คู่ชะตาบันดาลรัก - บทที่ 611 ค่อยๆ ไกลออกไป
ภายในหออวี้เป่ากัวสวี่พูดอย่างขมขื่นว่า “ท่านอ๋อง ท่านไม่สามารถออกจากเมืองหลวงได้ในเวลานี้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ! ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังพักฟื้นพระวรกาย งานราชการทั้งหมดอยู่ในมือของอั นอ๋อง ท่านอ๋องอยู่ที่นี่อันอ๋องต้องพึ่งพาท่านหากท่านไปจะไม่เป็นการปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวหรือ
การจัดการกับงานราชการไม่ได้ลึกซึ้งเพียงนั้นขอเพียงไม่ใช่คนโง่ที่มีปัญหาก็สามารถฝึกฝนได้ ผู้ใดจะเกิดมาเพื่อเป็นฮ่องเต้เลยเล่า ถึงแม้อันอ๋องจะได้รับบทเรียนแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไ ไรรับประกันได้ว่าเขาจะไม่มีจิตใจที่ทะเยอทะยาน สิ่งนี้จะไม่สร้างความลำบากให้แก่ท่านหรือ”
เขาพูดอยู่นาน แต่อีกสามคนในห้องไม่ตอบสนองเลย
กัวสวี่ร้อนใจ และพยายามหาคนสนับสนุน “ใต้เท้าเจี่ยง ท่านคิดว่าจริงหรือไม่”
เจี่ยงเหวินเฟิงเงยหน้าขึ้น และพูดว่า “ท่านอ๋องมีความมุ่งมั่น”
ปฏิกิริยาของเขาทำให้กัวสวี่นึกขึ้นได้ว่าเจี่ยงเหวินเฟิงก็เป็นคนที่ลุ่มหลงในความรักเขาเสียภรรยาไปเมื่ออายุยี่สิบปี ครองตัวมาสิบกว่าปีไม่คิดแต่งงานใหม่ รักษาพรหมจรรย์เพื่ อภรรยา คนเช่นนี้หวังให้เขาเกลี้ยกล่อมท่านอ๋องไม่ให้ไปช่วยคนได้หรือ ตัดๆ ไปเถอะ! บางทีเขาอาจรู้สึกว่าท่านอ๋องเป็นคนไร้ที่ติ
เขาจึงมองไปที่ฟู่จิน กัวสวี่เผชิญหน้ากับฟู่จินเขาต้องสงวนท่าทีไว้
ในแง่ของอายุเขาอายุน้อยกว่าฟู่จินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในแง่ของความสำเร็จ ฟู่จินเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาเป็นผู้อาวุโสทั้งสองฝ่ายบรรลุจุดสูงสุดในอาชีพการงานของตนย่อมห หลีกเลี่ยงการปะทะแข่งขันกัน
หากเป็นไปได้กัวสวี่ไม่ต้องการขอความช่วยเหลือจากฟู่จินเพราะมันทำให้เขาดูอ่อนแอเกินไป! แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้ว
“อาจารย์ฟู่ ท่านว่าอย่างไร”
“อ้อ” ฟู่จินจิบชาแล้วพูดช้าๆ “ที่กัวเซียงพูดมาก็มีเหตุผล”
กัวสวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก คิดว่าที่ฟู่จินมีชื่อเสียงโด่งดังไม่ได้ใช้วิธีการไม่ชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศยังเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์อยู่…
“แต่…” กัวสวี่ใจกระตุก
เขาได้ยินฟู่จินพูดว่า “ถ้าสิ่งที่บีบหัวใจที่สุดของท่านอ๋องไม่มีอะไรมากไปกว่าใจที่บริสุทธิ์ดั่งเด็กน้อย สำหรับท่านอ๋องแล้วแม่นางหมิงเป็นทั้งความรัก และความยุติธรรมที่ไม่มีสิ งใดมาสั่นคลอนได้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแม่นางหมิงวิ่งเต้นทำทุกอย่างเพื่อท่านอ๋อง แม้ท่านอ๋องจะถูกไล่ไปที่ซีเป่ยก็ยังตามไปนางทุ่มเทไปมากมายแล้วจะให้ท่านอ๋องไม่สนใจละทิ้ง งนางไปงั้นหรือ แม่นางอาหว่านก็อยู่กับท่านอ๋องมาตั้งแต่เด็กจนโต เปรียบเสมือนญาติผู้หนึ่ง ก็จริงอยู่ที่หากท่านอ๋องไม่อยู่ที่นี่ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วพวกเราจะต้อ องทำอะไรอีก”
“…..”
เมื่อเห็นสีหน้าโล่งใจของหยางชูกัวสวี่แทบอยากจะเป่าหัวฟู่จิน!
ตาแก่นี่เห็นท่านอ๋องยืนกรานในความคิดเห็นของตัวเองจนไม่สามารถโน้มน้าวใจได้จึงพูดอธิบายออกมาให้ฟังดูดีเช่นนี้
ตอนนี้คำพูดดีๆ อีกฝ่ายก็พูดไปหมดแล้วเหตุผลก็ฟังดูสมควรแล้วตนจะพูดอะไรได้อีก ตรงกันข้ามท่านอ๋องได้ทิ้งผลประโยชน์ของตนเองไว้อย่างเปล่าประโยชน์
กัวสวี่เสียใจ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟู่จินยังเหลือบมองด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม เขายิ่งอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด! พอคิดว่าเขาที่เป็นผู้อาวุโสกัวได้รับตำแหน่งผู้อาวุโสตั้ งแต่อายุยังน้อยต้องมาแพ้ให้กับตาแก่เจ้าแผนการผู้นี้งั้นหรือ
“ผู้อาวุโสกัว ท่านว่าอย่างไร”
เขาจะว่าอะไรได้อีกกัวสวี่ทำได้เพียงกล้ำกลืน และแสร้งทำเป็นรับการชี้แนะ
“ที่อาจารย์ฟู่กล่าวมาก็ถูก ก่อนหน้านี้ข้าคิดถึง แต่เพียงสถานการณ์ในราชสำนักเลยไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ”
ผู้อาวุโสกัวเป็นคนทำจริง ในเมื่อยอมรับแล้วก็จะไม่คิดเยอะเกินไปเขาพิจารณาทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่หยางชูเดินทางออกจากเมืองหลวง
“หากท่านอ๋องเดินทางไปแคว้นฉู่ละก็จะต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว คนที่ท่านพาไปด้วยจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ข้างกายแม่นางหมิงมีชายที่ชื่อโหวเหลียงที่สามารถปลอมตัวได้เชี่ยวชาญ เรื่องสะกดรอยตาม อีกทั้งยังเข้าใจเคล็ดวิชาเล็กน้อย ท่านอ๋องสามารถพาเขาไปได้อีกทั้งยังต้องพายอดฝีมือไปอีกสองสามคน…น่าเสียดายที่ท่านหนิงไม่อยู่ไม่อย่างนั้นเขาคงติดตามไปด ด้วยซึ่งวางใจได้เยอะกว่านี้”
“ส่วนที่เมืองหลวงท่านอ๋องวางใจได้ มีข้ากับใต้เท้าเจี่ยงคอยดูอยู่แล้วยังอาจารย์ฟู่ที่คอยอุดรูรั่วจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่นอน”
หยางชูยืนขึ้น และโค้งคำนับให้ทั้งสามคนอย่างสุดซึ้ง
ในตอนที่พวกเขารีบลุกขึ้นคำนับตอบหยางชูพูดเสียงเคร่งขรึม “เจียงเหยี่ยนรู้ดีว่านี่เป็นการเอาแต่ใจตนเอง แต่ถ้าหากไม่ใส่ใจแม้กระทั่งคนที่รักข้าจะต้องการใต้หล้านี้ไปเพื่ออะไรรบ บกวนทุกท่านแล้ว”
วันรุ่งขึ้นหยางชูพาคนเดินทางออกจากเมืองหลวง ครั้งนี้ไม่มีพระราชโองการ เขาจากไปอย่างเงียบๆ และไม่มีผู้ใดเดินทางมาส่ง
ท่ามกลางหมอกยามเช้า เขามองย้อนกลับไปหยุนจิงสูงตระหง่านแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของเขตพระราชฐานอย่างเงียบๆ
เขาหันหัวม้า และวิ่งออกไป
ในเวลาเดียวกันจี้หลิงนั่งสับสนอยู่ในห้องหนังสือ
สะใภ้ต่งผลักประตูเข้ามา “เหตุใดท่านยังอยู่ที่นี่หากไม่ออกไปยามเหม่าก็ไม่ทันแล้ว”
จี้หลิงถอนหายใจ “วันนี้เยวี่ยอ๋องเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อตามหาน้องหญิง และเสียวอู่”
สะใภ้ต่งถามเขา “ท่านควรลางานด้วยหรือไม่ เดินทางไปกับท่านอ๋อง อย่างไรก็เป็นคนในครอบครัว”
“ข้าไปไม่ได้!” จี้หลิงส่ายหัวด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง “เขามุ่งหน้าไปแคว้นฉู่ทางใต้ ข้าในฐานะที่เป็นขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นในราชสำนักไม่ควรไป”
“แล้วเหตุใดท่านอ๋องถึงไปได้ล่ะ” สะใภ้ต่งกังวลเล็กน้อย “น้องหญิงและเสียวอู่ถูกลักพาตัวไปแคว้นฉู่จริงๆ หรือ เช่นนี้ท่านอ๋องจะปลอดภัยหรือไม่”
“แน่นอนว่าเสี่ยง” จี้หลิงหยิบสมุดบันทึกออกมา และวางโดยไม่รู้ตัว “แต่พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วทำได้เพียงหวังว่าท่านอ๋องจะพาพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย”
สะใภ้ต่งกอดเขาด้วยความเจ็บปวด “วางใจเถอะ พวกเขาเป็นคนดีย่อมได้รับการช่วยเหลือจากสววรค์ จะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน”
………….
พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว
อาหว่านนั่งอยู่ในรถม้า มองดูภูเขา และแม่น้ำภายใต้ดวงอาทิตย์อย่างเงียบๆ
หากไปจากที่นี่แล้วนางก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาอีกหรือไม่ ยังสามารถมองภาพทิวทัศน์นี้ได้อยู่หรือไม่
สำหรับแผ่นดินนี้นางทั้งรักทั้งเกลียด
อย่างไรก็ตามเมื่อนางลบความรัก และความเกลียดชังออกไป ในตอนที่จากไปเหลือเพียงความไม่เต็มใจ
รอบข้างตกอยู่ในความเงียบมีคนปีนขึ้นมาบนรถม้า และยื่นชามน้ำแกงแกะให้นาง “รีบทานเสีย พวกเราต้องออกเดินทางแล้ว”
อาหว่านไม่ปฏิเสธ และรับมาทานเงียบๆ น้ำแกงแกะเพิ่มวุ้นเส้นซึ่งซึมซับน้ำแกงแกะเข้าไปทำให้รสชาติอร่อย และอิ่มท้องมากขึ้น เนื้อแกะเลาะกระดูกนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ ทำให้ไม่จำเป็นต้อง งออกแรงกัด ความใส่ใจนี้สิ่งที่ได้รับมามีแต่ความเงียบจากนางเท่านั้น
ซูถูพูดกับนางว่า “วันรุ่งขึ้นพวกเราจะไปถึงชายหาด จากนั้นเปลี่ยนเรือ และกลับไปที่เป่ยไห่โดยตรง ระยะทางไกลหน่อย แต่ไม่ได้ลำบากเพียงนั้น ท่านไม่เคยนั่งเรือมาก่อนอาจเวียนหัวเล็ กน้อย แต่หากชินกับมันแล้วก็จะพบว่ามันน่าสนใจมากพวกเราสามารถตกปลาบนเรือได้…”
“ท่านตัดสินใจจะพาข้ากลับไปจริงๆ หรือ” นางพูดแทรกเขา
ซูถูหยุดการสนทนา และมองดูนางด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย “ท่านทราบร่องรอยของพวกเราแล้วหากคำนึงถึงความปลอดภัยคงไม่สามารถปล่อยท่านไปได้”
อาหว่านพยักหน้า “เช่นนั้นหากกลับไปแล้วท่านจะทำอย่างไรกับข้าล่ะเจ้าคะ” นางมองซูถู “ท่านรู้สถานะของข้าแล้วก็คงทราบดีว่าข้าไม่สามารถเชื่อฟังท่านได้โดยไม่มีความขุ่นเคืองใดๆ ”
ซูถูเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหยิบชามอาหารที่นางทานเสร็จแล้ว “ได้เวลาเดินทางแล้ว อาจมีโคลงเคลงบ้างท่านระวังบาดแผลของตนเองด้วย” อาหว่านยิ้มเยาะ แต่ไม่พูดอะไร
ซูถูออกคำสั่ง เหล่าหูเหรินขี่ม้าออกเดินทาง พวกเขาอยากกลับบ้านมากจนแทบรอไม่ไหวที่จะกลับคืนสู่ทุ่งหญ้าในชั่วข้ามคืน อาหว่านเฝ้าดูบ้านเกิดที่ห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ
……………