จอมศาสตราพลิกดารา - บทที่ 605 ขอคําชี้แนะด้วย
“ขั้นนักรบ?”
ศิษย์พี่สองมองชายกลางคนหางตางอนคนนี้ด้วยความตกตะลึง
ปัญญาชนกลางคนวางดาบขวางที่หน้าอก พลังท่าทางมีความสง่า ผ่าเผยอย่างบอกไม่ถูก เอ่ยขึ้นว่า “ลําดับสามแห่งผู้อาวุโสทั้งสี่วัง ประสานฟ้า ‘กระบี่ไร้รอยแผลแห่งสายลมใบไม้ร่วง’ เมิ่งฉางหุน ขอคํา ชี้แนะด้วย”
กลุ่มคนรอบๆ มีเสียงฮือฮาขึ้น
ผู้อาวุโสทั้งสี่วังประสานฟ้า ‘หนึ่งกระบี่ไร้โลหิต’ เฝิงเจิ้งจัดอยู่ ลําดับสี่ ส่วน ‘กระบี่ไร้รอยแผลแห่งสายลมใบไม้ร่วง’ เมิ่งฉางหุนจัดอยู่ ลําดับสาม พลังอยู่เหนือเฝิงเจิ้งขึ้นไปอีก เป็นหนึ่งในคนที่มีชื่อเสียงแห่ง เขตดาราเทพวีรชน และเป็นชายรูปงามที่มีชื่อเสียง ว่ากันว่าวิชากระบี่ ขั้นอภินิหาร ไม่มีคนที่สามารถต้านทานกระบี่ของเขาได้เกินสาม กระบวน
เหล่าผู้ฝึกตนที่ถูกดีดกระเด็นไปก่อนหน้าบางส่วน เดิมทีคิดจะด่า ทอต่อว่า แต่เมื่อได้ยินชื่อนี้ไฟก็มอดลง รีบร้อนหุบปากทันที
คนใหญ่คนโต ห้ามยั่วโมโห
“ตัวอะไรอีกล่ะนี่? ‘กระบี่ไร้รอยแผลแห่งสายลมใบไม้ร่วง?’” แขน ทั้งสองของศิษย์พี่สองเลือดไหลริน สั่นศีรษะ เอ่ยต่อว่า “ไม่เห็นจะเคย ได้ยิน”
รอบด้านเกิดเสียงด่าทอประมาณ ‘เจ้าความรู้เท่าหางอึ่ง’ ขึ้นอื้ออึง
ศิษย์พี่สองยิ้มๆ
ข้านอนหลับไปนับหมื่นปี ไม่เคยได้ยินชื่อปลาซิวปลาสร้อยพวกยุค หลังเช่นนี้ไม่ได้หรือไรกัน?
จากนั้นเขาจึงทําท่าทางที่น่ากลัวขึ้นมา…
เขาอ้าปากเผยให้เห็นฟันสีขาว กัดกร้วมลงไปที่ข้อมือต้นจนหนัง ขาด ใช้ปากกัดเอาเส้นเอ็นสีขาวจากแขนข้างที่ขาดใต้ผิวหนังดึงออกมา นําเอาเส้นเอ็นจากปากแผลผูกเป็นปมผีเสื้อสีขาวต่อกันขึ้นมา
จากนั้น ก็เป็นมือซ้าย
เส้นเอ็นของมือสีขาว ดึงออกมาผูกปม ต่อกันเรียบร้อย
การกระทําทั้งหมดนี้ แค่มองก็ทําเอาคนที่เห็นประหวั่นพรั่นพรึ่ง
ดึงเส้นเอ็นของตนเองด้วยตนเอง….ความเจ็บปวดนี้มัน….ไม่ อยากจะคิดเลย
เมื่อทั้งหมดเสร็จสิ้น บนปากของศิษย์พี่สองเต็มไปด้วยเลือดสด ของตนเอง ร่างอวบอ้วนตุ๊ต๊ะแต่เดิมที กลับมีปราณอันห้าวหาญที่ทํา เอาคนแทบจะหยุดลมหายใจแผ่ซ่านออกมา
“ขอคําชี้แนะ?” ศิษย์พี่สองยิ้มขึ้น
เขาลองขยับสองแขนนิ้วทั้งสิบของตนเอง ถึงแม้จะไม่คล่องแคล่ว เท่าตอนที่ยังไม่บาดเจ็บ แต่กลับสามารถบีบจับได้ใหม่อีกครั้ง แสยะยิ้ม ขึ้น ฟันสีขาวกับเลือดสดสีแดง เป็นการเปรียบเทียบของภาพอันน่าตก ตะลึง ใบหน้าหมูกลายเป็นเหี้ยมเกรียมขึ้น กรงเล็กซ้ายคว้าเอาอากาศ คราดตะปูเก้าฟันพุ่งเข้ามาอยู่ในมืออีกครั้ง ข้อมือสั่นสะเทือน คราบ สนิมโบร�าโบราณบนคราดตะปูค่อยๆ ร่วงหล่นลง
กลิ่นอายที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนหน้า ได้แผ่ซ่านออกมาจากร่าง ของภูตหมูตนนี้
เขามองไปที่เมิ่งฉางหุน เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเมื่อครู่บอกว่าขอคํา ชี้แนะ?”
‘กระบี่ไร้รอยแผลแห่งสายลมฤดูใบไม้ร่วง’ เมิ่งฉางหุนมุมปากสั่น กระตุก
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ๆ เขาก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้น
พริบตาต่อมา ภูตหมูศิษย์พี่สองโบกวาดคราดตะปูพุ่งเข้ามา
ฟันคราดทั้งเก้า แหวกอากาศออกเป็นรอยแยกเก้ารอย สะเก็ดชิ้น ของอากาศราวกับหิมะสีดําที่ล่องลอยรวมตัวเป็นพายุ ตีม้วนเกลียวเข้า สังหารเมิงฉางหุนตรงๆ
“วายุไร้รอยแผล!”
กระบี่ยาวในมือของเมิ่งฉางหุนสั่นไหวเล็กน้อย สายลมกระบี่ ไหลเวียนขึ้นมา ทําลายสะเก็ดเชิ้นของอากาศจนสลายหายไป
ชิ้งๆๆ!
กระบี่ยาวปะทะเข้ากับคราดตะปู
เมิ่งฉางหุนถูกพลังกายเนื้ออันมหาศาลดีดกระเด็นลอยหวือ
เขาค้นพบอย่างตกตะลึง ภูตหมูที่ต่อเอ็นมือเข้าด้วยกัน ราวกับ กลายเป็นคนละคน พลังการรบบ้าคลั่ง จนมีแนวโน้มที่สามารถต่อกร ตนเองขึ้นมาได้ ในคราดตะปูและร่างอวบอ้วนนี้เหมือนมีพลังบางอย่าง พลังที่น่ากลัวอย่างมากกําลังค่อยๆ ตื่นขึ้นมา
ตูม!
พลังของคราดตะปูที่พุ่งเข้ามายิ่งเพิ่มความบ้าคลั่ง พลังกายเนื้อ ล้วนๆ ซัดร่างของเมิ่งฉางหุนจนกระเด็น
“ฮ่าๆๆ ขอคําชี้แนะ? เจ้าบ้าอย่างเจ้ามาขอให้ข้าชี้แนะ ได้เลย เตรียมตัวรับความไฟโมโหของข้าไปก็แล้วกัน รับท่าไม้ตายของข้าสัก กระบวน… ‘ฟ้าพิโรธถล่มโลกา’ !”
ศิษย์พี่สองคํารามด้วยความโกรธ คราดตะปูในมือก่อลมพายุขึ้น เพียงสั่นสะเทือน ภาพมายานับหมื่นพันของเงาแสงคราดตะปูปรากฏ ขึ้นเต็มม่านฟ้า ฉากที่เห็นน่าประหวั่นพรั่นพรึง สอดประสานกับเสียง คํารามอันทรงพลังของศิษย์พี่สอง เป็นสัญญาณล่วงหน้าการมาเยือน ของกระบวนท่าทลายฟ้าถล่มดินอย่างแท้จริง
“กระบี่ไร้รูป”
เมิ่งฉางหุนสีหน้าแข็ง คํารามเสียงต่อ กระบี่ในมือสั่นไหว ภาพ มายาเงากระบี่นับหมื่นพันซ้อนทับกันราวกับนกยูงรําแพนขึ้นที่ ด้านหลัง กลายเป็นพัดกระบี่ขนาดยักษ์ ปราณกระบี่แผ่ซ่านทุกที่เต็ม ท้องฟ้า
ฉายา ‘กระบี่ไร้รอยแผลแห่งสายลมใบไม้ร่วง’ ของเขา สามารถใช้ สองสุดยอดท่ากระบี่อันแข็งแกร่งอย่าง ‘สายลมไร้รอยแผล’ ‘กระบี่ไร้ รูป’ เรียกได้ว่าเป็นวิชากระบี่ขั้นสูงแห่งเขตดาราเทพวีรชน
กระบวนท่าสุดยอดอยุ่ในมือ พลังรวมเข้าด้วยกัน
เมิ่งฉางหุนที่กําลังเผชิญหน้ากับ ‘ฟ้าพิโรธถล่มโลกา’ กระบวนท่า สังหารของภูตหมู ไม่กล้าที่จะชักช้า
แต่ทว่า ในพริบตาต่อมา หลังจากปราณกระบี่ถูกกระตุ้นออกมา เงาแสงคราดตะปูเต็มม่านฟ้า ได้แตกสลายไปราวกับฟองสบู่ สัญญาณ ล่วหน้าการมาเยือนของกระบวนท่าสุดยอดหายกลายเป็นควันไปใน พริบตา ทั้งหมดราวกับเป็นภาพฝัน ไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรก
เมิ่งฉางหุนตกตะลึง
เมื่อมองอีกครั้ง หมูอ้วนตนนั้นได้แปลงร่างเป็นเหยี่ยวขนาดยักษ์ ตัวหนึ่ง คว้าเอาติงอี้ที่ถูกพิษเล่นงานจนสลบทะยานขึ้นไปบนฟ้า ร่าง จําแลงพุ่งแฉลบผ่านเรือเหาะมากมาย กระแทกค่ายกลปิดผนึกบนฟ้า จนแตกกระจาย สยายปีกบินออกไป
บ้าที่สุด! เมิ่งฉางหุนโมโหจนจมูกแทบจะเบี้ยว นี่คือวิชาสุดยอดที่เจ้าหมูตัวนั้นพูดถึงหรือ? ติดกับเสียแล้ว
“รีบตามไป” ร่างของเมิ่งฉางหุนกลายเป็นกระบี่ พุ่งทะยานตามไป อย่างรวดเร็วดุจลําแสง “ฮ่าๆ เอาตดของข้าไปกิน” เหยี่ยวยักษ์พูดเสียงของศิษย์พี่สอง ออกมา และตดออกมาขณะที่บินอยู่จริงๆ กลางอากาศ ปราณหมอกเหมือนฝุ่นสีชมพูดกระจายเต็มท้องฟ้า กลิ่นประหลาดไหลเวียน ผู้ฝึกตนด้านหน้าสุดที่ตามมาข้างหลัง ไม่ทันระมัดระวังดมเข้าไป ได้ร่วงหล่นลงมาเหมือนติดพิษอย่างไรอย่างนั้น นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว ความเร็วการบินของเหยี่ยวยักษ์รวดเร็วขีดสุด เป็นสัตว์ปีก ประหลาดโบราณอย่างชัดแจ้ง เมิ่งฉางหุนไล่ตามไม่ทัน เดือดดาลจนถึงที่สุด ศิษย์พี่สองหัวเราะร่า ลอยคว้างอยู่กลางอากาศอย่างลําพองใจ แต่ในตอนนี้เอง เรื่องประหลาดได้เกิดขึ้นอีก จู่ๆ บนท้องฟ้า ฝ่ามือขนาดยักษ์แหวกม่านฟ้าลงมาอย่างไม่มีปี่ มี ขลุ่ย ราวกับพุ่งออกมาจากนอกแผ่นฟ้าอย่างไรอย่างนั้น ฟาดเข้ามาหา
ศิษย์พี่สองที่กําลังหัวเราะร่าเหมือนกับตบยุง เสียงผัวะดังขึ้น ฟาดศิษย์ พี่สองที่กําลังลําพองใจคืนกลับร่างเดิมร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า กระแทกลงกับพื้นดินจนเป็นรูรูปหมูขนาดใหญ่
“คนติดตามนักโทษผู้ผิดบาป เหล่าภูตผีวิญญาณร้าย ต้องกําจัดให้ สิ้นซาก”
เสียงที่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามสูงสุดดังลอดลงมาจากฟากฟ้า ร่างจําแลงขนาดยักษ์ของเทพร่างหนึ่ง ท่ามกลางความว่างเปล่าใน อวกาศ เลือนๆ รางๆ แหวกเปิดช่องมิติอันจํากัด ประกายดวงดารา ไหลเวียน ดวงตาเทพยิงแสงอัสนีออกมา ราวกับเป็นเทพยดาผู้ครอบงํา ทุกสรรพสิ่งได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน มีพลานุภาพและความน่า กลัวมหาศาล
บนพื้นดิน
ศิษย์พี่สองค่อยๆ คลานขึ้น
เขาใช้ตนเองเป็นเหมือนเบาะเนื้อ ติงอี้ที่สลบไปจึงไม่ตกมา กระแทกจนตาย
แต่ฝ่ามือเทพจําแลงเมื่อครู่ ได้ฟาดเอาพลังแปลงร่างและพลังของ เขากระจายไปหมด ไม่สามารถกระตุ้นพลังได้ชั่วคราว
“เจ้า..บ้า..เอ๊ย…” เขาคํารามด่าทอขึ้น ทําไมถึงยังมียอดฝีมือเช่นนี้ อยู่อีก ร่างจําแลงในอวกาศ นี่มันตัวตนของขั้นขุนพลชัดๆ รอบนี้จบสิ้นจริงๆ แล้ว ขั้นขุนพลปรากฏตัวเช่นนี้ จะหนีไปได้อย่างไร? ไอ้เจ้านายของตนเองนี่ก็เหลือเกิน ทําไมถึงได้มีศัตรูเยอะนัก เป็น แค่ขั้นแมลงตัวจ้อย กลับไปยั่วโมโหได้กระทั่งขั้นขุนพล ตัวเองนี่ก็โชค ไม่ดี ถ้าเป็นก่อนหน้าขั้นขุนพลแค่นิ้วเดียวก็แทงเขาตายได้แล้ว แต่ว่า ตอนนี้….กลายมาเป็นหมูบนทุ่งหญ้าถูกหมาไล่รังแกเสียแล้ว ตอนนี้เอง ‘กระบี่ไร้รอยแผลแห่งสายลมใบไม้ร่วง’ เมิ่งฉางหุนรวม ไปถึงมู่ซุ่น พร้อมด้วยผู้ฝึกตนที่ติดตามมาก็ได้ตามมาถึง เข้าล้อมกรอบ พวกศิษย์พี่สองอีกครั้ง “ดูสิว่าเจ้าจะหนีไปไหนได้อีก” เมิงฉางหุนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ภูตหมูตัวนี้มันเลวจริงๆ เมิ่งฉางหุนหนุ่มรูปงามที่ปกติดูสง่าผ่าเผย เวลานี้ก็ไม่คิดที่จะรักษา ความสง่างามไว้แล้ว
“ให้ตายเถอะ ยังจะพูดนั่นนี่อยู่อีก จะสังหารก็รีบทําเสีย อีกร้อยปี ข้างหน้า ข้าจะกลายเป็นหมูที่ตัวหนึ่งอีกครั้ง” ศิษย์พี่สองก่นด่าขึ้น เอา เปรียบด้านวาจาเสียก่อน
เมิ่งฉางหุนยกขาขึ้นถีบภูตหมูจนกลิ้ง กระบี่ยาวจรดเอาไว้บน ดวงตาของภูตหมู เอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเจ้าด่ามาอีกประโยคเดียว ข้าจะแทง ตาเจ้าให้บอดเสียข้างหนึ่ง ด่ามาสองประโยค ก็จะแทงให้บอดทั้งสอง ข้าง เจ้าบอกที่อยู่ของ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่มาอย่างว่าง่ายดีกว่า ข้าจะได้ให้ เจ้ากับเขาตายอย่างสบาย มิเช่นนั้น…”
พูดยังไม่ทันขาดคํา
เสียงอีกเสียงหนึ่งได้ดังขึ้น
“อยากรู้ที่อยู่ของหลี่มู่ ให้ข้าบอกเจ้าเองดีกว่าไหม” เสียงหนึ่งดัง ขึ้นจากด้านหลังของเมิ่งฉางหุน
พริบตานั้น เมิ่งฉางหุนรู้สึกว่าที่ต้นคอเหมือนถูกคนพ่นลมเข้าใส่ ความรู้สึกสั่นพรึงอันแปลกประหลาด
เขาหันกลับอย่างรวดเร็ว ตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง “ใครกัน?”
ทว่าด้านหลังกลับไม่มีคน
มู่ซุ่นที่อยู่ข้างกาย จู่ๆ ใบหน้าปรากฏแววหวาดกลัวราวกับเห็นผี กลางวันแสกๆ จับจ้องไปที่ด้านหลังของเมิ่งฉางหุน เบิกตาลิ้นพันกัน ยกมือขึ้นชี้ด้วยจิตใต้สํานึก แต่กลับพูดอะไรออกมาไม่ออก
แย่ล่ะ!
เมิ่งฉางหุนตระหนักได้ถึงความชอบมาพากล กระตุ้นวิชาขึ้น ปราณกระบี่ ‘วายุไร้รอยแผล’ ไหลเวียนรอบกาย จากนั้นถอยฉากเว้น ระยะออกมา หันหลังมองกลับไปยังด้านหลังตน
ไม่รู้ว่าเมื่อไร ข้างกายของภูตหมูและติงอี้ ได้ปรากฏชายวัยรุ่นชุด ขาวผมสั้นใบหน้าหล่อเหลาขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ดวงตาดุจดวงดารา ขนคิ้ว ดกดํา เป็นความองอาจที่ยากจะพรรณนาได้ ผาดแรกที่มองเห็นชาย หนุ่มคนนี้ ไม่รู้เพราะอะไร หน้าตาของอีกฝ่ายหล่อเหลาสู้ตนเองไม่ได้ ทว่าในใจของเมิ่งฉางหุนกลับไม่สามารถข่มความรู้สึกด้อยค่าละอายใจ ของตนเองที่เกิดขึ้นมาได้เลย จากนั้นในใจได้เกิดไฟแห่งความริษยาเผา ไหม้ขึ้น
“เจ้าคือหลี่มู่?” เมิ่งฉางหุนไม่ใช่พวกปลาซิวสร้อยอย่างมู่ซุ่น คุ้นเคยกับรูปลักษณ์ภายนอกของหลี่มู่อยู่ ผาดแรกที่เห็นก็มองออก เอ่ย ต่อว่า “เจ้าคือ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่หรือ?”
ชายหนุ่มผมสั้นชุดขาวไม่ได้ตอบอะไรเมิ่งฉางหุน
เขาย่อตัวลง นําเอาสมุนไพรเทพแก้พิษต้นหนึ่งยัดเข้าไปในปาก ของติงอี้ จานั้นกรอกปราณแท้อีกสายหนึ่งเพื่อต่อชีวิตของติงอี้
“อา…ท่านจ้าวลัทธิ มาได้เสียที เมื่อครู่ข้าต้องหลั่งเลือดเพื่อเจ้า บาดเจ็บเพื่อเจ้าเลยนะ เจ้าดูก้นข้าสิ ถูกธนูยิงมาด้วย…” ภูตหมูศิษย์พี่ สองพุ่งเข้ามากอดขาของหลี่มู่เอาไว้ อวดอ้างความดีความชอบทันที
หลี่มู่ฝืนที่จะไม่สะบัดเจ้านี่ออกไป ลุกขึ้นยืน ยื่นมือไปทางเมิ่งฉาง หุน เอ่ยขึ้นว่า “ยาแก้พิษ”
เมิ่งฉางหุนตอนนี้ที่ได้สติกลับมา ยิ้มเย็นชาตอบว่า “พิษของธนู ทลายดาว หลังจากเข้าสู่หัวใจไม่มีทางที่จะช่วยได้อีก เขาต้องตายอย่าง ไม่ต้องสงสัย…เหอๆ แทนที่จะใส่ใจเขา สู้มาคิดถึงสถานการณ์ของ ตัวเองตอนนี้ดีกว่าไหม…”
ยังไม่ทันได้พูดจบ
เขารู้สึกถึงอาการตาพร่ากะทันหัน
ผัวะ!
พลังอันมหาศาล แล่นขึ้นมาจากช่วงท้อง ร่างของเขาทรุดงอลง อย่างควบคุมไม่ได้ เสื้อผ้าที่แผ่นหลังระเบิดขาดกระจุยเป็นชิ้นๆ
“อั่กๆ…” เมิ่งฉางหุนโค้งเอว มุมปากน�าลายไหลออกมา พลังทั่ว ร่างของขั้นนักรบ ถูกตีกระจายจนหมดสิ้นในพริบตา
จอมกระบี่รูปงามอันสง่าที่มีชื่อเสียงในเขตดาราเทพวีรชนคนนี้ ไม่ เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันหนึ่ง ตนเองจะถูกหมัดเพียงหมัดเดียว หมัดที่ ไม่ได้มีปราณแท้แฝงไว้เลยแม้แต่น้อย ซัดเข้าจนพลังทั้งหมดสูญหายไป ต่อหน้าธารกํานัลเช่นนี้ จนตรอกจนเหมือนกับสุนัขที่กระดูกสันหลังหัก
จนกระทั่งตอนที่เขาถูกหลี่มู่จับห้อยหัว ค้นเอาอุปกรณ์มิติเก็บของ บนร่างออกมา และเริ่มควานหายาแก้พิษ ‘ศรทลายดาว’ นั้น คนรอบ ด้านจึงได้สติกลับมา
ตัวเขาเอง ก็เพิ่งจะได้สติกลับมาเช่นกัน
……………………………………….