถามอย่างไม่สบอารมณ์ ไม่มีวิญญาณครึ่งหนึ่งจะสวมเนื้อมังกรนี้กลับไปได้อย่างไร นี่ไม่เหลวไหลหรือ
“ดูความจำของข้าสิ เกือบลืมไปเลย” จินเฟยเหยาจึงนึกขึ้นได้ว่าวิญญาณมังกรครึ่งหนึ่งยังอยู่ในถุงเฉียนคุนของตนเอง จึงรีบนำกล่องหยกใบนั้นออกมาและปลดปล่อยวิญญาณมังกรเล็กๆ
วิญญาณมังกรที่ถูกปล่อยออกมาก็มุดเข้าในกายเนื้อบนพื้นกองนั้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง จากนั้นก็เห็นเนื้อมังกรแผ่ออกทันทีราวกับมีชีวิต จากนั้นลอยขึ้นกลางอากาศ หมุนวนรอบกระดูกมั งกรสามรอบแล้วพุ่งเข้าไปบนโครงกระดูกมังกร
เห็นเข็มสยบปิศาจที่ปักอยู่บนหางเล่มนั้นลอยวูบขึ้นมา จากนั้นที่นี่ก็เปล่งแสงสีขาว กลิ่นอายโบราณเรียบง่ายแผ่กำจายออกไปรอบด้าน อานุภาพเกรงขามเต็มเปี่ยม แม้แต่จินเฟยเหยาก็ต้ องนำปราณวิญญาณมาต้านทานอานุภาพกดดันนี้ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นและใจเต้นรัวอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากแสงสีขาวผ่านพ้น มังกรปิศาจก็รวมเป็นหนึ่งเดียว ในอดีตกระดูกเป็นกระดูกเนื้อเป็นเนื้อ ตอนนี้เนื้อและกระดูกเชื่อมต่อกันรวมเป็นหนึ่งเดียว เขาว่ายอยู่กลางอากาศอย่างตื่นเต้น บางครั้งยังพ่นลมหายใจมังกรไปรอบด้าน สถานที่ซึ่งไม่มีป่าศพยังดี สถานที่มีป่าศพพอถูกเขาพ่นลมหายใจ ป่าศพและผลน้ำค้างแข็งก็ถูกทำลายทั้งหมดทันที
จินเฟยเหยาร้อนใจ อินเยวี่ยเป็นคนที่รักเงินทองเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้ทำลายป่าศพของเขา ถ้าโทษว่าตนเองขึ้นมาก็ลำบากแล้ว นางได้แต่ตะโกนเสียงดัง “ท่านเบาหน่อย ตื่นเต้นมากได้ ทว่าท่านทำลายของเสียหายไม่ได้นะ ทำลายป่าศพเหล่านี้แล้วใครจะชดใช้!”
“ชดใช้อะไร! ข้ายอมทำลายป่าศพของเขา นับเป็นบุญวาสนาของเขาแล้ว เขากล้าคัดค้านหรือ!” มังกรปิศาจกลับคืนสู่สภาพเดิม เดิมทีนิสัยก็แย่อยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งป่าเถื่อนมากขึ้น
“เช่นนั้นไม่เอ่ยถึงป่าศพของเขา รางวัลที่ท่านสมควรให้ข้าล่ะ ตอนนั้นพวกเราตกลงกันไว้แล้ว ข้าหาวิญญาณจริงกลับมาให้ท่าน ท่านจะให้ถ้ำสมบัติแห่งหนึ่งแก่ข้า” ป่าศพสามารถไม่ยุ่ งเกี่ยวได้ แต่ต้องได้ผลประโยชน์ที่ต้องการ จินเฟยเหยาจดจำเรื่องนี้มาตลอด ตอนนั้นพวกเขาสองคนหารือกันอยู่นานก็พูดเรื่องรางวัลตอบแทนไม่ชัดเจน สุดท้ายมังกรปิศาจมีโทสะ รับปากจ จะบอกถ้ำสมบัติที่อยู่ในโลกระดับเทพแก่นาง ในนั้นมีสิ่งของที่ได้มาจากร่างสัตว์เทพในโลกระดับสวรรค์
ถึงจะเป็นพวกเขา ขน และเกล็ดที่หลุดร่วงลงมา ทว่าในโลกเบื้องล่างก็เป็นวัตถุดิบชั้นยอดและสิ่งล้ำค่าหายาก จินเฟยเหยานึกถึงว่าขนของวิญญาณจริงจูเชวี่ยสามารถหลอมสร้างชุดอาคม ชั้นยอดได้ดีขนาดนี้ สิ่งของบนร่างเจ้าของเดิมพวกนั้นต้องดีกว่าของพวกนี้หลายเท่า ถ้าได้วัตถุดิบพวกนี้ ต้องสามารถสร้างของวิเศษชั้นยอดทั้งตัวได้แน่นอน ผู้อื่นคิดจะทำร้ายตนเอง งอีกก็เป็นไปไม่ได้
สิ่งที่คิดไม่ถึงคือมังกรปิศาจกลับชะงักร่างกลางอากาศ เปลี่ยนท่าทีทันควันพลางเอ่ยถาม “ถ้ำสมบัติอะไร?”
“เอ๋?” จินเฟยเหยาสูดลมหายใจหนาวเหน็บ เจ้าหมอนี่ไม่รักษาสัญญาเกินไปแล้ว ทำไมเรื่องที่เคยรับปากไว้ก็จำไม่ได้ทันที ผู้บำเพ็ญเซียนระดับสูงที่รู้จักในหลายปีมานี้ไม่มีสักคนที่ พูดแล้วไม่รักษาคำพูด จะคิดเล็กคิดน้อยอะไรกับชนชั้นผู้เยาว์แบบตนเอง หน้าไม่อายเกินไปแล้ว
ทว่าเดิมทีมังกรปิศาจก็นิสัยแย่ สะบัดร่างเตรียมจะเป่าจินเฟยเหยาสักทีแล้วหนีไป ให้นางที่เคยคิดจะขโมยกระดูกของตนเองได้ลิ้มรสความทุกข์ทนในวันนี้บ้าง ทว่าเขาขยับเคลื่อนไหว พลันพบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เนื้อบนร่างดูเหมือนจะหลวมไปหน่อย ไม่แน่นอย่างที่นึกไว้ มีความรู้สึกว่ากายเนื้อของตนเองเหมือนเสื้อนอกที่หลวมกว้างตัวหนึ่ง
อารามตกใจ เขาจึงคำรามใส่จินเฟยเหยา “เจ้าทำอะไรกับกายเนื้อของข้า!”
………………………………………………..
[1] แม่ทัพเฒ่าออกศึกคนเดียวสามารถต้านรับสองคน หมายถึง คนที่ชำนาญงานคนเดียวจัดการงานได้มีประสิทธิภาพเท่าสองคน