ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 323 สร้างวังแก้วผลึกก็ยังได้
ตอนที่ 323 สร้างวังแก้วผลึกก็ยังได้
………………..
สือโถวประคองของขวัญขอบคุณเข้ามา
ผ้าไหมเนื้อดีทอลายสีชมพูสดหนึ่งพับ ผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าครามหนึ่งพับ ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีขาวสองพับ ชุดพู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก และกระดาษห้าชุด ลำไยพุทราจีนและของแห้งอื่นๆ หนึ่งถาด อีกทั้งยังมีสร้อยข้อมือเงินฝังหยกเขียวหนึ่งคู่และเตาอังมือทองแดงลายกุหลาบหอมอีกสองอัน
ของแต่ละอย่างถูกนำมาให้ฉินเหยาดูทีละชิ้น จากนั้นจึงวางไว้บนโต๊ะว่างด้านข้าง
ผ้าไหมเนื้อดีสองพับแรกก็ทำให้ฉินเหยาตกใจแล้ว
พอเห็นสร้อยข้อมือเงินฝังหยกเขียวคู่นั้นอีกก็รู้สึกว่าของขวัญขอบคุณของฉีเซียนกวนช่างจริงใจเกินไปแล้ว หรืออาจจะหนักเกินไปหน่อย
ไม่ใช่ว่านางไม่รู้จักของ แต่เมื่อมองดูท่าทางสงบนิ่งดุจเมฆลอยของฉีเซียนกวนและสีหน้าคุ้นชินของบ่าวไพร่และผู้คุ้มกันรอบกายก็อดนึกถึงคำกล่าวที่ว่า ‘ยุคโบราณเพียงแค่ของเล็กน้อยที่ลอดออกมาจากซอกนิ้วของคนรวยก็เพียงพอให้ชาวบ้านธรรมดาได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแล้ว’
แต่ความคิดเหล่านี้ก็เพียงแวบผ่านไปชั่วครู่ ฉินเหยากลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว นางรับของขวัญขอบคุณชิ้นนี้ไว้อย่างเปิดเผยแล้วให้อาวั่งช่วยนำไปส่งที่ห้องของนาง จากนั้นก็เตรียมตัวกินข้าว
ท้องฟ้ามืดลงแล้ว ในห้องและนอกห้องจึงต่างจุดตะเกียงสว่างไสวไปทั่วทั้งลานบ้าน
ฉินเหยารอให้อาวั่งออกมาจากห้องของตนก็กำชับให้เขานำอาหารไปส่งให้ทุกคนที่เรือนเก่าแล้วถือโอกาสบอกความคืบหน้าในการปรับปรุงเรือนให้นางทราบด้วย นางจะได้กะเวลานำคนไปได้ถูก
อาศัยบารมีของสองชนชั้นสูงอย่างฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียว ครอบครัวทั้งหกคนของฉินเหยาจึงได้กินอาหารเย็นที่มีสาวใช้และบ่าวไพร่คอยปรนณิบัติเป็นครั้งแรก
แม้ว่าพวกเขาจะเพียงแค่ยื่นมือเข้าช่วย โดยหลักแล้วยังคงรับใช้ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียว แต่ความรู้สึกที่ว่าพอเจ้าคิดจะคีบอาหารก็มีคนช่วยยกจานอาหารที่เจ้าอยากคีบนั้นมาตรงหน้านั้น ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก
เมื่อครู่ฉินเหยาไม่ทันได้สังเกตสาวใช้สองคนที่ติดตามมา ตอนนี้เมื่อแอบสังเกตเงียบๆ จึงพบว่าทักษะในการสังเกตสีหน้าและแววตานั้น ทั้งสองคนฝึกฝนมาจนช่ำชองแล้ว
ดูราวกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย แต่ดวงตาทั้งคู่กลับเฉียบคมยิ่งนัก ทุกการเคลื่อนไหวของทุกคนบนโต๊ะ พวกนางล้วนสังเกตเห็นและตอบสนองได้ทันท่วงที
ฉินเหยาเกิดความสงสัยขึ้นมาชั่วขณะ อดไม่ได้ที่จะถามฉีเซียนกวนว่า “คุณชายน้อยฉี สาวใช้สองคนนี้ของท่านได้ค่าจ้างเดือนละเท่าใดรึ”
ฉีเซียนกวนชะงักไป นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนถามคำถามนี้กับเขา
หันไปถามสาวใช้ “เจ้าได้เบี้ยหวัดเดือนละเท่าใด”
สาวใช้ยิ้มบางๆ ตอบว่า “เรียนฮูหยิน ด้วยความเมตตาของนายท่าน บ่าวผู้นี้ได้เบี้ยหวัดสามตำลึงถ้วนเจ้าค่ะ นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้าตามฤดูกาลอีกสี่ฤดู ฤดูละหนึ่งชุดเจ้าค่ะ”
ยังมีสวัสดิการแฝงอีกบางอย่างที่สาวใช้ไม่ได้พูดล้วนเป็นของที่นายท่านมอบให้ยามที่อารมณ์ดี ของเพียงชิ้นเดียวก็อาจมีค่าเท่ากับเบี้ยหวัดทั้งเดือนแล้ว
แต่ทั้งหมดนี้มีเพียงสาวใช้ขั้นหนึ่งที่ปรนิบัติใกล้ชิดนายท่านอย่างนางเท่านั้นที่จะได้รับ ส่วนสาวใช้คนอื่นๆ ยังห่างไกลนัก
หลิวจี้ฟังจนสองตาเป็นประกาย หากเป็นไปได้ เขาก็อยากจะเป็นสาวใช้เช่นนี้บ้าง!
ฉินเหยาพยักหน้า แสดงออกว่ารับรู้แล้ว ยิ้มให้ฉีเซียนกวนและให้เขากินต่อ กินเยอะๆ
ฝีมือทำอาหารของอาวั่งไม่เลวเลยทีเดียว แม้จะเป็นเพียงอาหารธรรมดาๆ แต่สำหรับฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวที่กินของดีของราคาแพงมามากแล้วกลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่หยอก ชวนให้เจริญอาหารมาก
หากไม่กลัวว่าอาหารจะไม่ย่อย กงเหลียงเหลียวคงกินข้าวได้ถึงสามชาม
เมื่อท้องอิ่ม วางชามและตะเกียบลงก็ไม่ลืมกำชับหลิวจี้ให้บอกคนรับใช้ที่ชื่ออาวั่งให้เตรียมอาหารเช้าให้เขาในวันพรุ่งนี้ด้วย ผู้เฒ่าเช่นเขาอยากจะลองชิมอาหารรสเลิศที่คนในชนบทกินกัน
หลิวจี้รับปากอย่างรวดเร็ว “เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศิษย์เองขอรับ!”
แล้วก็คุยโวอีกว่า “ที่ชนบทของเราแห่งนี้ อย่างอื่นอาจจะหาไม่ได้ แต่ผักผลไม้สดๆ เป็ดไก่ที่เลี้ยงเอง มีให้เลือกสรร”
หลังอาหารเย็น ฉินเหยาหั่นแตงโมที่เก็บอยู่ในบ้านสามลูกแล้วนำออกมาแบ่งให้ทุกคนกิน
เหล่าผู้คุ้มกันยังไม่กล้ารับ รอจนฉีเซียนกวนพยักหน้าอนุญาตจึงรับไป กินไม่กี่คำก็กลับไปยืนนิ่งๆ ต่อ ดูทุ่มเทกับงานจนน่าอึดอัดใจ
อาวั่งกลับมาแล้ว เขาสบตากับฉินเหยาคราหนึ่ง ทางบ้านพักรับรองจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว สามารถพาคนไปได้แล้ว
ฉินเหยาพยักหน้า เดินเข้ามาในห้อง พูดกับฉีเซียนกวนว่า “ทางบ้านพักรับรองเตรียมพร้อมแล้ว ข้าเห็นว่าพวกผู้คุ้มกันก็เหนื่อยกันมามาก ให้พวกเขาไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”
กลัวว่าฉีเซียนกวนจะไม่วางใจจึงเสริมว่า “ที่ชนบทของเราไม่มีอันตรายใดๆ เหลือผู้คุ้มกันไว้คนหนึ่งกับคนที่คอยรับใช้ท่านอาจารย์อีกคนหนึ่งก็เพียงพอแล้ว”
“เรื่องอื่นๆ ล้วนสั่งหลิวจี้ได้เลย”
หลิวจี้ยิ้มเผล่ให้ท่านอาจารย์ของตน บอกว่าหากเขามีเรื่องอันใดก็เรียกตนได้ตามสบาย เขาไม่กลัวลำบากไม่กลัวเหนื่อย งานอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น
ข้อนี้กงเหลียงเหลียวไม่เคยสงสัย เขาให้เด็กรับใช้ข้างกายอยู่ต่อ ส่วนสาวใช้สองคนให้ตามผู้คุ้มกันไปที่บ้านพักรับรอง
ฉีเซียนกวนในตอนนี้ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบ้านพักรับรองนั้นเตรียมไว้ให้ผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ เขามองไปยังฉินเหยาอย่างสงสัย “แล้วข้าพักที่ใดรึ”
บ้านของหลิวจี้เล็กเพียงเท่านี้ พักไม่ได้แน่!
ฉีเซียนกวนกล่าว “ท่านอาจารย์อยู่ที่นี่ ข้าไปบ้านพักรับรองก็แล้วกัน”
ฉินเหยาก็ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ เพียงกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราไปดูกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“ได้” ฉีเซียนกวนลุกขึ้นอย่างคาดหวัง
ในขณะนี้ เขายังคงเชื่อมั่นในคำพูดของหลิวจี้ที่ว่า ‘ใหญ่มาก พออยู่’ เต็มสิบส่วน
แต่ว่า ใครสามารถอธิบายให้เขาฟังได้บ้างว่าบ้านโทรมๆ ที่มีแสงเทียนส่องสว่างอย่างน่าขนลุกอยู่กลางป่าทะมึนหลังนั้น สามารถเรียกว่าบ้านได้ด้วยหรือ
ฉินเหยายิ้มพลางอธิบาย “ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว รอถึงตอนกลางวันทิวทัศน์ที่นี่จะงดงามยิ่งนัก”
ฉีเซียนกวนจำต้องเชื่อไปก่อน ภายใต้การคุ้มกันของเหล่าผู้คุ้มกัน เขาก้าวข้ามประตูที่โยกเยกคลอนแคลนนั้นเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ในลานบ้านว่างเปล่าจนได้ยินเสียงสะท้อน เพียงเสียงเล็กน้อยก็ถูกขยายให้ดังขึ้นได้ เป็นระดับที่สามารถทำให้ตนเองตกใจตายได้เลยทีเดียว
มองดูห้องไม่กี่ห้องที่จุดเทียนไว้เพียงเล่มเดียว แสงสว่างเพียงน้อยนิดนี้ไม่สู้ไม่จุดเสียดีกว่า เปลวเทียนสั่นไหวซัดส่ายไปมาทาบทับเงาบนผนังที่แตกร้าวหม่นมัว เงารอยแตกเหล่านั้นก็ดูราวกับกรงเล็บปีศาจขึ้นมาฉับพลัน
ขาของฉีเซียนกวนที่กำลังจะก้าวเข้าไป หดกลับไปอย่างเงียบๆ
จากนั้นก็หันกลับไปจ้องหลิวจี้ที่ตามมาด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง เขาถามอย่างเย็นชาว่า “นี่คือบ้านพักรับรองที่ใหญ่และพออยู่ของศิษย์น้องรึ”
หลิวจี้คิดในใจว่านั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่เคยเห็นเรือนหลังนี้ในฉบับดั้งเดิม ตอนนี้เป็นฉบับปรับปรุงขั้นสูงแล้ว ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
หลิวจี้ยกนิ้วโป้งให้ฉินเหยา เป็นการชื่นชมประสิทธิภาพในการทำงานของนางอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ไม่ตอบตน ฉีเซียนกวนก็โกรธขึ้นมาจริงๆ ทันใดนั้นก็วิ่งพรวดออกไป จะไปฟ้องกงเหลียงเหลียวว่าหลิวจี้หลอกลวง!
“เฮ้ย!” หลิวจี้รีบวิ่งขึ้นไปรั้งศิษย์พี่ตัวน้อยไว้ “ศิษย์พี่อย่าเพิ่งใจร้อน พวกเรามองสิ่งต่างๆ ต้องมองให้หลายด้าน จะตัดสินมันจากที่เห็นตรงหน้านี้เพียงด้านเดียวได้อย่างไร”
“มาๆๆ!” หลิวจี้โอบไหล่ศิษย์พี่ตัวน้อยไว้ ให้เขาหันหน้าไปทางเรือนหลังนี้ แล้วเริ่มใช้สุดยอดวิชาหลอกลวง “ศิษย์พี่ท่านดูสิ เรือนหลังนี้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส โครงสร้างเป็นเลิศ หากตกแต่งตามรสนิยมของศิษย์พี่ตามใจชอบ มิใช่ว่าจะเป็นสถานบำเพ็ญที่วิเศษสุดยอดหรอกหรือ”
ฉีเซียนกวนที่โกรธจัดถึงกับชะงักไป “ตกแต่งตามใจข้ารึ”
“ใช่แล้ว!” หลิวจี้จูงเขาก้าวข้ามประตูใหญ่ที่โยกเยกนั่นเข้าไปอีกครั้ง “ก็เริ่มปรับปรุงจากประตูบานนี้เลย ศิษย์พี่ชอบประตูแบบไหนรึ?”
ฉีเซียนกวนกล่าว “ในเมื่อเป็นชนบท ก็ต้องเน้นการผสมผสานระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เช่นนั้นประตูไม้รั้วไม้ย่อมดีที่สุด”
“ยอดเยี่ยม!” หลิวจี้ยกนิ้วโป้งให้ “ความคิดของศิษย์พี่ช่างยอดเยี่ยม หลิวจี้นับถือ มาๆๆ พวกเรามาดูที่ลานบ้านกันต่อ ในตอนนี้ไม่มีอะไรเลย แต่ก็เพราะไม่มีอะไรเลย จึงสามารถให้ศิษย์พี่เพิ่มของที่ชื่นชอบได้ตามใจ มิใช่ว่ายอดเยี่ยมอีกแล้วหรือ”
ฉีเซียนกวนถามอย่างไม่ค่อยเชื่อ “เช่นนั้นข้าขุดสระบัวขาวที่นี่ได้หรือไม่”
หลิวจี้กล่าว “ศิษย์พี่ขอรับ~ กล้าๆ หน่อยสิ ท่านอยากจะขุดบ้านทั้งหลังให้เป็นสระน้ำแล้วสร้างวังแก้วผลึกใต้น้ำก็ยังได้เลย!”
“เพราะว่าบ้านหลังนี้ คือของขวัญพบหน้าเล็กๆ น้อยๆ ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวของเราทุกคนมอบให้ท่านกับท่านอาจารย์ ท่านกับท่านอาจารย์อยากจะปรับปรุงอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ประกอบกับทิวทัศน์ในหุบเขานี้ รับรองว่าท่านกับท่านอาจารย์เมื่อได้มาอยู่แล้วจะไม่อยากจากไปอีก….”
เมื่อเห็นประกายในดวงตาของศิษย์พี่ตัวน้อยพร่างพราวระยิบระยับ หลิวจี้ก็รีบหันขวับไปมองฉินเหยา เมื่อได้รับรอยยิ้มเห็นชอบจากอีกฝ่าย หางของเขาก็แทบจะชี้ขึ้นฟ้า เอ่ยถ้อยล่อลวงต่อไปด้วยความฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม