ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 324 ไม่ลำบาก แต่ชะตาขมขื่น
ตอนที่ 324 ไม่ลำบาก แต่ชะตาขมขื่น
………………..
ภายใต้จินตนาการอันสวยงามเกี่ยวกับอนาคตของบ้านหลังนี้จากหลิวจี้ ฉีเซียนกวนที่เมื่อครู่ยังรู้สึกว่าบ้านเก่าหลังนี้เป็นบ้านผีสิงกลับมองประตูที่โยกเยกคลอนแคลน กำแพงลายด่างพร้อย อีกทั้งเรือนและลานบ้านที่โล่งเตียนแล้วรู้สึกว่าน่ามองขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ทันใดนั้นก็สำรวจทั่วทั้งในและนอกเรือนอย่างตื่นเต้นหนึ่งรอบ จดจำแผนผังเอาไว้แล้วจะกลับไปออกแบบเรือนบ้านสวนที่เป็นของตนกับท่านอาจารย์โดยเฉพาะ
เหล่าผู้คุ้มกันและสาวใช้ล้วนพักอยู่ที่นี่ มีเพียงสือโถวที่ตามกลับไป เขาไม่ยอมห่างจากฉีเซียนกวนแม้เพียงครึ่งก้าว
ฉินเหยาอยู่จัดการเหล่าผู้คุ้มกันและสาวใช้ให้เรียบร้อย ถึงได้กลับบ้านมาตามลำพัง อาศัยแสงจันทร์สีขาวนวลที่งดงามอ่อนโยนเป็นพิเศษในค่ำคืนนี้ในการนำทาง
กงเหลียงเหลียวพักค้างที่ห้องของหลิวจี้ เด็กรับใช้ข้างกายกำลังปูที่นอน หลิวจี้ก็คอยรับใช้ข้างกาย บนพื้นปูเสื่อไว้ม้วนหนึ่งแล้วปูทับด้วยผ้าปูนอนอีกผืนก็ใช้ได้แล้ว
ซานหลางกับซื่อเหนียงสละเตียงของตนให้แก่ฉีเซียนกวนและสือโถวสองนายบ่าว ต้าหลางและเอ้อร์หลางนั้นอิจฉาจนแทบร้องไห้ เพราะว่าเจ้าตัวเล็กสองคนได้ไปนอนห้องเดียวกับฉินเหยา
ซื่อเหนียงรีบขนเอาผ้าห่มและหมอนใบเล็กของตนไปยังห้องของฉินเหยาอย่างมีความสุขตั้งแต่เนิ่นๆ ยังไม่ลืมที่จะนำโคมไฟดอกไม้ของนางไปด้วย เมื่อจุดโคมในยามค่ำคืนแล้วจะได้รู้สึกปลอดภัย
การจัดเตรียมเช่นนี้ สำหรับมหาบัณฑิตอย่างกงเหลียงเหลียวแล้วออกจะลำบากไปบ้าง แต่ชายชรากลับไม่ได้กล่าวอะไร เพียงยอมรับด้วยความยินดี
อาจเพราะเพิ่งมาถึงจึงรู้สึกว่าเช่นนี้ก็น่าสนใจดีกระมัง
เรือนของบ้านฉินเหยาสะอาดสะอ้าน แม้เครื่องเรือนจะไม่อาจกล่าวได้ว่างดงามวิจิตร แต่ก็เป็นของที่ทำขึ้นใหม่ เรือนทั้งหลังสอดคล้องกับภาพเรือนสวนในจินตนาการของฉีเซียนกวนไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อเห็นเตียงสองชั้นในห้องเด็กก็ยังรู้สึกแปลกใหม่ไปพักใหญ่ สุดท้ายเขาก็เลือกเตียงชั้นบน ให้สือโถวไปนอนเตียงชั้นล่าง
ฉีเซียนกวนมีต้าหลางและเอ้อร์หลางอยู่เป็นเพื่อน ทางด้านกงเหลียงเหลียวก็มีหลิวจี้คอยดูแล ฉินเหยาที่วุ่นวายมาทั้งวันในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้เสียที
ก่อนนอน อาวั่งต้มน้ำร้อนไว้หลายหม้อ ทุกคนล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆ กันหนึ่งรอบ
สภาพความเป็นอยู่ของชนบทก็เป็นเช่นนี้ เจ้าบ้านได้เตรียมการที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้แล้ว แขกทุกท่านก็มีมารยาทอย่างยิ่ง มิได้มีคำบ่นว่าอันใด
ฉีเซียนกวนที่เช็ดผมจนแห้งแล้วมาถึงห้องของหลิวจี้ กงเหลียงเหลียวก็นอนอยู่บนเตียงของหลิวจี้แล้ว
หน้าต่างตรงหัวเตียงเปิดอยู่ สามารถมองเห็นดวงจันทร์ที่ทั้งใหญ่ทั้งกลมบนท้องฟ้าได้ ชายชราอารมณ์ดีอย่างยิ่ง กระทั่งอยากจะแต่งกลอนสักหนึ่งบท
เห็นฉีเซียนกวนเข้ามา เขาจึงใช้สายตาสอบถามว่า มีธุระอันใด?
คืนนี้เพราะเป็นสถานการณ์พิเศษจึงได้แจ้งกับฉีเซียนกวนไว้ก่อนแล้วว่าไม่ต้องมาทดสอบบทเรียน
เมื่อครู่ฉีเซียนกวนเพิ่งกลับมาก็วุ่นอยู่กับการเตรียมเตียงนอน พอเลือกเตียงเสร็จก็ไปวุ่นกับการล้างหน้าล้างตา เรื่องการดัดแปลงบ้านเก่านั้นยังไม่ทันได้ปรึกษากับอาจารย์ เวลานี้จึงมาเพื่อขอคำชี้แนะเป็นพิเศษ
ก่อนหน้าที่ฉีเซียนกวนจะเข้าประตูมา หลิวจี้ก็ได้เป่าหูอาจารย์ไว้ล่วงหน้าแล้ว พอฉีเซียนกวนเอ่ยขึ้นมา กงเหลียงเหลียวจึงกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว บ้านร้างเปลี่ยนเป็นบ้านใหม่ ช่างน่าสนใจโดยแท้ ข้าเองก็มีความคิดอยู่บ้าง”
ฉีเซียนกวนจึงรีบให้สือโถวไปนำพู่กันและหมึกมา กงเหลียงเหลียวเสนอแนะการออกแบบหลายอย่าง ฉีเซียนกวนจดลงไปทีละอย่างและกล่าวถึงความคิดของตนเองอีกไม่น้อยอย่างตื่นเต้นพลางสอบถามถึงความเห็นของท่านอาจารย์ไปด้วย
กงเหลียงเหลียวโบกมือ “พวกเจ้าจัดการกันตามที่เห็นสมควรเถิด เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ไม่จำเป็นต้องมาถามข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
“เดี๋ยวก่อน!” หลิวจี้รีบถามต่อ “พวกเจ้าหรือ”
กงเหลียงเหลียวเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วก็มองไปยังฉีเซียนกวน พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าสองคนลำบากแล้ว”
ไม่ใช่สิ! หลิวจี้ร้องโหยหวนในใจ บิดาไม่อยากทำงาน!
แต่เมื่อเห็นฉีเซียนกวนลุกขึ้นรับคำสั่งอย่างนอบน้อม หลิวจี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ลุกขึ้นประสานหมัดกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เกรงใจเกินไปแล้ว จี้ไม่ลำบากเลยขอรับ”
เขาแค่ชะตาขมขื่น!
ด้านนอกเรือนมีเสียงนกฮูกร้องดังมา ราตรีดึกสงัดแล้ว เมื่อเห็นกงเหลียงเหลียวเริ่มหาว ฉีเซียนกวนก็โค้งกายขอลา
หลิวจี้ส่งเขาถึงหน้าประตูห้องข้างๆ พลางกำชับอย่างเกรงใจว่า “ศิษย์พี่ หากตอนกลางคืนอยากไปห้องน้ำ ในห้องมีกระโถนอยู่ ต่อไปพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจเกินไป บ้านของศิษย์น้องก็คือบ้านของศิษย์พี่ ต้องการอะไรศิษย์พี่เชิญตามสบายได้เลยนะ”
ฉีเซียนกวนถลึงตาใส่เขาอย่างกระอักกระอ่วน “ไม่มีความเป็นผู้ดี!”
หลิวจี้เบิกตากว้าง เขาอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดี เหตุใดยังมาด่าคนเล่า? เขายังไม่ได้พูดถึงเรื่องอุจจาระปัสสาวะเสียหน่อย
แม้ว่าจะไม่ชอบหน้าคนผู้นี้ ฉีเซียนกวนก็ยังคงรักษากิริยาไว้อย่างครบถ้วน อดทนไม่ด่าคำหยาบออกมาแล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้หลิวจี้รีบไสหัวไปเสีย
หลิวจี้เห็นเด็กน้อยทำหน้าเคร่งขรึมดูแล้วน่ารักนักก็อดใจไม่ไหวยื่นนิ้วออกไปจิ้มแก้มขาวอมชมพูที่พองขึ้นเล็กน้อยอย่างรวดเร็ว จากนั้นหันหลังวิ่งเข้าห้องแล้วปิดประตูอย่างว่องไว
กงเหลียงเหลียวที่หลับตาไปแล้วลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเหลือบมองเขา “ไปยั่วโมโหศิษย์พี่ของเจ้าอีกแล้วหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้าปฏิเสธ ทิ้งตัวลงนอนบนที่ว่างข้างเด็กรับใช้แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้า “ราตรีสวัสดิ์ขอรับท่านอาจารย์!” แล้วก็หลับไปในทันใด
นอกห้อง ฉีเซียนกวนลูบใบหน้าของตนอย่างไม่อยากเชื่อ กัดฟันคำรามเสียงต่ำ “เจ้าคนหยาบเถื่อน!”
พอได้ระบายอารมณ์ออกไปเล็กน้อย เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นสือโถวยกมือขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน เขาจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยว่า “เขาก็จิ้มหน้าเจ้าด้วยหรือ”
สือโถวส่ายหน้า มองมือของตนอย่างตกตะลึงแล้วก็มองไปยังหน้าต่างที่มืดสนิทของห้องข้างๆ ที่ดับไฟไปแล้ว กล่าวว่า “เขาว่องไวยิ่งนัก เมื่อครู่ข้าน้อยคิดจะขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้คุณชายน้อย ไม่นึกว่ากลับถูกเขาชิงลงมือก่อน”
ฉีเซียนกวนได้ยินดังนั้นก็ตกใจเช่นกัน “เจ้าบอกว่าชาวบ้านผู้นั้นรวดเร็วกว่าเจ้าอีกงั้นรึ”
สือโถวพยักหน้าอย่างลังเล ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงนี้ตนเองเกียจคร้านในการฝึกวรยุทธ์หรือว่าเป็นเพราะหลิวจี้ซ่อนความสามารถไว้ไม่เปิดเผยออกมากันแน่
สองนายบ่าวกำลังเอ่ยคาดเดากันเสียงเบา ในลานบ้านพลันปรากฏเงาร่างสีดำขึ้นร่างหนึ่ง ทำเอาสองนายบ่าวตกใจจนสะดุ้ง
สือโถวรีบดันคุณชายน้อยไปไว้ด้านหลัง มือวางลงบนด้ามกระบี่ที่เอว ทันทีที่กำลังจะชักกระบี่ออกมา คุณชายน้อยที่อยู่ด้านหลังก็ร้องเรียกอย่างสงสัยว่า “อาวั่ง?”
อาวั่งจุดโคมไฟในมือให้สว่างขึ้น พยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันหลังถือโคมไฟเดินไปยังสวนหลังบ้าน
เขาจะเป็นคนสุดท้ายที่เข้านอนเสมอ ก่อนนอนจะต้องตรวจสอบประตูหน้าต่างและไฟในเตาให้เรียบร้อย ปกติเวลานี้ไม่มีคนนอกอยู่ อย่างไรเสียตนเองก็มองเห็นจึงเคยชินกับการไม่จุดโคมไฟ ลืมไปชั่วขณะว่าวันนี้ยังมีแขกอยู่จึงเกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น
เมื่อมองร่างของอาวั่งที่หายลับไปแล้ว สือโถวจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นบนหน้าผากพลางบ่นอย่างหัวเสีย “กลางค่ำกลางคืนไม่จุดไฟ จะทำให้คนตกใจตายหรืออย่างไร”
ในใจบ่นพึมพำ คนบ้านหลิวจี้ผู้นี้แต่ละคนช่างแปลกประหลาดจริงๆ
ในพื้นที่ชนบทเช่นนี้ การมีฉินเหนียงจื่อขึ้นมาคนหนึ่งก็ยากยิ่งแล้ว ไม่นึกว่าจะยังมีอาวั่งที่เวลาเดินไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจอีกคน ผีหลอกกลางวันแสกๆ เสียจริง!
สองนายบ่าวมองหน้ากัน แต่ข้อมูลที่พวกเขาตรวจสอบมาล้วนพิสูจน์แล้วว่าครอบครัวของหลิวจี้นี้ไม่มีความผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น
คนก็ล้วนเป็นเกิดและเติบโตขึ้นที่นี่ บรรพบุรุษนับย้อนขึ้นไปสิบแปดชั่วโคตรก็ล้วนอยู่ที่นี่
“ช่างเถิด นอนกันเถอะ” ฉีเซียนกวนก้าวเข้าไปในห้อง เขาค่อนข้างตั้งตารอที่จะได้นอนเตียงชั้นบน
ต้าหลางและเอ้อร์หลางหลับสนิทไปนานแล้ว ในห้องจุดตะเกียงทิ้งไว้ให้ฉีเซียนกวน
สือโถวปิดประตูห้อง มองคุณชายน้อยขึ้นเตียงไปแล้วก็เป่าเทียนดับไฟ ส่วนตนเองก็นอนลงบนเตียงชั้นล่าง
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย เตียงแบบนี้สำหรับผู้คุ้มกันที่ต้องคอยคุ้มครองเจ้านายอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาเช่นพวกเขาแล้ว ใช้งานได้ดีเลยทีเดียว
เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นเจ้านายได้ ทุกการเคลื่อนไหวบนเตียงชั้นบนก็สามารถรับรู้ได้ หากประสบกับอันตรายก็สามารถเข้าขัดขวางได้ในทันที ทั้งตนเองยังสามารถนอนพักผ่อนได้อีก ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
สือโถวครุ่นคิดในใจเงียบๆ ว่า หรือจะรอตอนที่ปรับปรุงบ้านเก่าหลังนั้นแล้วให้คุณชายน้อยสร้างเตียงสองชั้นแบบนี้ขึ้นมาสักหลังดี
………………..