ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 308 ที่แท้พวกเจ้ากินดีอยู่ดีเช่นนี้เอง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 308 ที่แท้พวกเจ้ากินดีอยู่ดีเช่นนี้เอง
ความตกตะลึงนั้นมีอยู่ แต่ทิศทางกลับไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด
“ที่แท้เขาก็คือสามีไม่เอาไหนของฉินฮูหยินนั่นเองรึ”
สตรีที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยแววตาชื่นชมนั้นรู้สึกราวกับใจตนเองได้ตายไปแล้ว
คนอื่นๆ เองก็เผยสีหน้าเหลือเชื่อ หลิวจี้นี้ดูสง่างามภูมิฐาน ไม่คล้ายอันธพาลเหลวไหลดังที่หลิวต้าฝู่เอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย
ชายใบ้รู้สึกซับซ้อนในใจ สองพ่อลูกนับฉินเหยาเป็นผู้มีพระคุณ เมื่อรู้ว่าผู้มีพระคุณแต่งกับสามีที่ชื่อเสียงไม่ดี ในใจย่อมรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนนางอยู่บ้าง
แต่บัดนี้ตัวจริงยืนอยู่ตรงหน้า แม้จะดูมั่นใจในตนเองเกินไปบ้าง แต่ด้วยใบหน้าหล่อเหลานั่น ดูเหมือนว่าเขาเองก็มีดีพอให้มั่นใจได้จริงๆ
หลิวจี้ใจเต้นรัว ปฏิกิริยานี้ เหตุใดจึงไม่เหมือนกับที่เขาคิดไว้เลย
อีกอย่าง ใครว่าเขาไม่เอาไหนกัน? ผู้ใดกันแน่ที่ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับเขา!
บรรยากาศของทั้งสองฝ่ายค่อนข้างกระอักกระอ่วน หลิวจี้คิดจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง แต่คนเหล่านี้กลับส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้เขาทันที ทำลายความกระตือรือร้นของเขาในบัดดล เขาจึงหุบปากและเร่งฝีเท้าเดินทางต่อ
เดินไปไม่กี่ก้าว หลิวจี้ก็พบว่าทางเข้าหมู่บ้านกว้างขึ้น เดินสะดวกขึ้นแล้ว
เดินต่อไปอีกก็พบคนงานที่เลิกงานจากโรงงานเครื่องเขียนกำลังกลับบ้าน ในมือต่างถือแตงเย็นสีแดงสดคนละครึ่งลูกเล็ก หรือไม่ก็สองสามชิ้น
กลิ่นหอมหวานสดชื่นนั้นลอยเข้าจมูก หลิวจี้อดกลั้นไม่ไหว กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
อีกหลายวันกว่าจะถึงวันหยุดเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง แต่เขาทนไม่ไหวจริงๆ ที่หลิวลี่เอาแต่ถือแตงหวานๆ ชิ้นหนึ่งมาเดินอวดเย้ยเขาอยู่ทุกวัน
“ได้ยินว่าแตงในที่ดินบ้านท่านสุกแล้ว ฉินเหนียงจื่อมิได้ให้คนส่งมาให้ท่านรึ”
“พี่สาม ท่านอย่าเพิ่งท้อใจ บางทีช่วงนี้อาจจะยุ่งอยู่ อีกสักสองวันก็คงมีแตงให้ท่านกินแล้ว”
จากนั้น สองวันผ่านไป ทั่วทั้งอำเภอก็เต็มไปด้วยเสียงร้องขายแตงเย็น ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
หลิวจี้ดีใจรีบวิ่งออกไปคิดจะซื้อมาชิมสักลูก พอถามราคา ห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจิน ครึ่งตำลึงต่อหนึ่งลูก เขาก็ถอยหลังกรูดทันที น่ากลัวจริง แตงนี่ผสมทองคำไว้หรือไร!
พอเห็นว่าคนขายแตงคือไป๋ซั่นเจ้าสุนัขจิ้งจอกเฒ่า หลิวจี้ก็รู้ทันทีว่าแตงเหล่านี้ล้วนเก็บมาจากที่ดินของบ้านตนเอง
เพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่าตนเองอาจถูกใครบางคนมองข้ามไป เขาหลิวจี้จะทนความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ได้อย่างไร?
วันนี้จึงตัดสินใจลาเรียนกลับมาก่อนเวลา จะต้องกินแตงเย็นคำนี้ให้จงได้!
แต่เดินมาตลอดทางกลับพบว่าคนงานทุกคนแทบจะมีกันคนละชิ้น หลิวจี้ก็ใจหายวาบ
ที่บ้านมีไร่แตงเพียงสองหมู่ ไป๋ซั่นก็เอาไปขายถึงสามเกวียนใหญ่ ที่บ้านคงเหลืออยู่อีกไม่มากแน่
แค่นี้ยังเอาออกมาขายให้คนงานอีก รอจนเขากลับถึงบ้าน จะเหลือส่วนของเขาอยู่หรือ
หลิวจี้ร้อนใจดั่งไฟเผา ทิ้งชายใบ้และคนอื่นๆ ไว้ข้างหลังทันที รีบจ้ำอ้าวไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว พุ่งพรวดเข้าประตูบ้านไป
ประตูรั้วที่แง้มอยู่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เกิดเสียงดัง “ปัง!”
ภายในลานบ้าน สี่พี่น้องนั่งคุกเข่าเรียงกันบนเสื่อเย็น ทำการบ้านไปพลางใช้ส้อมจิ้มแตงเย็นหั่นชิ้นกินไปพลาง ทุกคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกันทันที
ฉินเหยาซึ่งถือสมุดบัญชีอยู่หน้าประตูห้องโถงเหลือบตาขึ้นเล็กน้อยราวกับต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่อาจทำให้นางสะทกสะท้านได้
อาวั่งที่อยู่หน้าไหผักดองหันขวับไปอย่างรวดเร็ว ในมือกำจอบแน่น ท่าทางพร้อมจะฟาดจอบลงกลางหน้าผากอีกฝ่ายทันทีหากพบอันตราย
แต่เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยนอกประตู ไอสังหารในแววตาก็จางหายไปในบัดดล ความทึ่มทื่อใสซื่อกลับมาฉายชัดในดวงตาธรรมดาๆ ไม่ใหญ่ไม่เล็กคู่นั้นอีกครั้ง
“นายท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ” อาวั่งกล่าวต้อนรับอย่างจริงจังตามแบบฉบับ
เมื่อเห็นภาพอันสงบสุขสบายตาตรงหน้า อารมณ์ร้อนรุ่มของหลิวจี้พลันก็สงบลง เขายิ้มกว้าง “เมียจ๋า ข้ากลัวเจ้าจะเหนื่อย ข้าจึงขอลากับท่านอาจารย์กลับบ้านก่อนเวลา ดูว่าพอจะช่วยงานอะไรเจ้าได้บ้าง”
“เจ้าทายดูสิว่าข้าเชื่อหรือไม่” ฉินเหยาย้อนถามด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
หลิวจี้หาได้สนใจไม่ว่านางจะเชื่อหรือไม่ เขาก้าวอาดๆ เข้าไปในลานบ้าน โยนห่อผ้าให้แก่อาวั่งแล้วนั่งขัดสมาธิลงบนเสื่อเย็น
“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง ไม่เจอกันครึ่งค่อนเดือน คิดถึงพ่อแล้วสินะ!”
หลิวจี้ยื่นมือไปขยี้หัวเด็กทั้งสี่คนเรียงไปทีละคน เรียกเสียงบ่นปนยินดีและรังเกียจจากเด็กๆ ได้แล้วจึงปล่อยมือ ยกถาดแตงเย็นทั้งถาดขึ้นมากินคำแล้วคำเล่า
ฉินเหยาจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ดูเหมือนว่านางจะลืมส่งแตงเย็นไปให้บุรุษที่หิวโหยราวกับผีอดอยากมาเกิดผู้นี้กิน
แต่มันจะสำคัญอันใดเล่า เขาอยากกินก็ย่อมกลับมาเองนั่นแหละ
“เจ้ากลับมาก่อนเวลากะทันหัน คงมิใช่เพื่อแตงเย็นคำนี้หรอกนะ” ฉินเหยาก้มหน้าตรวจสอบสมุดบัญชีของตนอีกครั้ง น้ำเสียงที่เอ่ยมั่นใจเต็มที่
หลิวจี้ไม่ปฏิเสธและก็ไม่ยอมรับ อย่างไรเสียแตงเย็นทั้งถาดก็ถูกเขากินจนหมดเกลี้ยงแล้ว ยังรู้สึกว่าไม่พอจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“อาวั่ง ยังมีแตงเย็นอีกหรือไม่ เอามาให้นายท่านอีกครึ่งลูก!”
เขาเคยได้ยินฉินเหยาบอกว่า ยามเย็นในฤดูร้อน หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน หากได้อุ้มแตงเย็นครึ่งลูกนั่งรับลมอยู่หน้าประตูไปพลางกินไปพลาง ช่างเป็นความสุขราวกับเทพเซียน
อาวั่งเก็บห่อผ้าของเขาก่อน ล้างมือให้สะอาดแล้วจึงเข้าครัวไปหั่นแตง
หลิวจี้เหลือบมองลานบ้านที่ไม่ใหญ่นักแต่สะอาดอบอุ่นแล้วมองเด็กทั้งสี่ที่คุกเข่าทำการบ้านบนเสื่อ นึกถึงหอพักเล็กๆ อันแสนอบอ้าวของตน วันคืนที่ต้องตื่นมาท่องตำราตั้งแต่ไก่โห่ก็แทบจะหลั่งน้ำตาแห่งความอิจฉาออกมา
อาวั่งยกแตงเย็นมาให้ ยังมีน้ำใจเสียบช้อนไม้ด้ามยาวมาให้ด้วย
หลิวจี้กินไปพลาง ถอนใจไปพลาง “ที่แท้ตอนข้าไม่อยู่บ้าน พวกเจ้ากินดีอยู่ดีกันเช่นนี้เอง”
มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้น นางยิ้มออกมาเงียบๆ
หลิวจี้มองจนเหม่อไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าพึมพำอะไรอยู่คนเดียว ความคิดราวกับถูกรอยยิ้มนี้สะกดจนล่องลอยไป ไม่รู้แล้วว่าไปยังที่ใด
ซื่อเหนียงที่กำลังทำการบ้านอยู่วางพู่กันในมือลงอย่างขุ่นเคืองพลางจ้องมองบิดาของตน “ท่านพ่อ ท่านส่งเสียงรบกวนข้าทำการบ้าน!”
หลิวจี้จึงเพิ่งได้สติกลับมา จิ้มปลายจมูกบุตรสาวเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าเด็กคนนี้ เหตุใดจึงดุเหมือนแม่ของเจ้าเช่นนี้ ไม่น่ารักเอาเสียเลย!”
แต่เมื่อเห็นแก้มป่องๆ ด้วยความโกรธของซื่อเหนียง เขาก็ลุกจากเสื่อเย็นเดินตรงไปยังห้องครัวทันที
เดินไปพลางชำเลืองมองคนที่หน้าประตูห้องโถงไปพลาง “เมียจ๋า ไม่ได้เข้าครัวทำของอร่อยให้พวกเจ้านานแล้ว คืนนี้ข้าจะเข้าครัวเอง ให้พวกเจ้าลองชิมฝีมือข้าบ้าง”
ฉินเหยาหาได้ใส่ใจไม่ ต้าหลางและเอ้อร์หลางกำลังตั้งใจทำการบ้านจึงไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย โชคดีที่ยังมีแววตาประหลาดใจและคาดหวังของแฝดชายหญิงอยู่ มิฉะนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้คงฝืนทนต่อไปไม่ไหวแน่
เขาเดินเข้าครัวไป โบกมือให้อาวั่งที่อยู่หน้าเขียง “ไปก่อไฟ วันนี้จะให้เจ้าหนูอย่างเจ้าได้ลิ้มรสฝีมือทำครัวอันยอดเยี่ยมของนายท่านผู้นี้”
อาวั่งรีบวางมีดทำครัวลงแล้วหลีกทางให้ทันที ดูผ่อนคลายมีความสุขอย่างมาก
หลิวจี้วางแตงเย็นที่กินไม่หมดไว้ข้างๆ สะบัดมือ ผูกผ้ากันเปื้อน หยิบมีดทำครัวขึ้นมาแล้วลงมือทำอาหารอย่างเป็นงานเป็นการ
ระหว่างนั้นยังจงใจควงมีดโชว์สองครั้งแล้วถามฉินเหยาหลายครั้งว่าอยากได้รสชาติแบบไหน รสอ่อนหรือรสจัด
เมื่อเห็นว่าดึงดูดสายตาของนางได้สำเร็จก็ยิ่งลงมือทำอย่างแข็งขันมากขึ้น ผัดกระทะแรงขึ้นอีกเล็กน้อย
เปลวไฟที่ลุก “พรึ่บ” ขึ้นมาจากเตาไฟเกือบจะเผาเสื้อคลุมตัวยาวอยู่แล้ว แต่เขาฝืนทำเป็นนิ่งแล้วรีบถอยหลังออกไปอย่างเนียนๆ
เสียงหัวเราะ “พรืด” ดังมาจากหน้าประตูห้องโถง หลิวจี้ไม่เพียงไม่รู้สึกอับอาย มุมปากกลับโค้งขึ้น ยิ้มออกมา ดื่มด่ำอยู่กับความสนใจนี้ที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
อาหารถูกยกขึ้นโต๊ะ กับข้าวสี่อย่าง น้ำแกงหนึ่งอย่าง มีทั้งจานเนื้อและจานผัก จัดวางอย่างสวยงาม
ห้าแม่ลูกตาเป็นประกาย ยื่นตะเกียบออกไปอย่างคาดหวัง
จากนั้น ตะเกียบที่หยิบขึ้นมาก็วางลงอีกครั้ง
ฉินเหยาขมวดคิ้ว “ไม่อร่อย”
หลิวจี้ : เหนื่อยเปล่า!
………………..