ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 328 ไม่หวั่นไหว
ตอนที่ 328 ไม่หวั่นไหว
………………..
ภายใต้การยุยงของฉินเหยา ช่างไม้หลิวผู้ซึ่งเดิมทีก็หวั่นไหวอยู่แล้วพลันรู้สึกทานทนไม่ไหว
เขาจึงเอ่ยถามฉินเหยาว่าพอมีเวลาว่างหรือไม่ คนทั้งสองจะไปยังบ้านเก่ารกร้างเหล่านั้นเพื่อดูเสียหน่อย
“ตอนนี้ข้าก็ว่างอยู่พอดี” ฉินเหยากล่าวพลางซดน้ำแกงในชามสองอึกจนหมดสิ้น วางชามเปล่าลงแล้วลุกขึ้นกวักมือเรียกช่างไม้หลิว “ไปกันเถิด ข้าจะพาท่านไปดูบ้านร้างหลังหนึ่งที่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านด้านทิศตะวันออกก่อน!”
ฉินเหยานำทางไปพลางกล่าว “ที่แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง ทิวทัศน์เป็นเลิศ หันหน้าเข้าหาหมู่บ้านตระกูลหลิวและโรงงานเครื่องเขียนของเราพอดี อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับโรงงานและไร่ทานตะวันของท่านด้วย”
หัวใจของช่างไม้หลิวเต้นรัวเร็วขึ้น แม้จะยังไม่ทันได้เห็นสถานที่ แต่เขาก็รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่า อ้อ ที่นี่ก็คือบ้านดินสองแถวที่อยู่ด้านล่างไร่ทานตะวันของเขานี่เอง
เจ้าของบ้านเดิมแข็งตายอยู่ในบ้านเมื่อฤดูหนาวเมื่อสองปีก่อน ไม่มีบุตรธิดา ไม่มีญาติมิตร บ้านหลังนี้จึงถูกตระกูลริบคืนไปตามธรรมเนียม
เนื่องจากสถานที่นี้อยู่ไกลจากบ่อน้ำของหมู่บ้านเกินไป บริเวณใกล้เคียงมีเพียงตาน้ำบนภูเขาที่ไหลรินบางๆ แห่งเดียว การใช้น้ำในชีวิตประจำวันจึงไม่สะดวกอย่างยิ่ง
หลังคาก็ถูกหิมะในฤดูหนาวทับจนพังทลายลงมา ไม่ได้รับการซ่อมแซมอีก ปล่อยทิ้งร้างไว้สองปี บัดนี้จึงกลายเป็นบ้านของสัตว์เล็กสัตว์น้อยนานาชนิดในภูเขาไปแล้ว
นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด ที่สำคัญที่สุดคือหนทางที่ขึ้นมานั้นเดินลำบาก ไม่มีสะพาน จะต้องเหยียบย่ำผ่านหาดหินจึงจะมาถึงได้
ปกติพวกเขาเดินมาทำไร่ไถนาก็ยังพอไหวอยู่ แต่ทุกครั้งเมื่อถึงยามเก็บเกี่ยว บนร่างกายจะแบกของหนักเอาไว้และถ้าต้องเดินผ่านหาดหินอีก ก็ยิ่งต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น มิฉะนั้นหากลื่นล้มเพียงครั้งเดียวก็อาจตกลงไปในแม่น้ำได้
ช่างไม้หลิวส่ายหน้า ไม่หวั่นไหวแล้ว หัวใจของเขาตายไปแล้ว
เห็นฉินเหยายังจะขึ้นไปอีก เขาก็รีบเรียกนางไว้ “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าลงมาเถิด ไม่ต้องขึ้นไปดูแล้ว ไร่ทานตะวันของข้าอยู่ที่นี่ เดินไปมาไม่รู้กี่รอบแล้ว ที่แห่งนี้ข้าคุ้นเคยกว่าเจ้าเสียอีก ไม่ใช่ที่ที่คนจะอาศัยอยู่ได้เลย”
ฉินเหยาไม่รู้สึกประหลาดใจกับปฏิกิริยาของช่างไม้หลิวเลยแม้แต่น้อย ยังคงยิ้มแย้มพลางกวักมือเรียก “ท่านขึ้นมาก่อน ขึ้นมาดู แล้วฟังข้าอธิบายให้ท่านฟังดีๆ”
“ยังมีอะไรต้องอธิบายอีก?” ทิวทัศน์บนยอดเนินนั้นเขาเคยเห็นมาแล้ว ทุกครั้งที่ต้องพรวนดิน ก็ได้แต่เกลียดชังที่เนินนั้นสูงเกินไป ทำให้เขาเหนื่อยแทบตาย
แต่ฉินเหยายืนกรานอย่างหนักแน่น ช่างไม้หลิวจึงจนปัญญา ทำได้เพียงเดินข้ามหาดหินอย่างระมัดระวังแล้วเดินต่อไปอีกสามสิบกว่าเมตร มาถึงลานเรียบบนที่ตั้งของบ้านร้างหลังนั้น
“ท่านดู” ฉินเหยาชี้ไปยังแม่น้ำเบื้องหน้าและโรงงานเครื่องเขียนอันคึกคักที่อยู่ฝั่งตรงข้าม “ในหมู่บ้านมิใช่ว่ามีแผนจะร่วมกันสร้างโรงโม่น้ำขึ้นมาหลังหนึ่งหรือ ตำแหน่งก็เตรียมจะกำหนดไว้ที่หน้าหาดหินผืนนี้?
เบื้องหน้าหาดหินยังมีเขื่อนธรรมชาติสูงแห่งหนึ่ง กระแสน้ำไหลจากบนลงล่างเข้าสู่หาดหินผืนใหญ่นี้แล้วจึงเปลี่ยนจากน้ำลึกเป็นน้ำตื้น”
ช่างไม้หลิวย่อมรู้ดีว่า ความต่างระดับของที่นี่เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่สุดสำหรับกังหันน้ำ เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่ เตรียมจะสร้างที่นี่”
รอให้โรงงานเครื่องเขียนจัดการกับคำสั่งซื้อหีบหนังสือหนึ่งหมื่นใบนี้เสร็จสิ้น เมื่อมีเวลาเหลือเฟือแล้ว เหล่าคนงานก็จะเริ่มสร้างโรงโม่น้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน
ฉินเหยากล่าวว่า “เมื่อมีโรงโม่น้ำหลังนี้แล้ว ตำแหน่งที่เรายืนอยู่ตอนนี้ก็คือบ้านที่อยู่ใกล้โรงโม่น้ำที่สุดในหมู่บ้าน”
ในตอนแรก ชาวบ้านคิดจะติดตั้งกังหันน้ำไว้ในสระน้ำข้างบ่อน้ำของหมู่บ้าน เพราะอยู่ใกล้ ทุกคนสะดวกสบาย
แต่หลังจากที่ฉินเหยาได้ทำการวัดผลจริงแล้ว ร่องน้ำทางฝั่งนี้ค่อนข้างราบเรียบ แรงขับเคลื่อนไม่เพียงพอ เมื่อคำนึงถึงแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของทั้งหมู่บ้านในอนาคต ในที่สุดจึงตัดสินใจย้ายโรงโม่น้ำออกมายังทางเข้าหมู่บ้านด้านนอกนี้
และแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้ก็เป็นสิ่งที่ฉินเหยาเสนอขึ้นมา
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าหมู่บ้านของตนจะยังมีความเป็นไปได้ที่จะขยับขยายเพิ่มขึ้นอีก
แต่เมื่อมองดูโรงงานเครื่องเขียนซึ่งปัจจุบันมีคนงานถึงหนึ่งร้อยคนแล้ว การขยับขยายก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
ฉินเหยาคำนึงถึงปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรหมู่บ้านในอนาคต ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายก่อนหน้านี้ทำให้ประชากรลดลงฮวบฮาบ แต่บัดนี้ใต้หล้าสงบสุขแล้ว ทารกแรกเกิดในหมู่บ้านปีนี้มีจำนวนมากกว่าปีก่อนหน้าถึงร้อยละยี่สิบ และหากยังพัฒนาเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตจำนวนประชากรย่อมต้องมีช่วงเวลาที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นแน่
เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยก็จะเพิ่มขึ้น บัดนี้ยังไม่มีการเก็งกำไรที่ดินและบ้าน การสร้างบ้านด้วยมือของตนเองจึงไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนมากนัก
ขอเพียงผู้ใหญ่ในบ้านมิใช่คนขี้เหนียวจนเกินไปก็จะเหลือบ้านไว้ให้บุตรธิดาที่เพิ่งแต่งงานออกเรือนหนึ่งหลัง ดังนั้นการสร้างบ้านเพิ่มจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ทว่ายามนี้บ้านของเหล่าชาวบ้านล้วนรวมตัวกันอยู่ที่แห่งเดียว ในภายหน้าย่อมไม่มีหนทางที่จะขยับขยายออกไปได้อีก
เช่นเดียวกับบ้านของช่างไม้หลิว บ้านที่อาศัยอยู่ตอนนี้ต่อให้สร้างขึ้นใหม่ก็ยังไม่เพียงพอให้อยู่อาศัย เพราะที่ดินมีอยู่เพียงเท่านั้น ทว่าบุตรหลานที่ต้องการบ้านส่วนตัวในบ้านกลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านดูที่ราบผืนนี้ในตอนนี้สิ ใหญ่กว่าผืนที่บ้านของท่านอาศัยอยู่ในตอนนี้มากนัก” ฉินเหยาเอ่ยเสนอ “ถนนหนทางไม่ดีก็ซ่อมแซมเสีย การสร้างสะพานไม้สักแห่งสำหรับท่านแล้วย่อมไม่ใช่เรื่องยาก”
“ที่สำคัญคือในภายภาคหน้า ณ ที่แห่งนี้จะมีโรงโม่น้ำ ทั้งยังอยู่ใกล้กับโรงงานของพวกเรา บริเวณก็กว้างขวางเพียงพอ เพราะเป็นบ้านร้าง ซื้อมาจึงใช้เงินไม่มากเท่าใดนัก ถูกยิ่งนัก!”
“อีกทั้งยังเป็นบ้านเดี่ยวที่แยกเป็นสัดส่วน สะใภ้ของท่านก็ไม่ต้องไปแย่งชิงที่ดินแปลงผักหย่อมนั้นกับสะใภ้ข้างบ้านอีกต่อไป” ฉินเหยาเอ่ยอย่างหยอกล้อ
ช่างไม้หลิวโบกมือปฏิเสธ “เจ้าพูดจาหว่านล้อมสารพัด นั่นก็เป็นเพียงคำพูดของเจ้า อีกอย่างบ้านของข้าไม่ชอบความเงียบสงบ ชอบแต่ความครึกครื้น”
ฉินเหยาถาม “เช่นนั้นหากสร้างโรงน้ำชาเพิ่มขึ้นมาอีกสักหลังเล่า สามารถขายน้ำชา ขายเมล็ดแตงเพื่อเพิ่มช่องทางทำมาหากินให้แก่ครอบครัวได้ด้วยนะ?”
“ของท่านนี่จะนับเป็นร้านแรกที่ตั้งในหมู่บ้านเลย” ฉินเหยาเน้นย้ำ
ช่างไม้หลิวไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย โบกมือปฏิเสธติดต่อกันสามครั้ง “เจ้าพูดจาเหลวไหล! เป็นไปไม่ได้! ไม่มีผู้ใดถ่อมาดื่มชาถึงชนบทของพวกเราหรอก!”
“ได้” ฉินเหยายิ้มอย่างเชื่อมั่น “เช่นนั้นท่านก็รอเสียใจไปเถิด เหล่าคนงานจะเข้างานกันแล้ว ข้ากลับล่ะ”
นางหันกาย วิ่งเหยาะๆ ไปยังโรงงานเครื่องเขียน ตลอดทางใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ
ช่างไม้หลิวร้อง ‘เฮ้อ’ ออกมาคราหนึ่ง ไม่รอเขาเลย ร่างกายนี้อย่างไรก็เทียบกับเรี่ยวแรงของคนหนุ่มสาวไม่ได้แล้วจริงๆ ช่างไม้หลิวเดินอย่างเชื่องช้า ยามข้ามแม่น้ำก็ระมัดระวังเป็นพิเศษ น้ำในแม่น้ำสูงเพียงแค่เลยหลังเท้ามาเท่านั้น ทว่าก็ยังหวงแหนชีวิตยิ่งนัก
แต่เมื่อกลับถึงบ้านหลังเลิกงานในยามบ่าย ในหัวของช่างไม้หลิวก็มักจะปรากฏเรื่องโรงน้ำชาที่ฉินเหยาเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
แต่เรื่องนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ชาวบ้านคนใดจะมีเงินเหลือพอมานั่งดื่มชา
หากฉินเหยาอยู่ด้วยก็คงจะบอกแก่เขาแล้วว่า พวกเราใจกล้าขึ้นอีกหน่อยได้หรือไม่ ทำให้คนข้างนอกตั้งใจมาดื่มชาของพวกเราที่นี่เสีย
“ท่านอาจารย์ มีเทียบเชิญของท่านขอรับ!”
ผู้คุ้มกันที่เพิ่งกลับมาจากการซื้อของในเมืองก้าวฉับๆ เข้าไปในบ้านของฉินเหยา ก็พบกงเหลียงเหลียวที่กำลังกวดขันศิษย์คัดตัวอักษรอยู่ภายในห้องโถง ก่อนจะยื่นเทียบเชิญลายบุปผาสีทองอันงดงามใบหนึ่งให้อย่างนอบน้อม
กงเหลียงเหลียวใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ เตือนให้หลิวจี้ตั้งใจคัดอักษร อย่ามัวแต่มองซ้ายแลขวา
จากนั้นจึงพยักหน้าให้ผู้คุ้มกัน ส่งสัญญาณให้เขาวางเทียบเชิญลง ไม่แม้แต่จะชายตามอง
หลิวจี้อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ เทียบเชิญของท่าน ท่านไม่ดูหน่อยหรือ”
กงเหลียงเหลียวขมวดคิ้วพลางปรายตามองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
แต่เมื่อคิดว่านี่คือศิษย์ที่ตนยอมรับ อีกทั้งยังเป็นเพียงชาวบ้าน ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมและมารยาทของผู้คนก็เป็นเรื่องปกติ
เขาจึงพยักพเยิดไปยังฉีเซียนกวนผู้กำลังตั้งใจฝึกคัดตัวอักษรอย่างไม่สบอารมณ์นัก “เจ้ามาอธิบายให้เขาฟังซิ”
ฉีเซียนกวนวางพู่กันลง หลิวจี้มองเขาอย่างใคร่รู้ นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นยามจดจ่อกลับดูเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกลึกล้ำเป็นพิเศษทำเอาฉีเซียนกวนรู้สึกขนลุกชูชันขึ้นมาวูบหนึ่ง
“เจ้าอย่ามองข้า” ฉีเซียนกวนบอกให้เขามองไปทางอื่น จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ยามนี้พวกเรามาเป็นแขกอยู่ที่บ้านของเจ้า แต่เดิมก็เป็นแขกอยู่แล้ว หากเป็นผู้ที่รู้ความ ย่อมไม่ยื่นเทียบเชิญมาในยามนี้”
“ใจร้อนถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่ผู้ที่ตั้งใจจะมาคารวะท่านอาจารย์อย่างจริงใจเป็นแน่ เป็นเพียงพวกที่ต้องการสร้างชื่อเสียงจอมปลอม คิดจะอาศัยชื่อเสียงของท่านอาจารย์มาประดับบารมีให้ตนเองเท่านั้น”
มุมปากของหลิวจี้กระตุกเล็กน้อย รู้สึกเหมือนโดนด่าไปด้วย!
………………..