ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 307 ชายชราขายแตง
ตอนที่ 307 ชายชราขายแตง
………………..
ในนาต้นข้าวเริ่มเหลืองแล้ว
ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทำการเพาะปลูกตามวิธีแบบประณีตของฉินเหยา เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยว ดวงใจจึงล้วนเต้นระทึกตามไปด้วย
ประกอบกับการขาดแคลนธัญพืชก่อนหน้านี้ การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงครานี้ ไม่เพียงแต่เหล่าชาวนาที่ให้ความสนใจอย่างยิ่ง แม้แต่ขุนนางน้อยใหญ่ในอำเภอไคหยางก็กำลังจับตาดูสถานการณ์การเก็บเกี่ยวในปีนี้อย่างใกล้ชิด
บัดนี้หลิวเหล่าฮั่นวันหนึ่งต้องออกจากบ้านสามเที่ยว ดูรวงข้าวรอบหนึ่งแล้วดูต้นข้าวอีกรอบหนึ่ง สุดท้ายยังต้องวิ่งกลับไปดูว่าน้ำในนาได้ระบายออกไปแล้วหรือไม่
เมื่อคลำดูรวงข้าวพบว่าเมล็ดข้าวเต่งตึง ยามนอนหลับก็วางใจได้ ตลอดทั้งวันใบหน้าจึงมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่เสมอ
พอว่างก็จะไปช่วยดูที่นาของเมียเจ้าสามสักหน่อย เมื่อผ่านแปลงแตง เห็นเด็กในหมู่บ้านหลายคนทำลับๆ ล่อๆ กำลังอุ้มอะไรบางอย่างลื่นไถลลงไปใต้คันนาก็คิดว่าเจอกับหัวขโมยแตงตัวน้อยเข้าให้แล้วจึงก้าวเท้ายาวๆ ไล่ตามไป
“เจ้าเด็กพวกนี้ อุ้มอะไรอยู่หา!”
เด็กโตสี่ห้าคนไม่คิดว่าจะถูกจับได้คาหนังคาเขาจึงรีบเอาของซ่อนไว้ในพงหญ้าแล้วยกมือไพล่หลัง ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่มีอะไร!”
หลิวเหล่าฮั่นยืนอยู่บนคันนา มองลงไปจากที่สูง ชี้นิ้วไปยังเด็กพวกนั้นแล้วตวาดเสียงดังว่า “ยังจะเถียงอีก? เอาแตงที่ซ่อนอยู่ในหญ้านั่นคืนมาให้ข้า!”
“ก็ไม่ใช่ของบ้านท่านนี่!” หลิวต้าหนิวตะโกนอย่างไม่ยอมรับ
“เฮ้ย!” หลิวเหล่าฮั่นถึงกับพูดไม่ออก ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ หลิวเสี่ยวหนิวก็เอ่ยเสริมคำพูดของพี่ชายว่า “พวกท่านไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันนานแล้ว อีกอย่างพวกข้าก็ไม่ได้เอาแตงไป ท่านอย่าได้กล่าวหาพวกข้าส่งเดช”
ฉินเหยาอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลิวเหล่าฮั่นอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ เมื่อเห็นเขายืนอยู่ริมนาของบ้านตนจึงเอ่ยเรียกอย่างสงสัยว่า “ท่านพ่อ ท่านมาเก็บแตงเย็นหรือเจ้าคะ”
เด็กหลายคนนั้นมีพงหญ้าบังอยู่ อีกทั้งยังอยู่ใต้คันนา ฉินเหยาจึงมองไม่เห็น เพียงรู้สึกแปลกใจ
ไหนเลยจะคิดว่า พอหลิวต้าหนิวกับพวกได้ยินเสียงของนางต่างตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี แตงก็ไม่เอาแล้ว ไม่ต่อปากต่อคำกับหลิวเหล่าฮั่นอีก รีบวิ่งไปทางตีนเขาอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาเพิ่งจะเห็นว่าในพงหญ้ายังมีคนอยู่ ในใจพอจะเดาเรื่องราวได้คร่าวๆ แล้ว ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ เดินไปยังฝั่งตรงข้าม
หลิวเหล่าฮั่นหาแตงที่พวกเด็กๆ ขโมยไปจากในพงหญ้าเจอแล้ว ประคองไว้ในมือพลางกล่าวอย่างโมโหว่า “เจ้าเด็กเหลือขอพวกนี้ ข้าเห็นกับตาว่าพวกเขาอุ้มแตงมา ยังจะกล้าเถียงอีก คอยดูข้าจะกลับไปฟ้องพ่อแม่พวกเขา ให้พวกเขาโดนตีสักยก จะได้หลาบจำ!”
เมื่อเห็นฉินเหยายังยิ้มได้ หลิวเหล่าฮั่นก็เร่งให้นางรีบตรวจนับดูว่าแตงในแปลงหายไปหรือไม่
ฉินเหยาถูกเตือนเช่นนี้จึงนึกขึ้นได้ว่าต้องนับจำนวน พอนับดูก็พบว่าหายไปสามผลจริงๆ
อีกทั้งร่องรอยก็ชัดเจนมาก ตอนที่นางเก็บเองจะใช้มีดตัดลงมา ปลายเถาจึงเรียบ
ส่วนสามผลที่หายไปนั้น เถาแตงถูกดึงจนดูไม่ได้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าถูกบิดออกมาอย่างแรง
ทำเอาหลิวเหล่าฮั่นปวดใจยิ่งนัก “เจ้าเด็กเวรพวกนี้ มีแต่สร้างเรื่อง!”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ช่างเถิดเจ้าค่ะ คราวหน้าข้าจะให้อาวั่งมาคอยดูไว้หน่อย”
หากไปฟ้องพ่อแม่พวกเขาจริงๆ กลับจะทำให้ดูเหมือนพวกตนคิดเล็กคิดน้อย ใจแคบเกินไป
หลิวเหล่าฮั่นเองก็เพียงพูดไปเพราะความโมโห เมื่อเห็นฉินเหยาบอกว่าช่างเถิดก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “ยังคงเป็นเพราะความจนนั่นแหละ”
หากมีเงินก็คงมาซื้อแล้ว
ในหมู่บ้านก็มีคนมาซื้ออยู่บ้าง ผลละสองร้อยเหวิน เลือกเองได้ แต่ก็กินกันแค่ครั้งเดียว หากจะให้จ่ายอีกสองร้อยเหวิน ไม่มีใครกล้าฟุ่มเฟือยขนาดนั้นหรอก
เมื่อเทียบกับเด็กสามคนที่บ้านอย่างจินฮวา จินเป่าและต้าเหมา ที่อาศัยอาสะใภ้สามของพวกเขา อยากกินเมื่อไหร่ก็ได้กิน ถึงขนาดกินจนท้องเสียได้ หลิวเหล่าฮั่นก็รู้สึกว่าจะตามใจพวกเขาเกินไปแล้ว
“ก็ล้วนเป็นเด็กนี่เจ้าคะ ไหนเลยจะไม่มีคนตะกละบ้าง” ฉินเหยารู้ว่าหลิวเหล่าฮั่นคิดอะไรอยู่จึงเอ่ยพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน
หลิวเหล่าฮั่นไม่ได้มีใจกว้างขวางเช่นนาง เพียงรู้สึกว่าสิ้นเปลืองจนน่าเสียดาย มองแตงในมือแล้วกล่าวอย่างจนใจว่า
“เดิมทีพวกนี้ยังเก็บไว้ได้อีกหลายวัน บัดนี้ถูกเด็ดลงมาแล้ว เจ้าพวกตัวน้อยคงจะดีใจล่ะ”
ฉินเหยาถามหลิวเหล่าฮั่นว่าไม่ยุ่งใช่หรือไม่ หลิวเหล่าฮั่นพยักหน้า การเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงยังไม่เริ่ม ถั่วและถั่วลิสงที่ปลูกในนาก็ไม่ต้องดูแลอะไรมากนัก ว่างงานอยู่บ้างจริงๆ
ฉินเหยาพยักเพยิดไปยังแปลงแตงนั้น “ท่านเลือกแตงไปสองผล เอาไปที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้านแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ขายเถิดเจ้าค่ะ ห้าเหวินสิบเหวิน ได้ทั้งนั้น”
ตอนที่ยังไม่ได้กินแตงเย็นจนเบื่อนั้น นางก็ประเมินความอยากกินของตนสูงไปจริงๆ
บัดนี้เห็นว่ามีเหลืออยู่มากมายก็หั่นเป็นชิ้นขายไปเสียเลยดีกว่า ราคาถูกหน่อย เด็กๆ ในหมู่บ้านก็ซื้อได้ จะได้ไม่ต้องมาขโมย
หลิวเหล่าฮั่นรู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลว “เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าขาย ถึงตอนนั้นเงินที่ได้จะให้จินเป่าเอาไปส่งให้เจ้าที่บ้านนะ”
ฉินเหยาบอกว่าได้ หลิวเหล่าฮั่นก็ดีใจขึ้นมา มีงานให้ทำแล้ว
ทันใดนั้นก็เลือกแตงผลหนึ่งที่หน้าตาไม่ค่อยดีนักรวมกับผลที่เพิ่งเก็บกลับมาเมื่อครู่ อุ้มกลับบ้านไปด้วยกัน ให้นางจางช่วยจัดหาแผงลอยให้ กลายเป็นชายชราขายแตง
แตงที่หั่นเป็นชิ้นขายชิ้นละห้าเหวิน อย่าว่าแต่เด็กๆ ที่อยากกินเลย แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ยังหวั่นไหว
โดยเฉพาะคนงานในโรงงาน พอรู้ว่าที่บ่อน้ำกลางหมู่บ้านมีแตงขาย พอเลิกงานก็พากันมาซื้อคนละชิ้น
แตงเย็นนี้ ตอนที่ยังไม่เคยชิมก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอได้ลองชิมแล้วก็ไม่อาจเลิกได้เลย ต้องกินวันละครั้งจึงจะรู้สึกสบายใจ
คนงานในโรงงานนั้นในมือก็พอมีเงินอยู่ การจ่ายห้าเหวินจึงไม่รู้สึกว่าแพงมากนัก หลายคนยังซื้อกลับบ้านไปทีละครึ่งส่วน ตั้งใจจะให้คนที่บ้านได้ลองชิมด้วย
การค้าดีเกินคาด หลิวเหล่าฮั่นเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจในความสำเร็จ ในใจคิดว่า มิน่าเล่าฉินเหยาถึงชอบทำการค้านัก ที่แท้ความรู้สึกของการซื้อขายมันวิเศษเช่นนี้เอง
เมื่อใกล้ค่ำ ทางด้านหน่วยสร้างถนนกำลังเลิกงาน ขณะที่พวกเขากำลังเดินหัวเราะพูดคุยกันเพื่อกลับบ้านก็เห็นว่าที่ด้านหลังพวกตนมีชายหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ชายผู้นั้นแต่งกายดูคล้ายบัณฑิต สวมชุดยาวทั้งตัวดูสุภาพเรียบร้อย บนไหล่สะพายห่อผ้าห่อหนึ่ง ฝีเท้าก้าวเดินรวดเร็วยิ่งนัก ราวกับอดใจรอที่จะกลับบ้านแทบไม่ไหว
ชายผู้นั้นสังเกตเห็นสายตาเหล่านี้จึงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย เขาพึมพำเสียงเบาว่า “ข้าเดินผิดทางรึ”
สตรีสองคนในกลุ่มเพียงรู้สึกว่าเบื้องหน้าพลันสว่างวาบขึ้น พวกนางอ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ ยืนนิ่งงันอยู่กับที่…บุรุษผู้นี้ช่างหล่อเหลานัก!
“พวกเจ้าคือ?” หลิวจี้มองไปยังผู้อพยพเมืองหวงเชวี่ยที่ดูเหมือนจะร่วมทางไปกับตนอย่างสงสัยพลางชี้ไปข้างหน้า “ไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวรึ”
ชายใบ้พยักหน้าแล้วชี้ไปที่เขา พลางทำท่าถามว่าเขาใช่คนหมู่บ้านตระกูลหลิวหรือไม่
หลิวจี้คิดในใจว่าที่นี่มีคนใบ้อยู่ด้วยได้อย่างไร แต่ก็ยังพยักหน้ากล่าวว่า “ใช่แล้ว ข้าเป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลิว พวกเจ้าดูไม่เหมือนคนในหมู่บ้านเราเลยนะ”
สตรีสองคนที่ยืนนิ่งงันในที่สุดก็คืนสติ อธิบายอย่างตื่นเต้นเล็กน้อยว่า “พวกข้าหนีภัยมาจากเมืองหวงเชวี่ย ต้องขอบคุณคนหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกท่านที่รับพวกข้าไว้ บัดนี้กำลังช่วยหมู่บ้านพวกท่านสร้างถนนเพื่อหาเลี้ยงปากท้องเจ้าค่ะ”
“คุณชาย….เอ่อ คุณชาย” ช่างลำบากสตรีนางนั้นแล้วที่อุตส่าห์คิดคำเรียกขานที่เหมาะสมกับบุรุษรูปงามตรงหน้านี้ออก นางถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “ท่านเป็นคนบ้านไหนในหมู่บ้านตระกูลหลิวรึ พวกข้าไม่เคยเห็นท่านเลย ปกติอยู่ข้างนอกตลอดเลยหรือ”
หลิวจี้ได้ยินพวกเขาพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็คลายความระแวดระวังลง เดินไปพลางยิ้มไปพลางกล่าวว่า “ข้ามักจะอยู่ที่สำนักศึกษาในอำเภอ แต่ว่าในเมื่อพวกเจ้าพักอยู่ที่หมู่บ้านเรา เช่นนั้นคงต้องเคยได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของข้ามาบ้าง”
ชายใบ้กับคนอื่นๆ ล้วนมองมาอย่างคาดหวัง รอให้เขาเปิดเผยชื่อแซ่
หลิวจี้ยิ้มอย่างมั่นใจ เชิดคางขึ้นกล่าวว่า “ผู้น้อยหลิวจี้ เป็นบุตรคนที่สามของบ้าน ฮูหยินนามว่าฉินเหยา”
พูดจบก็รอคอยที่จะได้เห็นสีหน้าตกตะลึงจนคางแทบหลุดของพวกเขา
………………..