ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 334 คำสั่งซื้อใหญ่รอบใหม่
ตอนที่ 334 คำสั่งซื้อใหญ่รอบใหม่
ยามเที่ยงของวันที่หลิวไป่และหลิวเฝยนำหีบหนังสือหนึ่งพันใบสุดท้ายออกเดินทาง ไป๋ซั่นก็ขับรถม้ามายังโรงงานเครื่องเขียนด้วยตนเองเพื่อมารับกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนที่เขาต้องการ
“เหตุใดจึงมีเพียงหกร้อยยี่สิบห้ากล่องเล่า”
เมื่อเห็นสินค้า สีหน้าของไป๋ซั่นก็พลันมืดครึ้มลง “ข้าบอกในจดหมายแล้วว่ายิ่งมากยิ่งดี เหตุใดเจ้าถึงเตรียมให้ข้าน้อยนิดเท่านี้”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ชี้ไปยังปริมาณที่สามารถบรรทุกจนเต็มรถม้าสองคันแล้วย้อนถาม “เท่านี้ท่านยังคิดว่าน้อยอีกหรือ”
ก่อนหน้านี้นางให้เขาห้าสิบกล่อง เขายังว่ามากไปด้วยซ้ำ
“โธ่เอ๊ย!” ไป๋ซั่นอยากร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา “ข้าผิดเอง ข้าผิดเอง เป็นความผิดของข้าที่มิได้บอกกล่าวเจ้าให้ชัดเจน ความหมายของข้าคือ กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนนี้ พวกเราสามารถสั่งซื้อปริมาณมากในระยะยาวได้แล้ว”
ฉินเหยาย่อมรู้ความหมายของเขา ทว่าไป๋ซั่นยังมิได้มาด้วยตนเอง เพียงอาศัยคำสี่คำว่า ‘ยิ่งมากยิ่งดี’ ในจดหมายฉบับหนึ่ง นางย่อมไม่กล้าเปิดสายการผลิตใหม่เพื่อเขาผู้เดียว
จิ้งจอกสองตัวสบตากันแวบหนึ่ง ไป๋ซั่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ “ขอสนทนาเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่”
ฉินเหยารีบส่งสัญญาณให้หลิวฉีชำระเงินค่าสินค้างวดนี้พลางผายมือให้ไป๋ซั่นเป็นเชิงเชื้อเชิญ “พวกเราเข้าไปคุยรายละเอียดด้านในเถิด”
ไป๋ซั่นสั่งการผู้ติดตามของตนว่า “ชำระเงินให้เขาเสีย” แล้วเดินตามฉินเหยาเข้าไปในห้องเล็กสำหรับใช้ทำงานของนาง
ภายในห้องนั้นเรียบง่าย มีโต๊ะยาวสองตัว ตัวหนึ่งเป็นของช่างไม้หลิว บนโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องมือช่างไม้ บนพื้นมีแต่เศษขี้เลื่อย
ส่วนอีกตัวหนึ่งเป็นระเบียบเรียบร้อย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของฉินเหยา
ไป๋ซั่นส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองคราขณะเดินผ่านหน้าโต๊ะที่รกรุงรังของช่างไม้หลิวแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งของฉินเหยา
ฉินเหยาเอ่ยถามเขาว่าดื่มชาหรือไม่ ไป๋ซั่นพยักหน้า ฉินเหยาจึงถือป้านชาที่ว่างเปล่า บอกให้เขารอสักครู่แล้วไปตักน้ำร้อนชงชาที่โรงอาหารใหญ่ด้วยตนเอง
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านช่วยต้มน้ำให้ข้ากาหนึ่ง” ฉินเหยาส่งป้านชาไปให้อย่างเป็นธรรมชาติ
อาหารกลางวันกินกันเสร็จแล้ว นางเหอและนางชิวกำลังเก็บกวาดเตาไฟโดยมีฮวาเอ๋อร์เป็นผู้ช่วยตัวน้อย อีกสักครู่ก็เตรียมจะเลิกงานแล้ว
นับว่าโชคดีที่ฉินเหยามาได้ทันเวลา มิเช่นนั้นนางคงต้องก่อเตาใหม่อีกครั้ง ดูท่าว่าเมื่อถึงฤดูหนาว นางคงต้องเตรียมเตาถ่านไว้ในห้องเล็กของตนสักใบ เพื่อต้มน้ำร้อนและให้ความอบอุ่นอยู่เสมอ
นางเหอเดินเข้ามาอย่างเขินอายพลางรับป้านชาไป ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นร่างก็พลันแข็งค้างไป “พี่สะใภ้ใหญ่?”
“…อืม” นางเหอขานรับอย่างลังเล เมื่อเห็นฉินเหยามีสีหน้าตกตะลึงก็ยิ้มอย่างอายๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำและ ‘ริมฝีปากสีแดงเพลิง’ “ชาดที่เจ้าสี่นำมาให้ เจ้าลองดูสิว่าข้าทาแล้วดูดีหรือไม่”
ฉินเหยาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พยายามควบคุมสีหน้าตกตะลึงของตน มองไปยังนางชิวที่หันหลังให้แสร้งทำเป็นยุ่งวุ่นวายอย่างลังเล “ท่านลองถามพี่สะใภ้รองดูสิว่าดูดีหรือไม่”
เมื่อถูกเรียกชื่ออย่างกะทันหัน นางชิวก็ร้อง “หา” พลางหันหน้ากลับมาอย่างงุนงง นางเหอจึงเอ่ยถามอย่างคาดหวัง “ดูดีหรือไม่”
“ดูดีสิ” นางชิวยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าเพื่อเป็นการยืนยัน เมื่อเช้าตอนออกจากบ้านนางก็ตอบคำถามนี้ไปแล้ว ไม่สิ ควรจะกล่าวว่าวันนี้นางตอบคำถามนี้แก่พี่สะใภ้ใหญ่ไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
เพราะคนงานทุกคนที่พบเห็นพี่สะใภ้ใหญ่ในวันนี้ล้วนแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา
ฉินเหยาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ทว่ายังคงอดกลั้นไว้ได้ เอ่ยกับนางเหอว่า
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าเห็นคนในเมืองนิยมทาปากแบบลูกอิงเถาเล็กๆ ครั้งหน้าท่านลองทาดูสิ แน่นอนว่าข้ามิได้หมายความว่าที่ท่านทาอยู่นี้ไม่งดงามนะ”
นางเหอพลันเข้าใจในทันที นางตบฝาป้านชาในมืออย่างแรง มองค้อนไปยังนางชิวและฮวาเอ๋อร์อย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย
“ข้าว่าแล้วเชียว พวกเจ้าไม่มีใครพูดความจริงเลยสักคน เมื่อเช้าตอนข้าออกจากบ้านก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลแล้ว คนในเมืองเขาไม่ทาปากแบบนี้กัน!”
นางชิวและฮวาเอ๋อร์พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก ตบหน้าอกตัวเองเบาๆ ทำให้คนตกใจไปเปล่าๆ พวกนางยังนึกว่านางเหอจะจับได้ว่าพวกนางโกหกว่าอีกฝ่ายแต่งหน้าแล้วดูดีเสียอีก
นางเหอหันกลับมา ส่งชาร้อนให้ฉินเหยาพลางยิ้มกล่าว “เดี๋ยวข้าจะกลับไปลองแต่งหน้าแบบผลอิงเถาที่เจ้าว่าดู”
ฉินเหยาพยักหน้า “ต้องดูดีแน่”
นางเหอปิดปากหัวเราะ ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากใช้ชาดแล้ว นางรู้สึกว่าทั้งร่างของตนพลันดูอ่อนหวานมีเสน่ห์ขึ้นมาจนไม่กล้าหัวเราะเสียงดัง
มือใหม่ย่อมเป็นเช่นนี้ ล้วนเข้าใจได้ ต้องให้กำลังใจมากๆ หน่อย ฉินเหยาคิดในใจ
กลับมาถึงห้องเล็ก รินชาร้อนให้ไป๋ซั่นถ้วยหนึ่งแล้วนั่งลงรอให้เขาเอ่ยปากพูดธุระ
ทั้งสองคนเป็นคนคุ้นเคยกันมานาน ไป๋ซั่นกระแอมให้คอโล่งก็ไม่พูดจาไร้สาระอีก หยิบสัญญาออกมาสองฉบับให้ฉินเหยาดู
เป็นสัญญาที่เขาลงนามไว้กับทางโรงงานผลิตพู่กัน เขาเพียงดึงตรงกลางออกมาสองแผ่นให้ฉินเหยาดูยอดสั่งซื้อด้านบน
“จังหวัดจื่อจิงของพวกเรานี้ดีนัก สามารถหาขนแกะชั้นดีได้จึงมีโรงงานผลิตพู่กันใหญ่โตเช่นนี้ ถึงสามารถได้รับคำสั่งซื้อมากมายถึงเพียงนี้” ไป๋ซั่นกล่าวอย่างมีความสุข
ฉินเหยามองดู ‘กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนหนึ่งแสนกล่อง’ และ ‘กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนห้าหมื่นกล่อง’ บนสัญญาทั้งสองฉบับก็อดที่จะยกมุมปากขึ้นมิได้
“ข้าก็ไม่ปิดบังท่านแล้ว ตัวเลขนี้ สามารถทำให้ข้าเปิดสายการผลิตใหม่ในโรงงานได้สองสาย เพียงพอให้พวกเราทำได้ถึงสองปี”
กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนกล่องละแปดเหวิน หนึ่งแสนห้าหมื่นกล่องก็คือคำสั่งซื้อมูลค่าถึงหนึ่งพันสองร้อยตำลึงเงิน
ทางด้านพ่อค้าไม้ ยิ่งสั่งซื้อไม้ในปริมาณมากราคาก็ยิ่งถูกลง เมื่อมีปริมาณการสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนอยู่แล้ว ต้นทุนค่าไม้เฉพาะสำหรับกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนสามารถกดลงได้ถึงสองส่วน
กลับเป็นค่าจ้างคนงานที่กินส่วนแบ่งถึงสามส่วน เมื่อหักค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดและภาษีอื่นๆ แล้ว นางกับช่างไม้หลิวยังสามารถได้กำไรเกือบสี่ส่วน
เปิดสายการผลิตใหม่สองสาย ค่าจ้างคนงานสองปีล้วนมั่นคงแล้ว!
กล่าวได้เพียงว่าข่าวที่ไป๋ซั่นนำมาในวันนี้ ช่างถูกจังหวะถูกเวลาเสียจริง
นางกำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อรับเงินส่วนที่เหลือกับห้างการค้าฟู่หลง กระแสเงินสดจึงไม่ขาดมือ
อีกทั้งหากทางห้างการค้ายังมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาอีก นางก็สามารถนำใบสั่งซื้อไปหาเถ้าแก่ฟางที่เป็นพ่อค้าไม้เพื่อลดราคาค่าไม้ลงได้อีกเล็กน้อย
ฉินเหยาคืนสัญญาให้ไป๋ซั่นพร้อมเอ่ยถามว่าเขาสามารถให้เงินมัดจำแก่นางได้กี่ส่วน
“หนึ่งส่วน หลังจากยอดเกินกว่าเงินมัดจำหนึ่งส่วนแล้ว รับสินค้าครั้งใดข้าจะชำระเงินสดครั้งนั้น” ไป๋ซั่นเองก็เป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์เช่นกัน เรื่องเงินมัดจำนี้ แน่นอนว่ายิ่งน้อยยิ่งดี
หากไม่มีเลยก็จะยิ่งดีเยี่ยม!
“ท่านฝันหวานไปแล้ว!” ฉินเหยาปฏิเสธทันควันแล้วกำหนดราคาใหม่ “เห็นแก่ที่ท่านช่วยเปิดช่องทางจำหน่าย สองส่วนครึ่ง ลดไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
ไป๋ซั่นจุปากทันที “เจ้าพูดถึงขนาดนี้แล้วก็ควรจะรู้ถึงคุณความดีของข้าบ้าง หากไม่มีข้า เจ้าจะไปได้คำสั่งซื้อใหญ่โตเช่นนี้มาจากที่ใด อีกอย่างเจ้าก็มีโรงงานอยู่แล้ว ห้างการค้าฟู่หลงนั่นไม่ได้มาจึงไม่รู้ถึงลูกไม้ของพวกเจ้า”
“แต่ข้าไม่เหมือนกัน จำนวนหีบหนังสือที่เจ้าผลิตในแต่ละเดือนข้ารู้ดีอยู่แก่ใจ เวลาทำงานและคนงานที่เหลือ เจ้าต้องให้พวกเขาทำกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนเป็นแน่ ดังนั้นอย่ามาพูดเรื่องสายการผลิตใหม่กับข้า พวกเราต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว หนึ่งส่วนครึ่ง!”
ฉินเหยากุมหน้าผาก เจอคนตาแหลมคมเช่นนี้ ช่างน่าปวดหัวเสียจริง
นางยอมจำนน “ข้าให้ราคาจริงเลย สองส่วน ต่ำกว่าสองส่วนข้าทำไม่ได้!”
ไป๋ซั่นหัวเราะ นี่ก็เป็นขีดจำกัดของเขาเช่นกัน สองสหายเก่าพูดคุยกันเหมือนเปิดไพ่เล่น แต่สุดท้ายก็ยังต้องต่อรองกันอยู่ดี
ฉินเหยากล่าว “วันนี้พวกเราก็ลงนามในใบสั่งซื้อกันเลย ข้าได้รับเงินแล้ว มะรืนนี้ก็จะไปเอาวัตถุดิบที่เมืองหลวงของมณฑลแล้วจะรีบเริ่มการผลิตให้ท่านทันที”
“ไม่ได้” ไป๋ซั่นทำท่าได้คืบจะเอาศอกอีกแล้ว “พรุ่งนี้ก็เริ่มผลิตเลย ข้าไม่ได้ยินเสียงการทำงานในโรงงานของพวกเจ้าเลย คนงานก็เหลืออยู่ไม่กี่คน นี่ทำงานของคำสั่งซื้อก่อนหน้าเสร็จล่วงหน้าแล้วพากันหยุดพักผ่อนรึ”
ฉินเหยากัดฟัน “ข้าเสียใจจริงๆ ที่นำท่านเข้ามาในโรงงาน!”
ผู้จัดจำหน่ายล้วนเป็นนายท่านใหญ่ ฉินเหยาถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วส่งคนไปตามหลิวจี้ที่บ้าน ให้เขามาช่วยร่างสัญญาให้
มีคนเขียนแทนอยู่แล้ว ไม่ใช้ก็เสียเปล่า