ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 335 โฉมงามเหยา
ตอนที่ 335 โฉมงามเหยา
เมื่อเขียนสัญญาเสร็จสิ้น หลิวจี้ก็บรรจงเป่าหมึกบนนั้นจนแห้งสนิทแล้วยื่นสัญญาไปเบื้องหน้าฉินเหยาด้วยสองมือ ยิ้มร่าแล้วกล่าวว่า “เมียจ๋า โปรดตรวจดูด้วย”
ฉินเหยารับมาอ่านดูรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาจึงส่งให้ไป๋ซั่นอีกครั้ง เมื่อตรวจสอบยืนยันอีกรอบว่าถูกต้องแล้ว ทั้งสองคนก็ลงนามประทับลายนิ้วมือบนแผ่นกระดาษ
ขั้นตอนการรับรองโดยทางการนั้น ในพื้นที่ชนบทไม่ได้เคร่งครัดกันจึงมิได้ทำ
ถึงทำไปก็มิได้มีประโยชน์อันใดนัก ข้อกฎหมายยังไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังมีชนชั้นอภิสิทธิ์ กฎเกณฑ์ที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรกลับมีอำนาจผูกพันน้อยกว่าธรรมเนียมปฏิบัติที่ยอมรับกันทั่วไป
ไป๋ซั่นเตรียมตัวมาพร้อมอยู่แล้ว เขาวางเงินมัดจำสองส่วนจำนวนสองร้อยสี่สิบตำลึงลงทันที หยิบสัญญาขึ้นมาแล้วนำกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนกว่าหกร้อยกล่องจากไปอย่างพึงพอใจ
หลิวจี้อดกลั้นไว้นานแล้ว ในที่สุดก็มีโอกาสกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง “ครานี้เป็นคำสั่งซื้อใหญ่อีกแล้ว เมียจ๋า โรงงานเครื่องเขียนของเจ้ากิจการดีขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ…”
ฉินเหยายกมือขึ้นขัดจังหวะ กอดอกถามตรงๆ ว่า “เจ้าคิดจะทำอันใด พูดมาตรงๆ!”
“ฮิฮิ~” หลิวจี้เองก็มิได้คิดจะทำอันใด เขาเพียงแค่อยากจะเตือนฉินเหยาไม่ให้ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้ “เมียจ๋า ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่าจะสร้างห้องหนังสือให้ข้า ที่หน้าประตูยังต้องปลูกดอกเหมย กล้วยไม้ ไผ่ และเบญจมาศด้วย เจ้ายังมิได้ลืมใช่หรือไม่”
ฉินเหยาเบ้ปาก “มิได้ลืม” …เสียเมื่อไหร่!
ฉินเหยาหยิบสัญญาขึ้นมาเพื่อไปปรึกษาหารือกับช่างไม้หลิวเรื่องการเพิ่มสายการผลิตใหม่ ทว่ากลับพบว่าหลิวจี้ตามมาด้วย ฉินเหยาจึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้ารู้แล้วน่า จะสร้างห้องหนังสือให้เจ้า รอข้าจัดการธุระช่วงนี้เสร็จสิ้น กลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลแล้วจะจัดการให้”
“แต่ว่า!” น้ำเสียงพลันเปลี่ยนไป ฉินเหยาเอ่ยเตือน “เจ้าก็ต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นเช่นกันว่าเจ้าคู่ควรกับห้องหนังสือใหม่ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง!”
กล่าวจบก็โบกมือไล่ ส่งสัญญาณให้หลิวจี้หลีกไป อย่ามาขัดขวางความเร็วในการหาเงินของนาง
หลิวจี้มองตามฉินเหยาที่เดินจากไปจนลับตา ด้วยความโมโหจึงชกอากาศไปสองหมัด เท้าสะเอวแล้วเลียนเสียงพูดของฉินเหยาอย่างประชดประชัน “‘เจ้าก็ต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้าคู่ควรกับห้องหนังสือใหม่~’ มีเงินนี่มันยิ่งใหญ่จริงๆนะ~”
ดูถูกใครกัน!
เขาจะพิสูจน์ให้นางดูเดี๋ยวนี้ ว่าเขาไม่เพียงคู่ควรกับห้องหนังสือหนึ่งห้อง ต่อให้เป็นสิบห้องร้อยห้องก็ยังได้!
ยามเย็น ฉินเหยาจัดการธุระในโรงงานเสร็จสิ้นแล้วจึงกลับมาถึงบ้าน เมื่อก้าวเข้าประตูก็สังเกตเห็นว่าบรรยากาศในบ้านค่อนข้างแปลกประหลาด
เด็กๆ ที่เคยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกลับเงียบกริบ ทุกคนล้วนตั้งหน้าตั้งตาคัดอักษรทำการบ้านอยู่ในห้องอย่างเรียบร้อย
ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวนั่งอยู่คนละมุมในห้องโถง ผู้น้อยอ่านตำรา ผู้สูงวัยกว่าเล่นหมากล้อมกับตนเอง
อาวั่งกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ในห้องครัว เด็กรับใช้ข้างกายและสาวใช้กำลังช่วยเป็นลูกมือให้เขา
เดิมทีควรจะครึกครื้นอย่างยิ่ง ทว่ากลับเงียบสงัด ทุกคนอาศัยเพียงท่าทางและสายตาในการสื่อสาร
ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆ กำลังคิดจะถามถึงเจ้าหลิวสามคนไร้ประโยชน์นั่น
ทันทีที่กำลังจะเอ่ยปากก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์สีขาว มือประคองช่อดอกฉูจวี๋ ป่าเล็กๆ เดินออกมาจากสวนหลังบ้าน
ผมดำขลับปล่อยสยาย ยาวเลยบั้นเอว ทิ้งตัวลงมาเบื้องล่าง ปลิวไสวไปตามลม ดูสง่างามและหล่อเหลายิ่งนัก
บุรุษรูปงามถือดอกไม้สด ค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามา นัยน์ตาดอกท้อเปี่ยมรักจับจ้องมองมาที่นางไม่วางตา เดินพลางขับขาน
“มีโฉมงามหยาดเยิ้ม นามว่าเหยา…”
“ลำคอขาวผ่องดุจตัวอ่อนของแมลง ฟันเรียงงามขาวดังเมล็ดแตง หน้าผากงามดุจจั๊กจั่น คิ้วโก่งเรียวดังหนวดผีเสื้อ รอยยิ้มแฉล้มน่ามอง ดวงตาพริ้มพรายชวนฝัน เมื่อได้เห็นแล้วยากจะลืมเลือน…”
มอบดอกไม้สดให้แล้ว หลิวจี้ยืนไพล่มือไว้ด้านหลัง ยิ้มละไมและกล่าวว่า “วันนี้ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่ลงมือแต่งทำนองเพลง ‘โฉมงาม-เหยา’ นี้ให้ข้าด้วยตนเอง เมียจ๋าคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง ท่วงทำนองไพเราะวิเศษ ชวนให้ดื่มด่ำมิรู้ลืมเลยใช่หรือไม่”
ฉินเหยารับดอกไม้สดมา ยิ้มแฝงนัยลึกซึ้ง เพื่อห้องหนังสือห้องเดียว ช่างทุ่มเทเสียจริง
ทุกคนในห้องครัว ห้องเด็กและห้องโถงต่างพร้อมใจกันเงี่ยหูฟัง
หลิวจี้ยกมือขึ้นปัดเส้นผมซุกซนที่ถูกลมพัดมาปรกดวงตาเบาๆ ยิ้มแย้มดุจดอกไม้แรกแย้ม
ฉินเหยาก้มลงมองดอกฉูจวี๋ป่าในมือแล้วเงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าที่ทั่วทั้งร่างอบอวลไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจ โยนดอกไม้ใส่อ้อมอกเขา หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “นำไปปักแจกันแล้วเอาไปไว้ในห้องข้า”
หลิวจี้รีบขานรับ “ได้!” ทันที เมื่อนางยิ้มให้เขาก็มีกำลังใจขึ้นมาพลางกล่าวอย่างปรีดาว่า “เมียจ๋า หากเจ้าชอบฟัง ต่อไปข้าจะแต่งกลอนขับร้องให้เจ้าฟังทุกวัน”
กล่าวจบก็วิ่งไปหาแจกันอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ปักดอกไม้เสร็จเรียบร้อยก็อุ้มเข้าไปไว้ในห้องของนาง วางไว้ในตำแหน่งที่เด่นที่สุดในห้อง จากนั้นถึงโผล่หน้าออกมาทางหน้าต่าง ส่งยิ้มสดใสให้นาง
ฉินเหยาเลิกคิ้วมองสำรวจเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ส่งเสียง “จุ๊ๆ” สองครา นางยิ้มพลางพับแขนเสื้อขึ้น หันไปตักน้ำที่ข้างโอ่งน้ำเพื่อล้างมือเตรียมกินอาหารเย็น
มิน่าเล่าขุนนางภักดีแต่โบราณจึงมักถูกขุนนางคดโกงใส่ร้าย ส่วนผู้มีอำนาจก็มักจะมองไม่เห็นความเลวร้ายของเหล่าขุนนางคดโกงเหล่านั้น
เขาจะเป็นคนชั่วไปได้อย่างไร
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่ตั้งอกตั้งใจแต่งโคลงกลอนประพันธ์เพลงเพื่อเอาใจข้าให้มีความสุขต่างหากเล่า!
อาวั่งถือกับข้าวเดินออกมาจากห้องครัว ผ่านฉินเหยาที่อยู่ข้างโอ่งน้ำ เมื่อเห็นมุมปากของนางยกสูงขึ้นมุมปากก็พลันกระตุกเล็กน้อย เขาส่ายหน้าพลางสูดหายใจเข้าลึก ตะโกนลั่น “กินข้าวได้แล้ว!”
ทุกคนที่กำลังชมละครอยู่พลันกลับเข้าประจำที่ หากไม่กระตือรือร้นเรื่องกินอาหาร ความคิดก็คงมีปัญหา บัดนี้เรื่องสนุกก็ได้ชมแล้ว ถึงเวลากินข้าวแล้วล่ะ
บนโต๊ะอาหาร หลิวจี้ขมีขมันคีบกับข้าวให้ฉินเหยา ความสามารถในการสังเกตสีหน้าแววตาของเหล่าสาวใช้ในจวนตระกูลฉี เขาไปเรียนรู้มาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ นอกจากจะเอาใจฉินเหยาแล้ว ยังไม่ลืมที่จะเอาอกเอาใจประจบประแจงท่านอาจารย์ของตนอีกด้วย
เขาเพียงคนเดียวกลับสามารถสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง บรรยากาศจึงกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง
หลังอาหารเย็น ฉินเหยากลับเข้าห้องไปหยิบเงินออกมา พอเงยหน้าขึ้นไปที่ระเบียงทางเดิน หลิวจี้ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้านางในทันที
“เมียจ๋ามีสิ่งใดจะสั่งหรือ” หลิวจี้เช็ดเม็ดเหงื่อบนหน้าผากที่ผุดขึ้นมาเพราะกวาดพื้นเช็ดโต๊ะ พลางกล่าวอย่างยินดี “ข้ายินดีรับใช้เมียจ๋าเป็นอย่างยิ่ง!”
ฉินเหยาพลันรู้สึกว่าวันนี้เขาดูน่ามองกว่าปกติมากนักจึงไม่พูดอ้อมค้อม ยื่นเงินสามตำลึงที่หยิบมาให้เขา
“ดูท่าเจ้าก็รู้แล้วว่าคงรอไม่ไหว มะรืนนี้ข้าต้องไปเมืองหลวงของมณฑล อาจใช้เวลาสามถึงห้าวันจึงจะกลับ เจ้าก็เอาเงินไปหาคนมาสร้างห้องหนังสือของเจ้าเองเถิด”
อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็มิได้ไปสำนักศึกษาในอำเภอแล้ว อีกทั้งยังมีกงเหลียงเหลียวคอยสั่งสอนอยู่ที่บ้าน เวลาว่างย่อมมีมากกว่าแต่ก่อน อยู่ว่างๆ ก็เสียเปล่า..
อีกทั้งยังเคยมีส่วนร่วมในการปรับปรุงบ้านเก่าทางนั้น สั่งสมประสบการณ์มาบ้างแล้ว เหมาะที่จะเป็นผู้คุมงานพอดี
หลิวจี้พอเห็นเงินตาสองข้างก็ลุกวาว ตบอกรับประกันว่า “เมียจ๋าวางใจเถิด ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย!”
ในใจโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง ‘ในที่สุดข้าก็จะมีห้องใหม่เป็นของตัวเองแล้วโว้ย!’
การที่เขาใช้รูปลักษณ์ประจบเอาใจเช่นนี้ทำให้กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนขมวดคิ้วมุ่น โกรธเคืองในความไม่เอาไหนของเขา
แต่พอคิดถึงคราวก่อนที่หลิวจี้ถูกทุบตีจนเกือบจะสิ้นลมหายใจก็ได้แต่ไว้อาลัยให้เขาในใจ
เมื่อทราบว่าฉินเหยาจะต้องจากบ้านไปหลายวัน พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็รู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง
ฉินเหยาปลอบโยนว่า “นี่มิใช่ว่ายังมีท่านพ่อของพวกเจ้าอยู่หรือ เมื่อข้าไม่อยู่ หากมีเรื่องอันใดพวกเจ้าก็ไปหาเขาได้”
เมื่อก่อนตอนที่หลิวจี้ยังมิได้ไปสำนักศึกษา เวลาที่นางไม่อยู่บ้าน เขาก็จัดการธุระในบ้านได้เรียบร้อยเป็นอย่างดี
เกี่ยวกับเรื่องการเป็นพ่อบ้าน ฉินเหยายังคงเชื่อมั่นในตัวหลิวจี้อยู่
อีกทั้งยังมีอาวั่งคอยดูแลอยู่ ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดเกิดขึ้น
“รีบไปนอนกันเถิด พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า ข้าเองก็ต้องเตรียมตัวเช่นกัน” ฉินเหยาเอ่ยเร่งพลางยิ้ม
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางพยักหน้าราวกับว่านางจะจากไปในวันพรุ่งนี้ เดินไปสามก้าวก็ต้องหันกลับมามองหนึ่งครั้งแล้วจึงกลับเข้าห้องไป
ส่วนฝาแฝดกลับดีใจ พวกเขาสามารถนอนห้องเดียวกับฉินเหยาได้จึงเดินเข้าห้องไปจุดตะเกียงอย่างว่าง่าย รอท่านแม่ของตนเข้ามา
ในบ้านยังมีแขกอยู่ ฉินเหยาจึงตั้งใจไปบอกกล่าวกับกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนว่าตนเองจะต้องจากไปหลายวัน ทั้งสองฝ่ายแสดงความเข้าใจ บอกให้นางไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขา
จากนั้นก็ให้เงินอาวั่งเพิ่มไว้อีกเล็กน้อยเพื่อสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ฉินเหยาถึงได้กลับเข้าห้องไปนอน