ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 461 หุ่นฟาง
เริ่นกงซิ่นไม่แม้แต่จะกล้าเป็นลม
ไม่มีเวลา
กลัวว่าถ้าไปช้า ลูกชายสองคนจะไปไกลกว่านี้
มือข้างหนึ่งจับแขนซ่งฝูเซิง มืออีกข้างกวักเรียกคนคุมเกวียนที่อยู่ไกลๆ ไม่หยุด
หัวหน้าตระกูลเริ่นเข้ามาช่วยซ่งฝูเซิง “ทำอะไร!”
“ตามไปช่วยลูกชายข้า”
“ทำไมเขาต้องช่วยลูกชายเจ้าด้วย”
“เดี๋ยวนะ” ซ่งฝูเซิงรีบรีบขวางพวกฝูกุ้ยที่จะเข้ามา
ถ้ามัวแต่ดึงแขนอยู่แบบนี้ เดี๋ยวได้แขนหลุดกันพอดี
ทำไมตาแก่นี่แรงเยอะขนาดนี้ ยั่วยุอารมณ์เขาเบาๆ หน่อย
“ลูกชายคนโตของท่านส่งเขาไปที่ไหนล่ะ รีบเอากลับมาข้าก็จะรับไว้ ข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถูกส่งไปที่ไหน ไม่ได้มีอำนาจเท่าลูกชายของท่าน เขาไปจะเร็วกว่า เขารู้ว่าจะต้องไปขอร้องใคร”
เริ่นกงซิ่นได้ฟัง นั่นสินะ ต่อให้ซ่งฝูเซิงจะเก่งแค่ไหน แต่กว่าซ่งฝูเซิงจะไปตามหา กว่าจะรู้ว่าถูกส่งไปไหนแล้วขอให้คนช่วย นั่นก็เสียเวลาไปมากแล้ว
อีกทั้งตอนนี้จะล่วงเกินซ่งฝูเซิงไม่ได้
พอปล่อยมือ เริ่นกงซิ่นก็รีบปีนขึ้นเกวียนพลางยกมือคารวะขอโทษซ่งฝูเซิง
ซ่งฝูเซิงโบกมือให้เขาอย่างหมดแรง ถือเป็นการปลอบ รีบไปเถอะ
เริ่นกงซิ่นรู้สึกอบอุ่นหัวใจ หันไปชี้ข้างหน้าพร้อมตะโกนบอกคนคุมเกวียน “เข้าเมืองโดยเร็วที่สุด!”
“ไป!” คนคุมเกวียนหวดแส้เต็มเหนี่ยว เริ่นกงซิ่นกระเด็นเข้าไปในเกวียนทันที ล้มหกคะเมนตีลังกา
…
“เป็นไปไม่ได้ เขาทำได้ยังไง”
เป็นไปไม่ได้อะไรล่ะ เริ่นกงซิ่นโมโหลูกชายคนโตจะตายอยู่แล้ว
“เป็นไปแล้ว พ่อนึกเสียใจ เจ้าไม่ต้องช่วยแล้ว รีบไปพาน้องชายสองคนของเจ้ากลับมา”
“ท่านพ่อ เขาอาจจะแค่แกล้งปั่นหัวพวกท่านพ่อหรือเปล่า” เริ่นจื่อเซิงพูดคำพูดนี้ก็ยังแอบสงสัยตัวเอง จะปั่นหัวไปเพื่ออะไร
แต่เขารู้สึกเหลือเชื่อกับเรื่องนี้มาก
เริ่นกงซิ่นโมโหจนหายใจติดขัด มองบนในสภาพที่หน้าผากฟกช้ำ แผลบนศีรษะเกิดจากหัวกระแทกกับตัวเกวียน เพราะคนคุมเกวียนซิ่งมากจนแทบเหาะ
สูดลมหายใจเข้า ถึงจะมีแรงตวาดเสียงถามลูกชายต่อ “งั้นข้าขอถาม ใต้เท้ารองเสนาบดีกรมคลังกับเจ้าใครใหญ่กว่า ข้าชักจะสงสัยแล้ว เจ้าว่ามาสิ!”
เริ่นจื่อเซิงสะดุ้ง “…”
“เจ้ายังจะมองข้าอีกทำไม รีบไปพาน้องชายมา!” ภายในห้อง เริ่นกงซิ่นเอามือตบหลังเริ่นจื่อเซิง
ไม่ได้ตีลูกมาหลายสิบปี พอลงมือกลับยังคงคล่องแคล่ว ตีเสร็จก็ตะลึงเจ็บปวดเสียเอง
“แต่ว่าท่านพ่อ ข้า คือแบบนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถูกส่งไปที่ไหน ข้าจะไปหาให้ได้อย่างไร สถานที่ฝึกทหารของแม่ทัพลู่เป็นความลับ เว้นเสียแต่จะถูกเอาออก ถ้าไม่ถูกเอาออก ใครก็อย่าคิดจะได้ออกจากที่นั่น ข้ายิ่งล่วงเกินไม่ได้เข้าไปใหญ่ และก็ไม่มีทางมีใครช่วยข้าไปเอาออกมา ท่านพ่อรู้หรือเปล่าว่าพ่อเขาเป็นใคร ตอนนี้ข้า…”
ต่อมาก็มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเริ่นกงซิ่นดังออกมานอกห้องอีกครั้ง
“อ๊า ข้าอยากตาย”
อีกทั้งยังร้องไห้คร่ำครวญแบบไม่ฟังเหตุผล
“เจ้ามันคนใจดำ กล้าส่งน้องชายไปในที่ที่ให้ออกมาไม่ได้ ข้าไม่สนว่าพ่อเขาเป็นใคร เจ้ารู้ไหมว่าพ่อเจ้าเป็นใคร น้องชายเจ้าซวยเข้าแล้ว”
“เริ่นจื่อเซิง นั่นน้องชายแท้ๆ ของเจ้าเชียวนะ ถ้าพวกเขาสองคนเกิดมีอันเป็นไปเจ้าจะได้ดีอะไร”
“ข้ารู้แล้ว เจ้าจะต้องคิดว่า เกิดพวกเขาสองคนเป็นอะไรไป เจ้าก็จะได้รับทรัพย์สมบัติที่ข้าเก็บไว้ไปคนเดียวเลยใช่ไหม เจ้าเป็นคนเจ้าเล่ห์ที่สุดตั้งแต่เด็ก ข้าบอกไว้เลย ฝันไปเถอะ!”
“ข้าว่าข้าเห็นธาตุแท้ของเจ้าแล้ว เจ้าทำเป็นวางมาดเวลาอยู่ข้างนอก แต่จริงๆ แล้วเจ้ามันก็แค่นั้น สู้ไม่ได้แม้กระทั่งฝูเซิงที่อยู่ในหมู่บ้าน”
เริ่นจื่อเซิงจะทำอะไรได้ ทำได้แค่ฟัง ด่าอะไรก็รับไว้ ถูกตีก็ไม่กล้าส่งเสียง มองพ่อตัวเองบ้าคลั่ง กลัวว่าพ่อจะเป็นอะไรไป
อีกทั้งพูดตามตรง เวลานี้เขาก็ยังคงงงอยู่
“จื่อจิ่วจื่อฮ่าว พ่อไม่อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้าน แต่มาพึ่งพาพี่ชายของเจ้าแทน พ่อผิดเองที่ขอร้องผิดคน มันน่าแค้นใจยิ่งนัก!”
เริ่นจื่อเซิงนวดขมับ ทำไมเพ้อเจ้อไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว บ่าวรับใช้ได้ยินเข้าคงหัวเราะเยาะ
“เอาล่ะๆ ข้าจะไปเคาะประตูจวนอื่น เคาะมันทั้งคืน ข้าจะไปลองถามดู”
…
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง ทำไงดี” เริ่นจื่อฮ่าวที่อยู่สนามฝึกลับ มองกลุ่มที่จากไปทั้งน้ำตา
มองไม่เห็นเงาของเริ่นจื่อจิ่วแล้ว ในใจกลับยังคงตะโกน แทบอยากจะวิ่งออกไปอุ้มพี่ชายคนรองกลับบ้านโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น
แต่เขาไม่กล้า
ถึงขนาดที่ว่าร้องไห้ก็ยังไม่กล้าให้คนรู้ กลัวว่าตัวเองจะต้องออกตามไปด้วย
มันเรื่องอะไรน่ะเหรอ
ระบบการฝึกแบบคัดออกของลู่พั่นมักเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้พวกทหารอยู่เสมอ
ไม่ใช่ว่าทำได้ไม่ดีในครั้งแรกก็จะถูกคัดออก แต่คือไม่รู้ว่าจะถูกคัดออกตอนไหน
ลู่พั่นมีการป้องกันคนที่คิดว่าตัวเองฉลาด คิดว่าก่อนหน้านี้ทำได้ดี ได้อยู่แล้วก็จะได้อยู่ตลอดไป สามารถฝึกแบบไม่จริงจังได้ แต่ที่นี่เป็นไปไม่ได้
ที่นี่ได้กินดี อาวุธกับอุปกรณ์ที่ใช้เป็นของดีที่สุดในราชสำนัก แต่ไม่เลี้ยงคนอวดดีเด็ดขาด
ดังนั้นลู่พั่นจะแบ่งอารมณ์ อยู่ๆ ก็คัดออกกลุ่มหนึ่ง แบบนี้ถึงจะทำให้พวกทหารคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา คิดอยู่เสมอว่าการฝึกในแต่ละสนามจะเป็นการสู้ในครั้งสุดท้าย
ส่วนเริ่นจื่อจิ่วจัดอยู่ในประเภทที่ลู่พั่นไม่ถูกใจที่สุด
เริ่นจื่อจิ่วเพิ่งมาถึง ยังไม่ทันได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ต้องเผชิญกับการฝึกที่ให้ลงน้ำ ไม่รู้ว่าจะจมตายหรือไม่
สองพี่น้องเริ่นจื่อจิ่วกับเริ่นจื่อฮ่าวว่ายน้ำเป็นทั้งคู่ เด็กผู้ชายหลายคนในหมู่บ้านเหรินจยาก็ว่ายน้ำเป็นกันหมด
ถ้าจะโทษต้องโทษที่เริ่นจื่อจิ่วฉลาดแกมโกง
เขาพบว่ากลุ่มที่ลงน้ำเป็นกลุ่มแรก มีหลายคนที่แค่ลงไปก็จมได้ถูกคนบนฝั่งช่วยขึ้นมา พร้อมทั้งไม่มีอะไร ไม่ได้ถูกคัดออก
ถ้าอย่างนั้นเขาแกล้งทำเป็นจมน้ำเพื่อให้ได้ขึ้นฝั่งเร็วขึ้นก็ได้หรือเปล่า ถึงเขาจะว่ายน้ำเป็น แต่น้ำเย็นมาก ไม่ต้องอยู่ในนั้นนานรีบขึ้นฝั่งได้โดยเร็วย่อมดีกว่า
น้องชายของเขาสูงกว่าเขา ยืนเป็นคนแรกของกลุ่ม ห่างออกไปไกลมาก เขาส่งสายตา แต่น้องชายของเขาไม่เข้าใจ
น้องชายของเขายังคิดอยู่ว่า พี่ชายส่งสายตาให้เพื่อบอกว่า ‘แสดงฝีมือให้เต็มที่’
เพราะแบบนี้ เริ่นจื่อจิ่วที่เล่นตุกติกจึงเจอกับคำสั่งของลู่พั่นพอดีว่า ‘กลุ่มนี้คัดคนจมออกทั้งหมด’
เวลานี้ซุ่นจื่อเอาหมวกผ้าฝ้ายตบบ่าของเริ่นจื่อฮ่าว อย่าคิดว่าข้าไม่เห็น “ร้องทำไม”
“เปล่า”
“เปล่าเหรอ”
“เอ่อคือ ข้าอยากถามหน่อย คนที่ถูกคัดออกจะไปที่ไหนหรือ” เริ่นจื่อฮ่าวสืบข่าวจากซุ่นจื่อที่อยู่ในหน่วยอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ซุ่นจื่อแสยะยิ้ม หันกลับไปชี้ยังที่ไกลๆ “มองเห็นไหมว่าข้างหน้าเป็นอะไร”
“หุ่นฟาง”
“นั่นเรียกเป้าฟาง”ไอรีน ซุ่นจื่อมองค้อนเริ่นจื่อฮ่าวไปหนึ่งทีแล้วพูดต่อ “คนที่ถูกคัดออก เวลาเมืองถูกโจมตีจะไปยืนอยู่หน้าสุด เวลารบทางเรือก็จะยืนอยู่หน้าสุด พอถึงเวลาก็จะเหมือนเป้าฟางนั่น ธนูของฝ่ายศัตรูจะพุ่งสวบๆ เข้าหาก่อน”
เริ่นจื่อฮ่าวถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณทันที เอามือจับหน้าอก ไอ๊หยาพ่อจ๋า พี่รองจะทำอย่างไรดี ให้ตาย ข้าก็จะถูกคัดออกไม่ได้นะ
ในความเป็นจริง คำพูดที่อยู่ในใจซุ่นจื่อคือ
ทหารที่ถูกคัดออกจะดูตามสนามที่ถูกคัดทิ้งแล้วแบ่งตามความสามารถเฉพาะบุคคล ไปเป็นกรรมกร ไม่มีหน้าที่พิเศษอะไร
กองทัพหนึ่งแสนออกศึก กรรมกรสามแสนขนส่งเสบียง เอาคนจากไหน ก็ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาไม่ได้มีความสามารถอะไรนั่นแหละ
ในเวลาเดียวกัน
หมู่บ้านเหรินจยาที่ไม่มีเริ่นกงซิ่นก่อกวนกำลังเรียกประชุมใหญ่
ไม่ควรยิ้มหัวเราะในช่วงไว้ทุกข์อดีตฮ่องเต้ แต่มันกลั้นไม่ไหว
พวกคนที่อยู่ฝั่งนู้นเมื่อก่อนเล่นกันเองในพื้นที่เล็กๆ ในที่สุดก็พาพวกเขาไปร่วมด้วยแล้ว