ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 329 เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 329 เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
ตอนที่ 329 เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
………………..
“ยังมีอีก” ฉีเซียนกวนไม่รู้ว่าในใจของหลิวจี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขากล่าวต่อไปอย่างดูแคลนว่า
“ในเมื่อเขารู้อยู่แล้วว่าท่านอาจารย์อยู่ที่ใด เพียงใส่ใจอีกเล็กน้อยก็สามารถสืบได้ว่าพวกเรายังพักอยู่ที่บ้านของเจ้าชั่วคราว หากตั้งใจจะมาเยี่ยมคารวะจริงๆ ก็ควรรอให้พวกเราสร้างบ้านพักรับรองเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยส่งเทียบเชิญมา”
หลิวจี้พยักหน้า เขาเข้าใจแล้ว!
“ความหมายของศิษย์พี่คือ คนที่ส่งเทียบเชิญมานั้นมีเจตนาร้ายต่อท่านอาจารย์ มีจุดประสงค์ไม่บริสุทธิ์ คนเช่นนี้พวกเราไม่ต้องพบเจอใช่หรือไม่”
ฉีเซียนกวนสูดปากเสียงหนึ่ง จะว่าเขาพูดถูกก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
จะว่าเขาพูดผิดก็ดูเหมือนว่าจะเป็นความหมายนี้จริงๆ
หนุ่มน้อยถึงกับพูดไม่ออก ถูกถามจนอับจนคำพูดไปชั่วขณะ
กงเหลียงเหลียวเบือนหน้าไปด้านข้าง ซ่อนมุมปากที่โค้งขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ไว้ จริงดังคาด อยู่ด้วยกันสามคนน่าสนใจกว่าจริงๆ
“กินข้าวได้แล้ว!”
เสียงของฉินเหยาดังมาจากในลานบ้าน สามศิษย์อาจารย์ที่ยึดครองห้องโถงมาทั้งวันรีบหยุดมือ หลิวจี้เรียกสือโถวมา ทั้งสองคนช่วยกันย้ายโต๊ะกลับไปยังห้องเด็กเช่นเดิม
พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ฝึกเขียนอักษรอยู่บนโต๊ะเตี้ยมาพักหนึ่งแล้วพากันย้ายโต๊ะอย่างยินดีในทันที
“ออกมาทานอาหารก่อนแล้วค่อยกลับไปฝึกต่อ” ฉินเหยายกโต๊ะอาหารมาที่หน้าต่างพลางเอ่ยกำชับ เอ่ยจบก็ยกโต๊ะอาหารกลับไปวางยังที่ที่ควรอยู่
เมื่อวานเป็นสาวใช้ที่เตรียมอาหารให้ หลังจากถูกกงเหลียงเหลียวรังเกียจเป็นอย่างมาก วันนี้จึงเปลี่ยนให้อาวั่งเป็นคนลงมือทำอาหารเอง
แม้จะอยู่ในชนบทที่วัตถุดิบขาดแคลน แต่นั่นก็ไม่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการใช้ชีวิตของศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนเลยแม้แต่น้อย
ผู้คุ้มกันจะเข้าเมืองไปจัดซื้อของครั้งใหญ่ทุกๆ สองวัน ทั้งขนมหวาน ผลไม้เชื่อมและขนมพื้นเมืองอื่นๆ ล้วนมีพร้อมทุกสิ่ง
พวกเขายังซื้อปลานาสดๆ มาถังหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ประมาณสามนิ้วมือ หลังอาวั่งจัดการทำความสะอาดเรียบร้อยก็ทอดในน้ำมันร้อนๆ จนเหลืองทอง จากนั้นปลาทั้งเจ็ดถึงแปดตัวก็ถูกเทลงในน้ำเดือดร้อนๆ ที่ต้มเตรียมไว้แล้ว โรยต้นหอม ขิง กระเทียมดับคาว ปิดฝาหม้อตุ๋นจนได้น้ำแกงปลาสีทองขาวขุ่นหม้อใหญ่
เมื่อเปิดฝาหม้อออก ผู้คนในลานบ้านก็อดกลืนน้ำลายพร้อมกันไม่ได้
นำผักกาดดองทะเลชามใหญ่มาจากไหผักกาดดองของนางจางมา เมื่อล้างน้ำเปล่าหนึ่งครั้งเพื่อขจัดฟองขาวๆ ที่เกิดจากการหมักแล้วก็หั่นเป็นเส้นใส่ลงในหม้อ สุดท้ายก็ไม่ต้องใส่เครื่องปรุงใดๆ อีก เพียงแค่โรยเกลือในปริมาณที่เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว
ฉินเหยายกหม้อมาวางบนโต๊ะทั้งหม้อ บนโต๊ะมีแท่นรองที่ก่อขึ้นจากอิฐสามก้อน หม้อจึงตั้งได้อย่างมั่นคง
น่าเสียดายที่ในหมู่บ้านไม่มีใครทำเต้าหู้ หากนำเต้าหู้ใส่ลงไปด้วยคงอร่อยจนตายเป็นแน่
มีแกงปลาใส่ผักกาดดองเป็นอาหารจานหลัก เพิ่มเติมด้วยต้นหอมผัดไข่ หมูสับผัดเผ็ด และแกงจืดบวบใส่เนื้อหมู ปริมาณอาหารมากและรสชาติเข้มข้น ไม่จำเป็นต้องจัดจานอย่างสวยงาม ทว่าภาชนะดินเผาสีดินเหล่านี้กลับยิ่งทำให้ดูเป็นธรรมชาติและดั้งเดิมยิ่งขึ้น
กงเหลียงเหลียวสูดดมกลิ่นอาหารเบาๆ ภาพชาวนาที่ยืนอยู่ริมนา ถือข้องไม้ไผ่และกำลังค้อมกายจับปลาอันเป็นภาพของความอุดมสมบูรณ์พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า
หลิวจี้ตักน้ำแกงปลาให้อาจารย์ชามหนึ่งแล้วยื่นส่งให้ด้วยสองมือ “ท่านอาจารย์ลองชิมปลานาสดๆ นี้ดูขอรับ ไม่มีกลิ่นคาวเลย เนื้อปลานุ่มและอวบอิ่ม แต่ก้างค่อนข้างเยอะ ท่านโปรดระวังด้วยขอรับ”
สาวใช้จะช่วยรับไป แต่กงเหลียงเหลียวโบกมือปฏิเสธแล้วรับไปถือไว้เอง
ในสถานการณ์เช่นนี้ น้ำแกงเช่นนี้ ย่อมต้องเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม การถือชามดื่มด้วยมือตัวเองจึงจะได้รสชาติที่แท้จริง
ก้นชามดินเผาหนาจึงไม่รู้สึกร้อนมือ น้ำแกงปลาร้อนๆ ที่อยู่ในอุ้งมือให้ความรู้สึกอุ่นสบาย
กงเหลียงเหลียวเป่าเบาๆ ให้น้ำแกงที่ขอบชามเย็นลงเล็กน้อย ไม่ใช้ช้อน แต่ยกชามขึ้นดื่มโดยตรง
น้ำแกงปลาคำแรกที่เข้าปากไปนั้นเข้มข้นกลมกล่อมยิ่งนัก น้ำแกงละลายไปทั่วปากอย่างรวดเร็ว เมื่อกลืนลงคอไปก็อดไม่ได้ที่จะตักมาดื่มอีกคำเพื่อลิ้มรสอย่างละเอียด
“สด หวาน หอม!”
แม้จะเป็นเพียงสามคำสั้นๆ แต่เมื่อออกมาจากปากของมหาบัณฑิตแล้ว นั่นคือคำชมสูงสุดสำหรับน้ำแกงถ้วยนี้
ต่อให้เคยกินของอร่อยเลิศรสจากภูเขาและทะเลมามากมายเพียงใด สำหรับกงเหลียงเหลียวแล้วก็ไม่อาจเทียบได้กับรสชาติสดใหม่หอมกรุ่นของน้ำแกงปลาผักกาดดองในวันนี้เลย
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังรออยู่ไม่ขยับตะเกียบ กงเหลียงเหลียวก็รีบยกมือขึ้น “พวกเจ้าก็รีบชิมเถิด แขกควรตามใจเจ้าบ้าน ไฉนจึงให้เจ้าบ้านรอแขกได้เล่า อย่าพิถีพิถันเกินไปเลย พวกเราเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม พวกเจ้าชาวบ้านแท้ๆ กินอย่างไร ใช้อย่างไร พวกเราก็จะกินอย่างนั้น ใช้อย่างนั้น นั่นแหละจึงจะน่าสนุก ฮ่าฮ่าฮ่า!”
น้ำแกงปลานั้นอร่อยเหลือเกินจนอดไม่ได้ที่จะดื่มไปอีกคำใหญ่
ฉินเหยาแย้มยิ้มบางๆ พยักหน้าให้ฉีเซียนกวนแล้วจึงลงมือทานอาหาร
เมื่อนางลงมือ เด็กๆ ที่บ้านจึงเริ่มลงมือบ้าง ทั้งที่น้ำลายไหลมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่เพราะมารดาเลี้ยงได้สอนกฎบนโต๊ะอาหารไว้ว่าต้องมีลำดับอาวุโส ให้ผู้ใหญ่เริ่มกินก่อน ผู้น้อยจึงจะเริ่มได้ พวกเขาจึงอดทนรอมาจนถึงตอนนี้
ฉีเซียนกวนดื่มน้ำแกงปลาอร่อยๆ ไปพลาง คิดในใจว่า ที่ตนเองสามารถอาศัยอยู่ในชนบทนี้ได้วันแล้ววันเล่าอาจเป็นเพราะผู้คนที่นี่ดีมากกระมัง
แม้สือโถวจะเข้าใจผิดว่าผักที่บรรดาท่านป้าปลูกไว้เป็นดอกไม้จึงถอนขึ้นมาทั้งราก แต่หลังจากถูกบรรดาป้าๆ ดุว่าแล้วก็ยังสอนพวกเขาให้รู้วิธีปลูกผักสวยงามเหล่านี้ในลานบ้านพักรับรองอีกด้วย
ชาวบ้านเองก็มีมารยาทดี ไม่เคยมารบกวน มีเพียงเด็กๆ ในหมู่บ้านที่อยากรู้อยากเห็นจึงแอบมาดูหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องน่ารังเกียจใดๆ
ใช่แล้ว หลานสาวบ้านฉินเหนียงจื่อผู้นั้นยังนำผลไม้ป่าที่เก็บมาจากบนภูเขามาให้เขาชามหนึ่ง สีทองแดง ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ มีปลายแหลมทั้งสองข้าง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน รสชาติดีทีเดียว
ชื่อที่ตั้งก็ตลกดี เรียกว่าอะไรนะ หัวไก่ป่า
เพราะฝีมือการทำอาหารของอาวั่งนั้นยอดเยี่ยมเกินไปจึงไม่มีใครอยากเสียเวลาพูดคุย ทุกคนทานอาหารมื้อนี้เงียบๆ ใบหน้าของแต่ละคนต่างเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา
สือโถว สาวใช้และเด็กรับใช้ข้างกายที่นั่งทานอาหารอยู่บนโต๊ะเล็กนอกลานก็ลุกขึ้นอย่างพอใจและช่วยกันเก็บถ้วยชาม
น้ำแกงปลานาใส่ผักกาดดองทั้งหม้อถูกกินจนเหลือเพียงก้างปลาเกลี้ยงเกลาหนึ่งเส้น อาหารเสริมอีกสามอย่างก็ถูกกินจนเกลี้ยง เหลือเพียงจานเปล่า
ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แสงยามเย็นทอประกายสีม่วงอมเทาที่หาดูได้ยาก ชาวนาที่รู้จักสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้าก็สามารถทำนายสภาพอากาศในวันพรุ่งนี้ได้ว่าจะมีเมฆมากหรือว่าแจ่มใส
“พรุ่งนี้มีเมฆมาก อุณหภูมิอาจจะลดลง” ฉินเหยาเตือนแขกผู้สูงศักดิ์ทั้งสองให้อย่าลืมห่มผ้าในตอนกลางคืน ระวังอย่าให้เป็นหวัด
ในเมื่อกงเหลียงเหลียวบอกว่าเขาจะตามใจเจ้าบ้าน นางก็จะไม่เกรงใจพวกเขาแล้ว นางจึงบอกให้อาวั่งต้มน้ำร้อนให้มากขึ้นและแจ้งทุกคนในบ้านว่า
“ถือโอกาสที่วันนี้อากาศยังดีอยู่ คืนนี้ทุกคนอาบน้ำสระผมเถอะ จะได้นอนหลับสบายๆ”
ฉีเซียนกวนชะงักไป “วันไหว้พระจันทร์ไม่ใช่เพิ่งจะอาบน้ำไปหรือ พวกท่านไม่ได้อาบน้ำทุกๆ สิบวันหรอกหรือ”
หลิวจี้ถามกลับอย่างตกใจ “ศิษย์พี่อาบน้ำสิบวันครั้งหรือ”
“นี่ไม่ใช่เรื่องปกติรึ” ฉีเซียนกวนรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หลิวจี้หัวเราะเสียงดัง บอกฉีเซียนกวนว่าเขาอาบน้ำทุกๆ สองสามวัน ถ้าเป็นฤดูร้อนก็จะอาบวันละครั้ง เพื่อไม่ให้ถูกเมียร้ายเตะออกจากบ้านด้วยความรังเกียจ
แน่นอนว่าประโยคหลังนี้เขาไม่กล้าพูดต่อหน้าฉินเหยา มิฉะนั้นผลลัพธ์คงน่าอนาถนัก
ฉีเซียนกวนไม่มีอะไรจะพูด เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เขาจึงยอมรับการอาบน้ำแบบตักราดนี้
ฉินเหยาเตรียมสบู่หอมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซื่อเหนียงเองก็ยื่นดอกไม้ป่าสีส้มสองดอกที่เพิ่งวิ่งไปเก็บมาจากสวนหลังบ้านให้ “ท่านแม่! ท่านแม่!” นางส่งสัญญาณบอกให้ฉินเหยาวางลงแล้วทำเหมือนเช่นครั้งก่อน ให้อารมณ์ ‘ความรู้สึกของพิธีการอันประณีต’
คำนี้ฉินเหยาเพิ่งจะเอ่ยถึงเพียงครั้งเดียว เด็กหญิงตัวน้อยก็จดจำและยึดถือเป็นแบบอย่างแล้ว
ฉินเหยาเป็นกังวลจริงๆ ว่าในฤดูหนาวที่ไม่มีดอกไม้สด เมื่อการจัดวางสบู่ไม่สามารถทำได้อย่างประณีตสมบูรณ์แบบ เด็กหญิงตัวน้อยจะร้องไห้โฮให้นางดูหรือไม่
“ได้สิ” ฉินเหยาพูดติดตลก “ให้พวกเรามอบความประณีตเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าตกตะลึงให้แก่คนเมืองอย่างพวกเขาแล้วกัน”
ฉินเหยาหยิกแก้มอวบอ้วนของลูกสาวพลางตามใจนาง วางสบู่และเทียนที่จัดวางอย่างประณีตไว้ในห้องอาบน้ำ
เมื่อจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อย สองแม่ลูกก็จูงมือกันเดินออกไป เด็กหญิงตัวน้อยกลับไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือในห้อง ฝึกเขียนอักษรไปก็แอบสังเกตปฏิกิริยาของแขกไปด้วย
ได้ยินฉีเซียนกวนชมว่า “เซียงอี๋นี้จัดวางได้งดงามจริงๆ” รองเท้าปักลายที่ห้อยลงมาจากใต้เก้าอี้ก็แกว่งไปมาอย่างร่าเริง
………………..