ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 462 จ้องข้าไปก็ไม่ท้องหรอก
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 462 จ้องข้าไปก็ไม่ท้องหรอก
พื้นดินบนเกาะแตกเป็นเสี่ยงๆ หินที่แหลกละเอียดบนพื้นปลิวว่อน มีหินหนืดไหลออกมาจากพื้น มันเผาไหม้ต้นไม้รอบด้านไปหมด
เกาะที่สวยงามถูกทำลายและพินาศลงอย่างรวดเร็ว
ปู้ฟางที่ถือมีดทำครัวสีทองอร่ามเล่มใหญ่อยู่ในมือกวาดตามองรอบตัวด้วยสายตาขึงขัง เขามองไปรอบเกาะเพื่อหาหญ้ามังกรเปลี่ยนกระดูกระดับสิบ มันคือสมุนไพรพลังปราณที่ทำให้เขาต ต้องมาที่นี่ และเขาต้องได้ครอบครองมันก่อนที่เกาะจะพังทลาย
ในบรรดาเกาะทั้งหลายแหล่ นี่คือเกาะที่มีพลังปราณอุดมสมบูรณ์และหนาแน่นที่สุด
ปู้ฟางเชื่อมั่นว่าหญ้ามังกรเปลี่ยนกระดูกน่าจะอยู่บนเกาะนี้ แต่มันจะอยู่ตรงไหนเขาเองก็ไม่รู้
หมีซาถูกกำราบและพ่ายแพ้ให้กับปรมาจารย์เสวียนเปย หลังกินโอสถทิพย์เข้าไป พลังของชายชราก็ร้ายกาจขึ้นมาก ประหนึ่งว่าฉีดเลือดไก่เข้าตัวอย่างไรอย่างนั้น
การระเบิดพลังของปรมาจารย์เสวียนเปยทำให้ทุกคนรอบข้างประหลาดใจ อย่างไรเสียเขาก็เป็นยอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ทำลายโซ่ตรวนขั้นเซียนเทพได้แล้วสามชิ้น ทั้งที่ชราแล้ว แต่พล ลังชีวิตรวมถึงความแข็งแกร่งกลับไม่ถดถอยแม้แต่น้อย
แม้ว่าจะชราแต่ก็ยังแกร่งกล้าอย่างที่สุด
หมีซาโดนเล่นงานจนสะบักสะบอม แทบทุกส่วนของร่างกายเสียหายเลือดกระจัดกระจายไปทั่ว ดวงตาของเขาแดงก่ำมีเลือดไหลออกมาตรงมุมปาก
ปรมาจารย์เสวียนเปยหรี่ตามองหมีซา เขาก้าวเท้าอย่างแผ่วเบา ความน่ายำเกรงพวยพุ่งออกมามากกว่าเดิมและทรงพลังมากขึ้นหากเทียบกับครั้งก่อน
เลือดที่เหมือนเลือดมังกรและพลังงานกำลังปั่นป่วนอยู่ภายในร่างกายของชายชรา
โฮก!
อสูรตัวหนึ่งที่เกิดจากหินเหมือนได้รับคำสั่งบางอย่าง มันเริ่มโจมตีบดขยี้พวกที่เหลือ มันฟาดฝ่ามือใส่ทุกคนหมายขย้ำพวกเขาให้กลายเป็นเนื้อบด
กระนั้นคนที่เหลือรอดอยู่ก็ไม่ใช่พวกอ่อนปวกเปียก พวกเขาไม่มีทางถูกอสูรหินตบตายง่ายๆ
ร่างของปู้ฟางเริ่มเปล่งรัศมีกดดันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะกำมีดทำครัวกระดูกมังกรทองในมือ
หึ่ง…
ในที่สุดเจ้าขาวก็ขยับตัว ดวงตาของมันส่องแสงสีม่วงวูบวาบ เกราะบนตัวเริ่มเปล่งประกาย มันกางปีกโลหะบนหลัง มีรัศมีรุนแรงแผ่ออกมาจากวงแหวนปราณปืนใหญ่ เสียงกึกก้องดังกังวานขึ้นท ทั่วฟ้า คลื่นลมพัดผ่านไปทั่วบริเวณเมื่อวงแหวนปราณปืนใหญ่ถล่มยิงใส่อสูรหินร่างยักษ์
แขนข้างหนึ่งของอสูรหินถูกทำลายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ปัง! ปัง! ปัง!
เจ้าขาวเปลี่ยนร่างเป็นหุ่นปืนใหญ่ มันยืนอย่างมั่งคงแล้วยิงลูกปืนใหญ่ใส่อสูรหินยักษ์อย่างต่อเนื่อง กำจัดอสูรหินยักษ์ด้วยพลังอันโหดเหี้ยม
ภาพที่เห็นทำให้หลายคนหายใจไม่ทั่วท้องอย่างไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะสมาชิกของสำนักหุ่นเชิดที่เริ่มประเมินเจ้าขาวอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก พวกเขาไม่คิดว่ามันจะร้ายกาจปานนี้ พลังของเจ้าขาวเหมือนมากกว่าหุ่นเชิดซากมนุษย์ด้วยซ้ำ แถมวงแหวนปร ราณปืนใหญ่ของมันก็น่าหวั่นเกรงยิ่งนัก
“มีวงแหวนปราณปืนใหญ่บนตัวหุ่นเชิดได้อย่างไร ใช้พลังงานจากไหนยิงปืนใหญ่กัน ช่างท้าทายตรรกะแท้ๆ…” ยอดฝีมือจากสำนักหุ่นเชิดอุทานอย่างไม่อยากเชื่อ
ลมแรงพัดหวีดหวิว อสูรยักษ์จำนวนนับไม่ถ้วนถูกทำลาย พวกมันกลายเป็นเศษหินกลาดเกลื่อนพื้นอย่างรวดเร็ว
หลังหายจากอาการตกใจ ทุกคนก็แสดงพลังของตนออกมา ต่างรวบรวมพลังขั้นสูงสุดอย่างเต็มเหนี่ยว
คนเหล่านี้ล้วนเป็นหัวกะทิจากกลุ่มอำนาจระดับหนึ่ง แม้ว่าไม่ใช่ยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดหรือศิษย์ที่มากพรสวรรค์ที่สุดของสำนัก แต่พวกเขาย่อมไม่อ่อนแอแน่
เกิดเสียงดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า เกาะทั้งเกาะถูกถล่มจนจมลงไป
หินหนืดไหลออกมาไม่ขาดสาย
หมีซาร่วงลงทะเล คลื่นมากมายก่อตัวขึ้นขณะที่เขาเผชิญกับการโจมตีอย่างไร้ความปราณีของปรมาจารย์เสวียนเปย ดูเหมือนว่าการต่อสู้น่าจะจบลงเช่นนี้
โครม!
ลำแสงหนึ่งพุ่งออกจากส่วนที่ลึกที่สุดของเกาะอย่างฉับพลัน
ลำแสงที่ทะยานขึ้นไปบนฟ้าดูคล้ายเสาเลือด ภาพเงาของหอคอยยักษ์สีเลือดปรากฏขึ้น
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หอคอยยักษ์สีเลือด ทั้งหมดกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้น เพราะมันคือโชคลาภที่ทุกคนต่างตามหาเมื่อเข้ามายังดินแดนเร้นลับ
หอคอยยักษ์สีเลือดมีแรงดึงดูดเต็มเปี่ยม เหล่ายอดฝีมือต่างพุ่งเข้าหามันอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้
ทุกคนหายตัวไปภายในเวลาสั้นๆ
ปู้ฟางเก็บมีดทำครัวกระดูกมังกรทองพลางถอนหายใจ ทั้งเกาะถูกกลืนกินด้วยควันและไฟ ไม่มีทางที่เขาจะหาหญ้ามังกรเปลี่ยนกระดูกพบ
หรือหญ้ามังกรเปลี่ยนกระดูกจะอยู่ในสิ่งที่ทุกคนเรียกว่าโชคลาภ
ปู้ฟางขมวดคิ้วพลางมองไปยังหอคอยยักษ์สีเลือด เขาไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกขยะแขยงเมื่อได้เห็นมัน เขาไม่ต้องการเข้าใกล้หอคอยยักษ์นั่น
ปู้ฟางสูดหายใจลึก ควันจากภูเขาไฟกรุ่นอยู่เต็มปาก
แม้ไม่อยากไปที่หอคอยตรงหน้า แต่ตอนนี้เกาะพังพินาศหมดแล้ว หากต้องการหญ้ามังกรเปลี่ยนกระดูก โอกาสเดียวที่เหลืออยู่ของเขาคือหอคอยนั่น
ปู้ฟางเดินตามทุกคนไป
ดวงตาของเจ้าขาววูบวาบอยู่ครู่หนึ่งก่อนตามหลังปู้ฟางไปติดๆ
ไกลออกไป รอยแยกขนาดยักษ์ปรากฏขึ้น เหล่าหินหนืดดูเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงรอยแยกนี้จนเกิดเป็นภาพแปลกประหลาด ธารหินหนืดแยกออกเป็นสองฝั่งจนเกิดเป็นทางเดิน
ทุกคนที่มุ่งหน้าไปยังหอคอยสีเลือดต้องเข้าสู่เส้นทางนี้
เหมือนมีสายตาละโมบจ้องมองทุกคนจากภายในรอยแยก
…..
เรือโบราณเย็นยะเยือกสีดำสนิทแล่นผ่านคลื่นยักษ์ช้าๆ
บรรยากาศรอบข้างถูกกลืนกินด้วยหมอกหนา มันปกคลุมเรือโบราณจนทำให้เห็นได้เพียงเลือนราง ไม่มีทางที่ใครจะเห็นเรือลำนี้ได้ชัดๆ
“พี่สาว… ปล่อยข้าเถอะ ข้ามีเมียแล้ว! อะไรที่มันไม่ใช่ฝืนไปก็เหนื่อยเปล่า หากท่านบังคับข้า เราทั้งคู่ต่างก็จะไม่มีความสุข…”
เสียงคร่ำครวญอย่างน่าเวทนาของหนานกงอู๋เชวียดังไปทั่วเรือยมโลก
เขาถูกพลังกดดันมหาศาลกดลงกับพื้นจนขยับตัวไม่ได้ ส่วนเดียวของร่างกายที่ขยับได้คือปาก
เบื้องหน้าเขามีขาเรียวยาวสวยงามคู่หนึ่ง แต่หนานกงอู๋เชวียไม่มีกะจิตกะใจชื่นชมความงานตอนนี้
หญิงสาวจากยมโลกยืนนิ่งตรงหน้าเขาพลางจ้องมองมาด้วยดวงตาดำสนิท สายตาของนางทำเอาชายหนุ่มขนลุกขนพอง
หนานกงอู๋เชวียมีสีหน้าบึ้งตึงและรู้สึกว่านางทำเกินไป หากต้องการเอาชีวิตหรือสับเขาเป็นชิ้นๆ นางควรลงมือเดี๋ยวนี้ แต่นางกลับยืนเฉยเอาแต่จ้องหน้าเขาโดยไม่ทำอะไรเลย เขากลั วจนหัวหดไปหมดแล้ว
‘คิดว่าจ้องหน้าข้าแล้วจะท้องขึ้นมาหรืออย่างไร’
หญิงสาวจากยมโลกไม่พูดไม่จา มีเพียงหนานกงอู๋เชวียที่พูดไม่หยุดปาก เขาทั้งก่นด่าตัวเองทั้งเอะอะโวยวาย เหตุใดหญิงสาวจากยมโลกถึงโผล่มาแล้วจับเขาไว้กัน
หนานกงอู๋เชวียไม่รู้สักนิดว่าตัวเองถูกจับมาทำไม รู้เพียงว่าในห้องโดยสารเรือมีแต่โครงกระดูกที่ปล่อยไอเย็นยะเยือกออกมา ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งความตาย เขาแน่ใจว่าเจ้าข ของโครงกระดูกทั้งหลายต้องไม่ตายดี
“เอาเลย อยากทำอะไรก็เชิญ…” น้ำเสียงของหนานกงอู๋เชวียชักแหบแห้ง คอของเขาเจ็บไปหมดหลังตะโกนมาครึ่งค่อนวัน สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ต่อโชคชะตาแล้วนอนลงอย่างสิ้นหวัง
เรือยมโลกเดินหน้าต่อไปในดินแดนเร้นลับไร้ขอบเขต ไม่มีใครรู้จุดหมายปลายทางของมัน
หญิงสาวจากยมโลกยืนนิ่งไม่ไหวติง ทว่าตอนนั้นเอง ริมฝีปากของนางก็เผยอเล็กน้อย
“รัศมี… รัศมีของไข่ปักษาเพลิง”
หญิงสาวจากยมโลกพึมพำก่อนเดินเข้ามาในห้องโดยสารเรือ ท่าทางของนางดูราวกับเพิ่งฟื้นคืนชีวิตอย่างไรอย่างนั้น
หญิงสาวจากยมโลกหมอบลงตรงหน้าหนานกงอู๋เชวียพลางมองใบหน้าที่สิ้นหวังของอีกฝ่าย หลังจากเปิดริมฝีปาก ลิ้นของนางก็ยื่นออกมาเลียใบหน้าชายหนุ่ม
‘ทำบ้าอะไร ขืนยังลวนลามกันเช่นนี้ เดี๋ยวผีผลักขึ้นมาจะทำอย่างไร… ท่านไม่เข้าใจอะไรเลยใช่ไหม’
หนานกงอู๋เชวียน้ำตาอาบแก้ม
หลังจากถูกเลีย ใยพลังงานสีดำมากมายก็พุ่งเข้าสู่ร่างของหนานกงอู๋เชวีย หญิงสาวจากยมโลกยืนขึ้นช้าๆ แล้วเดินออกไปเนิบๆ จากนั้นประตูก็ปิดตามหลังนาง
…..
ใต้เกาะแห่งนี้มีแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล หอคอยยักษ์สีเลือดตั้งอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่ภาพเงาแต่เป็นหอคอยสีเลือดของจริง
สายตาของปู้ฟางเคร่งขรึมไม่น้อยขณะมองหอคอยยักษ์ตรงหน้า เขารู้สึกว่ามันคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แม้ว่าจะคลับคล้ายคลับคลาแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
หอคอยสีเลือดแผ่รัศมีลุ่มลึก เส้นสายและลวดลายมากมายบนตัวหอคอยเปล่งแสงสีแดงเลือดที่ดูงดงามและเย้ายวนใจออกมา
ทุกคนอดใจไม่เข้าไปที่หอคอยไม่ได้ เว้นก็เพียงปู้ฟาง
เหมือนมีพลังที่มองไม่เห็นดึงดูดพวกเขา มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับหอคอยนั่น
ปู้ฟางมองไปข้างหน้าด้วยสายตาเคร่งขรึม หยางเหม่ยจี๋ซึ่งขั้นปราณอ่อนแอที่สุดในกลุ่มไม่สามารถต้านทานความเย้ายวนของหอคอย นางเริ่มเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้
หอคอยยักษ์เหมือนปีศาจที่ฝังเขี้ยวใส่นาง ประหนึ่งว่าจะกลืนกินนางทั้งตัวทันใดที่ไปถึง
ปู้ฟางคุ้นเคยกับหยางเหม่ยจี๋… เขาไม่ควรปล่อยนางไปตายใช่ไหมนะ
ปู้ฟางลังเลสักพักก่อนเรียกใช้กระทะกลุ่มดาวเต่าดำ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนใจอ่อน
ปู้ฟางถ่ายพลังปราณเที่ยงแท้ลงกระทะแล้วจับมันด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเตรียมตัว เขาสูดหายใจลึกจากนั้นก็เหวี่ยงกระทะกลุ่มดาวเต่าดำออกไปสุดแรง
“ไป!”
กระทะกลุ่มดาวเต่าดำส่งเสียงหวีดหวิวในอากาศพลางลอยเข้าหาหอคอยยักษ์สีเลือด มันมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเทียบเท่าภูเขาขนาดย่อมๆ จากนั้นก็พุ่งชนหอคอยยักษ์สีเลือดทันที
ปัง!
เกิดเสียงระเบิดรุนแรงเมื่อกระทะกลุ่มดาวเต่าดำกระแทกใส่หอคอยยักษ์สีเลือด ทั่วบริเวณสั่นไหวหินหนืดปั่นป่วน
“หน็อย! แส่มายุ่งกับแผนของข้า… ตายเสียเถอะ!”
เสียงเดือดดาลดังก้องไปทั่วท้องฟ้า ชายคนหนึ่งปรากฏตัวเหนือหอคอยยักษ์สีเลือดพร้อมร่างที่อาบไปด้วยเลือด รัศมีที่เขาแผ่ออกมาน่าสะพรึงกลัวยิ่ง สายตาโหดเหี้ยมเย็นเยียบ คนผู้นี้ จ้องปู้ฟางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
กระทะกลุ่มดาวเต่าดำบินกลับมาเข้ามือของปู้ฟาง ชายหนุ่มใช้พลังปราณเที่ยงแท้ในการโจมตีครั้งนี้ไปครึ่งหนึ่ง เขาหยิบขนมปังหอยนางรมออกจากกระเป๋าของระบบมากินอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้น นฟูพลังปราณ หลังจากกินเข้าไปหลายคำ ความรู้สึกโหวงเหวงในร่างกายก็ค่อยๆ คลายลง
ตอนที่กระทะกลุ่มดาวเต่าดำพุ่งชนหอคอยยักษ์สีเลือด เสียงระเบิดก็ดังกึกก้องขึ้น รัศมีรอบกระทะดูเหมือนเลือนรางเล็กน้อย
ทุกคนที่ถูกสะกดโดยพลังไร้รูปร่างได้สติกลับมาทันที
เหงื่อกาฬแตกไปทั้งตัวของพวกเขา
โดยเฉพาะหยางเหม่ยจี๋… นางเกือบเดินลงหินหนืดแล้วด้วยซ้ำ ทันทีที่ลืมตานางก็แทบปัสสาวะราดด้วยความกลัว
หญิงร่างใหญ่เช่นนางเริ่มร้องไห้อย่างจริงจัง น้ำตาไหลอาบแก้มไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ดูเหมือนว่านางคงกลัวมากจริงๆ
ปรมาจารย์เสวียนเปย นักเล่นแร่แปรธาตุไตรเมฆารีบเพิ่มระดับพลังปราณเที่ยงแท้แล้วลากตัวหยางเหม่ยจี๋มาอยู่ข้างๆ สายตาของชายชรามีความหวาดกลัวเช่นกัน ขนาดเขาเองยังถูกพลังนั่นสะก กด หากไม่มีการโจมตีของปู้ฟาง พวกเขาทั้งหมดคงตายไปแล้วแน่ๆ
“นี่มันหอคอยอสุรา อุปกรณ์เทพของเมืองโบราณอสุราไม่ใช่หรือ สิ่งนี้ควรถูกทำลายไปแล้วนี่นา ชิ้นส่วนของมันกระจัดกระจายไปทั่วทวีปมังกรซ่อนเร้น” ปรมาจารย์เสวียนเปยอุทานด้วยความปร ระหลาดใจและตื่นตกใจ
ไม่แปลกที่เหล่ายอดฝีมือของเมืองโบราณอสุราจะปรากฏตัวที่เมืองหมอกนภา ไม่มีใครนึกฝันว่าอุปกรณ์เทพของเมืองโบราณอสุราจะอยู่ในดินแดนเร้นลับทะเลเมฆา
บุรุษกายาโลหิตลอยตัวอยู่ข้างๆ หอคอยอสุรา ธารโลหิตไหลวนรอบตัวเขาไม่ขาดสาย สายตาเย็นเยียบจ้องมองปู้ฟางที่กำลังกินขนมปังหอยนางรม ขณะที่จิตสังหารพุ่งออกจากร่าง
“ข้าเกือบจะปลุกหอคอยอสุราสำเร็จแล้ว อีกนิดเดียวแท้ๆ…” บุรุษกายาโลหิตแผดเสียงอย่างโกรธแค้น และนี่ก็คือเหตุผลที่เขาอยากเอาชีวิตปู้ฟางยิ่งกว่าสิ่งใด หากไม่ใช่เพราะปู้ฟางยื่น นมือมาขัดขวาง ทุกคนคงได้สังเวยชีวิตตามแผนของเขาไปแล้ว
บุรุษกายาโลหิตร้องคำรามเมื่อโลหิตที่ห่อหุ้มตัวเขาเริ่มเดือดพล่าน มันกลายร่างเป็นมังกรยักษ์สีเลือดแล้วพุ่งเข้าหาปู้ฟาง