ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 319 หลิวจี้คารวะศิษย์พี่
ตอนที่ 319 หลิวจี้คารวะศิษย์พี่
………………..
เรื่องนี้หากจะให้พูดก็คงจะยาว
ฉินเหยาอธิบายอย่างง่ายๆ “ข้ากำลังคิดว่า ในหมู่บ้านมีที่ดินว่างเปล่าและบ้านร้างมากมายถึงเพียงนี้ เหตุใดพวกเราไม่นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เล่า”
“หมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเรามีภูเขามีสายน้ำ ทิวทัศน์สี่ฤดูล้วนงดงามยิ่งนัก บัดนี้ถนนหนทางก็ซ่อมแซมดีแล้ว การคมนาคมก็สะดวกสบาย เหตุใดไม่สร้างแดนสุขาวดีให้ผู้คนเล่า”
“หากต้องการจะรั้งคนไว้ การกินอยู่เดินทางต้องพร้อมสรรพทุกด้าน การเดินทางพวกเรามีแล้ว แต่ที่พักและอาหารยังขาดอยู่ และของเก่าที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่าเหล่านี้กับที่ดินว่างเปล่าซึ่งมีทิวทัศน์งดงามเหมาะแก่การชมทิวทัศน์ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้พอดี”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็มิได้กล่าวอันใดต่อ นางฉวยกุญแจที่ผู้ใหญ่บ้านทำท่ายึกยักไม่ยอมให้มาไขประตูใหญ่ที่แทบจะเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์แล้วออก
ผู้ใหญ่บ้านยื่นมือออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ยังไม่ทันจะได้กุญแจคืน ประตูไม้เก่าก็ค่อยๆ เปิดออก ส่งเสียงแหลมเสียดหู
เมื่อมองดูกำแพงลานบ้านทั้งสองข้างที่พังทลายลงหมดแล้ว นางชิวและนางเหอต่างสบตากัน ในใจคิดว่า กุญแจดอกนี้จะมีหรือไม่มี แท้จริงแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
สองสะใภ้ก้าวขาข้ามกำแพงที่พังทลายเข้าไปในลานบ้านที่เต็มไปด้วยวัชพืช
ผู้ใหญ่บ้านเห็นพวกนางทั้งสามมิได้กล่าววาจาไร้สาระแม้แต่ครึ่งคำ ก้มหน้าก้มตาเริ่มถางหญ้าก็รู้ว่าตนเองอยู่ตรงนี้ก็เกะกะจึงส่ายหน้าอย่างจนใจ เอามือไพล่หลังเดินกลับเข้าไปที่หมู่บ้าน ตั้งใจจะไปหาคนมาช่วยเพิ่ม
เรื่องการปรับปรุงที่ดินที่ฉินเหยากล่าวเมื่อครู่ ชายชรามิได้แสดงความคิดเห็นแม้แต่ประโยคเดียว ทว่าการกระทำแสนกระตือรือร้นอย่างเรียกคนมาช่วยในยามนี้กลับแสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นและการสนับสนุนในใจของเขา
เขาหวังยิ่งกว่าใครว่าทั้งหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยโอกาสไม่สิ้นสุดต่อไป
และโรงงานเครื่องเขียนเพียงแห่งเดียว เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถรักษาสภาพนี้ไว้ได้นาน
เมื่อครั้งยังไม่เคยกินของดี จะใช้ชีวิตอย่างลวกๆ ก็ยังพอทนได้
แต่บัดนี้พวกเขาได้ลองใช้โรงโม่น้ำแล้ว ได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการบ่มเพาะอย่างพิถีพิถันแล้ว ทั้งยังสร้างโรงงานเครื่องเขียน รับผู้อพยพมาซ่อมแซมถนนหนทางในหมู่บ้าน เฝ้ามองดูชีวิตที่ดีขึ้นวันต่อวัน หมู่บ้านที่คึกคักขึ้นทีละน้อยแล้วจะทนให้มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร
ผู้ใหญ่บ้านก้าวขาชราคู่นั้น วิ่งราวกับเหาะไปทั่วหมู่บ้าน พอเจอคนว่างงานคนหนึ่งก็ให้คนผู้นั้นไปหาฉินเหยาที่ท้ายหมู่บ้านทันที
ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาแม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เมื่อได้ยินว่าให้ไปหาฉินเหยาก็ยังคงทำตามคำกำชับของผู้ใหญ่บ้าน นำเครื่องมือไปหานางอย่างกระตือรือร้น เห็นได้ชัดว่าฉินเหยานั้นมีบารมีในหมู่บ้านมากเพียงใด
เมื่อมีคนมาช่วยแล้ว การเก็บกวาดบ้านร้างก็รวดเร็วยิ่งขึ้น ฉินเหยาสามารถหยุดพักเพื่อคิดได้ว่าคืนนี้บ้านที่ไม่มีหลังคาเช่นนี้จะให้คนอยู่อย่างไร
นางมาจากยุคสิ้นโลก มีประสบการณ์ในการดัดแปลงซากปรักหักพังให้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นอย่างดี ทว่าในยุคโบราณไม่มีวัสดุที่สะดวกสบายอย่างพลาสติกหรือโฟม ฉินเหยาจึงคว้ามีดพร้าแล้วมุ่งหน้าไปยังพงหญ้าริมฝั่งแม่น้ำ…
การปรับปรุงบ้านเก่าทางนี้กำลังดำเนินไปอย่างเต็มที่ อีกด้านทางฝั่งของหลิวจี้ก็ได้นำเด็กสี่คนขับรถม้าไปรับคณะของตระกูลฉีแล้ว
คิดไม่ถึงว่าหลิวจี้จะมาได้ทันท่วงทีถึงเพียงนี้ ฉีเซียนกวนมุดออกมาจากตัวรถม้าพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หลิวจี้ เจ้าทราบได้อย่างไรว่าพวกเราจะมาถึงในเวลานี้”
หลิวจี้เรียกให้เด็กๆ ลงมาจากรถเพื่อมาคารวะท่านอาจารย์
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอย่างเหนื่อยล้าของกงเหลียงเหลียวดังมาจากในตัวรถม้า ยืนยันได้ว่าคนที่เขาคิดถึงมาถึงแล้วจริงๆ หลิวจี้จึงวางใจลงได้ในที่สุด ยิ้มพลางตอบฉีเซียนกวนว่า
“คุณชายน้อยฉี ในจดหมายมีวันออกเดินทางระบุไว้ เพียงแค่ตั้งใจคำนวณสักหน่อยก็จะทราบได้ว่าท่านอาจารย์จะมาถึงก่อนพลบค่ำของวันนี้”
ซื่อเหนียงแอบกลอกตาในใจ นี่มันอาวั่งเป็นคนคำนวณออกมาชัดๆ ท่านพ่อช่างรู้จักยกความดีความชอบให้ตนเองเสียจริง
ฉีเซียนกวนเหลือบมองสี่พี่น้องแวบหนึ่ง เขามองดูป่าเขาเขียวขจีสองข้างทาง ขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า
“หลิวจี้ นี่น่ะหรือที่เจ้าบอกว่าทิวทัศน์งดงาม ภูเขาสวยน้ำใส?”
ตลอดทางที่เดินทางมานี้ เขาเพียงรู้สึกว่าหนทางช่างลำบาก ทิวทัศน์ก็ธรรมดาสามัญยิ่งนัก แม้ว่านานๆ ครั้งจะมีทิวทัศน์เล็กๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับภูเขาและแม่น้ำที่มีชื่อเสียงที่เขาเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ นี่ไม่นับว่าเป็นอะไรได้เลย
หลิวจี้ส่งสัญญาณบอกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบร้อน “ของดีโดยทั่วไปมักจะอยู่ท้ายสุด”
แล้วยังกล่าวกับสือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆ อย่างเข้าอกเข้าใจว่า “ตลอดทางมานี้ทุกท่านลำบากแล้ว ต่อไปให้ข้านำทางเอง สหายทั้งหลายพักผ่อนเสียหน่อยเถิด”
สือโถวมองไปยังฉีเซียนกวน เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าเขาจึงประสานหมัดกล่าวว่า “เช่นนั้นก็รบกวนคุณชายหลิวแล้ว!”
“เกรงใจแล้วๆ” หลิวจี้รีบส่ายหน้า ให้เด็กสี่คนกลับไปที่รถม้า ส่วนตนเองเดินมาที่นอกรถม้าของตระกูลฉีเพียงลำพังแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ท่านอาจารย์ ข้างหน้ามีน้ำพุบนภูเขาที่ใสสะอาดเย็นชื่นใจยิ่งนัก ท่านอยากจะหยุดพักเพื่อลิ้มลองสักหน่อยหรือไม่ขอรับ”
ม่านรถม้าถูกเลิกขึ้น ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของกงเหลียงเหลียวปรากฏขึ้นต่อหน้าหลิวจี้ หลิวจี้พลันยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว กล่าวอย่างหน้าไม่แดงใจไม่สั่นว่า
“ท่านอาจารย์ นับแต่จากกันคราก่อน ศิษย์ก็เฝ้ารอให้ท่านมา วันนี้ความปรารถนาเป็นจริงแล้ว รู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน”
ว่าพลางยื่นหน้าเข้าไปให้กงเหลียงเหลียวหยิกเขาดูทีหนึ่งว่าเจ็บหรือไม่
ฉีเซียนกวนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพลันรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อยที่เสนอตัวจะติดตามท่านอาจารย์มาดู ‘คนผู้แสนจริงใจ’ ที่ถามวันละสามครั้งว่า ‘ท่านอาจารย์อยู่หรือไม่’ ผู้นี้
และที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ท่านอาจารย์ที่ปกติแล้วไม่ค่อยยิ้มแย้ม กลับงอนิ้วขึ้นมาหยิกหน้าหลิวจี้อย่างแรงจริงๆ แล้วกล่าวอย่างหยอกล้อว่า “เจ้าเด็กเหลือขอนี่ ช่างหน้าหนานัก!”
หลิวจี้ร้องโอดโอย รีบกุมหน้าที่ถูกหยิกจนเจ็บแล้วหลบไป มิได้ถือสาเลยแม้แต่น้อยที่ท่าทีน่าอับอายของตนถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้ามหาบัณฑิต ทั้งยังทำหน้าทำตาล้อเลียนอีกด้วย
กงเหลียงเหลียวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง ชี้ไปที่เขาแล้วกล่าวว่า “ตลอดทางที่มานี้ เพียงรู้สึกน่าเบื่อ วันนี้ได้พบเจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้พลันรู้สึกว่าป่าเขาธรรมดาสามัญเบื้องหน้านี้ก็ดูแปลกใหม่ขึ้นมาก”
หลิวจี้กุมหน้าตนเองแล้วหัวเราะตามไปด้วย “อาจารย์ พวกเราไปกันเถอะ ไปลิ้มลองน้ำพุบนภูเขา”
ทันทีที่คำว่า ‘อาจารย์ ’ สองคำนี้หลุดออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของกงเหลียงเหลียวก็หุบลงไป
ฉีเซียนกวนยืนขึ้นบนคานลากรถม้าเต็มตัว จ้องมองหลิวจี้อย่างตกตะลึงแล้วรีบหันกลับไปมองสีหน้าของกงเหลียงเหลียว
ผู้ติดตามทุกคนต่างก็กลั้นหายใจ บรรยากาศที่เมื่อครู่ยังรื่นเริงอย่างยิ่ง ในชั่วพริบตาก็กลับกลายเป็นน่าอึดอัด
พวกต้าหลางสี่พี่น้องแยกกันนั่งเป็นคู่ๆ เกาะอยู่ที่หน้าต่างรถม้าแล้วมองดูท่านพ่ออย่างประหม่า รู้สึกว่าเขาเผยจุดประสงค์เร็วเกินไป กังวลว่าจะได้ผลตรงกันข้าม ทำให้มหาบัณฑิตโกรธ
บรรยากาศที่น่าอึดอัดนั้น ตัวหลิวจี้เองทำราวกับไม่รับรู้ เขาราวกับมีวิชาเซียน หยิบน้ำเต้าออกมาจากด้านหลังเอวแล้วเขย่าเบาๆ สุราข้างในก็ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง
รอยยิ้มที่หุบไปของกงเหลียงเหลียวเบ่งบานขึ้นอีกครั้ง “ฮ่าๆๆๆ เจ้าตัวดี! เขียนจดหมายมาหลอกล่อให้ผู้เฒ่าคนนี้มาถึงที่นี่ ที่แท้ก็อยากจะกราบเป็นศิษย์ของข้าให้ได้!”
ปากกล่าวตำหนิ ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ใครๆ ก็ดูออกว่า ชายชราผู้นี้ดีใจจริงๆ การตำหนิเป็นเพียงการเสแสร้ง
ให้สีเขาสามส่วน หลิวจี้ก็สามารถเปิดโรงย้อมผ้าได้ เขาโค้งตัวลง คารวะฉีเซียนกวนที่ยืนอยู่บนคานลากรถม้าอย่างจริงจัง “หลิวจี้คารวะศิษย์พี่!”
ฉีเซียนกวนตกใจจนถอยกรูดไปหลายก้าว โชคดีที่สารถีช่วยพยุงไว้ทัน มิเช่นนั้นคงได้ตกจากรถม้าไปแล้ว
หลิวจี้ไม่เปิดโอกาสให้ศิษย์พี่ตัวน้อยได้เอ่ยปาก อุ้มคนผู้นั้นวางลงบนรถม้าของตนเองแล้วถือโอกาสกล่าวกับสือโถวว่า “รบกวนแบ่งสารถีมาให้ข้าคนหนึ่ง ข้าเห็นว่าศิษย์พี่อายุไล่เลี่ยกับลูกๆ ของข้า คิดว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันคงจะสนุกกว่า ส่วนอาจารย์ให้ข้าเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเถิด”
กล่าวจบก็มุดตัวเข้าไปในรถม้าของตระกูลฉีอย่างรวดเร็วแล้วหยิบจอกสุราออกมาอีกสองจอกราวกับเล่นกล ดื่มสุรากับอาจารย์เล็กน้อยพลางชมทิวทัศน์
กงเหลียงเหลียวจู่ๆ ก็รู้สึกว่า การเดินทางช่วงนี้สนุกกว่าช่วงก่อนหน้านี้มากนัก!
………………..