ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 338 ซื้อ ซื้อ ซื้อ!
ตอนที่ 338 ซื้อ ซื้อ ซื้อ!
หลับสบายตลอดคืน ฉินเหยาตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า นางลงจากเตียงจัดแจงเสื้อผ้าแล้วเรียกหลิวเฝยให้ออกไปหาเถ้าแก่ฟางซึ่งเป็นผู้ค้าไม้ด้วยกัน
เมื่อมีการค้ามาถึง เถ้าแก่ฟางย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทว่าราคาของไม้นั้น กลับเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งส่วนเต็มๆ
“ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ท่านต้องการจำนวนน้อย นี่เป็นราคาที่ต่ำที่สุดแล้ว ที่นายท่านของพวกเรายอมให้ราคานี้แก่ท่านก็เพราะบ้านท่านมารับไม้ไปเอง หากไม่เชื่อ ท่านลองไปสอบถามทั่วทั้งเมืองดู ไม่มีที่ใดถูกเท่านี้อีกแล้ว”
เถ้าแก่ฟางแสดงสีหน้าจริงใจ ฉินเหยารู้ดีอยู่แก่ใจจึงไม่พูดจาไร้สาระ “เช่นนั้นก็ลงนามในใบสั่งซื้อเถิด”
“ยังคงเป็นตามกฎเดิมสินะ” เถ้าแก่ฟางเอ่ยถามพลางยิ้ม
ฉินเหยาพยักหน้า เงินมัดจำสามส่วน หลังจากเกินยอดเงินมัดจำแล้ว สินค้ามาถึงก็ชำระเงินทันที
สัญญาเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเนื้อหาไม่ซับซ้อน เป็นเพียงหลักฐานการชำระเงินสำหรับการซื้อขายคำสั่งซื้อ เทียบเท่ากับใบเสร็จรับเงินในยุคหลัง ใช้สำหรับรับสินค้า
คลังสินค้าอยู่นอกเมือง ฉินเหยายังต้องการไปดูด้วยตนเอง เถ้าแก่ฟางเองก็เห็นด้วยจึงจัดให้ลูกจ้างคนหนึ่งที่กำลังจะไปคลังสินค้าพอดีนำทางนางไป
คณะเดินทางนั่งเกวียนวัวมาถึงคลังสินค้านอกเมือง ฉินเหยาและหลิวเฝยตรวจสอบคุณภาพของไม้เรียบร้อย หลังตรวจว่าตรงตามข้อกำหนด ตอนที่กลับเข้าเมืองก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
หลิวไป่ได้จัดเตรียมให้เหล่าสารถีทานอาหารอยู่ที่ห้องโถงของโรงเตี๊ยมแล้ว ทุกคนที่ออกมาขนส่งสินค้าอาหารการกินล้วนมีมาตรฐาน วันละสามสิบเหวินต่อคน ตราบใดที่ไม่ใช้จ่ายเกินก็พอ
นอกจากจะต้องขับรถแล้ว ยังต้องอดนอนเฝ้ายาม รวมถึงขนสินค้าขึ้นลง คอยระวังโจรผู้ร้ายและโจรป่า ต้องได้กินอาหารดีๆ จึงจะมีเรี่ยวแรงและกำลังวังชาในการทำงานมากมายถึงเพียงนี้
อีกทั้งเงินส่วนนี้ก็มิได้จ่ายให้ถึงมือแต่ละคนโดยตรง เหล่าสารถีจึงไม่คิดจะประหยัดเงินให้เถ้าแก่ ทุกคนล้วนสั่งอาหารเต็มจำนวนตามที่กำหนดไว้ กินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
เดิมทีคนในครอบครัวยังกังวลว่าการเดินทางขับรถระยะไกลอยู่ข้างนอกจะทำให้พวกเขาผอมลง ไม่คาดคิดว่าพอมาอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียนได้สามเดือน พวกเขาไม่เพียงไม่ผอมลง กลับอ้วนท้วนกันถ้วนหน้า
สำหรับหัวหน้างานเช่นหลิวไป่และหลิวเฝยก็มีมาตรฐานอาหารการกินและที่พักตามความเหมาะสมเช่นกัน เรื่องเหล่านี้ล้วนเขียนไว้ชัดเจนติดอยู่ที่เสานอกคอกม้าในโรงงาน ทุกคนสามารถมองเห็นและรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหากได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปอีกระดับจะได้รับการปฏิบัติเช่นใด ทำให้มีกำลังใจที่จะตั้งใจทำงานเพื่อการเลื่อนตำแหน่ง
ทว่าฉินเหยาผู้เป็นเถ้าแก่นี้มิได้อยู่ในมาตรฐานนั้น เพราะนางจ่ายเงินกินเอง!
ในเมืองไม่มีกฎห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาล โคมไฟสว่างไสวเพิ่งถูกจุดขึ้น หลังอาหารเย็นเป็นช่วงเวลาที่บนท้องถนนคึกคักที่สุด
พรุ่งนี้ก็จะต้องบรรทุกวัตถุดิบเดินทางกลับแล้ว บัดนี้ธุระทุกอย่างก็จัดการเสร็จสิ้น พอดีมีเวลาว่าง ฉินเหยาจึงเอ่ยถามหลิวเฝยอย่างกระตือรือร้น “ออกไปเดินเล่นข้างนอกกันหรือไม่”
ดวงตาของหลิวเฝยพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที “เอาสิขอรับ! เอาสิขอรับ!”
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาไปถามหลิวไป่ว่าจะไปด้วยหรือไม่ หลิวเฝยรีบวิ่งไปยังห้องพักแขกที่สวนหลังบ้านเพื่อตามหลิวไป่ สองพี่น้องพากันมาที่ห้องโถงใหญ่รวมกลุ่มกับฉินเหยาด้วยความตื่นเต้น ทั้งสามคนจึงออกไปเดินเที่ยวตลาดกลางคืนด้วยกัน
เมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ หลิวไป่และหลิวเฝยย่อมคุ้นเคยมากกว่าเพราะเคยมาพักที่นี่หลายครั้ง หลิวเฝยรู้หมดว่าร้านผ้าแห่งใดในเมืองราคาเป็นกันเอง ร้านใดมักจะมีของแปลกๆ ชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากทั่วทุกสารทิศมาขายอยู่เสมอ
หลังให้เขาเป็นผู้นำทาง ทั้งสามคนก็มาถึงร้านขายผ้า ตั้งใจจะซื้อผ้าสักเล็กน้อยกลับไปตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้คนในบ้าน
อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว เจ้าของร้านนำเอาผืนหนังที่เก็บสะสมไว้จากปีที่แล้วออกมาทั้งหมด มีทั้งหนังกระต่าย หนังแกะ หนังเก้ง หนังกวาง หลากหลายชนิด สินค้ามีครบครัน
ยังมีเสื้อคลุมขนสัตว์ รองเท้าหนัง กางเกงบุฝ้ายและเสื้อบุฝ้ายที่ตัดเย็บสำเร็จรูปแล้วอีกไม่น้อย อีกทั้งยังมีชุดกระโปรงสำหรับเด็กหญิงที่สวยงามประณีตทำจากหนังกระต่ายสีขาวนวลกุ๊นขอบ
ขนบธรรมเนียมของผู้คนในเมืองหลวงของมณฑลเปิดกว้างกว่าในอำเภอ ลูกค้าสตรีในร้านมีจำนวนเกินกว่าครึ่ง บุรุษเช่นหลิวไป่และหลิวเฝยเมื่อปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางพวกนางจึงดูไม่เข้าพวก
ทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างต่างคนต่างเลือกผ้าฝ้ายลายดอกเล็กๆ ที่ลดราคาครึ่งพับแล้วถอยออกไปรอนอกร้าน เหลือเพียงฉินเหยาที่ยังคงลังเลอยู่ในร้านว่าจะประหยัดเงินซื้อเพียงผืนหนังกลับไปทำเองที่บ้าน หรือจะซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปเลยเพื่อประหยัดเวลา
ชุดเสื้อตัวบนกับกระโปรงเข้าชุดสีชมพูกุ๊นขอบด้วยขนกระต่ายสีขาวนั้นช่างสวยงามนัก เมื่อลองวัดขนาดดู แม้ขนาดจะใหญ่ไปสักหน่อย แต่หากกลับไปแก้ไขขนาดแขนเสื้อและเอวกระโปรงเองก็ยังสามารถใส่ได้อีกตั้งสองปี
“ซื้อ!” ฉินเหยาคิดว่า หากตนซื้อผ้ากลับไป นางชิวก็คงไม่สามารถตัดเย็บชุดกระโปรงสีชมพูตัวเล็กน่ารักชุดนี้ออกมาได้เหมือนกัน ซื้อสำเร็จรูปไปเลยดีกว่า
ฉินเหยาเรียกลูกจ้างหญิงที่กำลังยุ่งอยู่มาอย่างกระตือรือร้น บอกว่าตนต้องการชุดนี้
ลูกจ้างหญิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มอย่างขออภัยพลางอธิบายว่า “ฮูหยินเจ้าคะ นี่เป็นชุดตัวอย่างเจ้าค่ะ ไม่ได้มีไว้ขาย หากท่านชอบชุดกระโปรงชุดนี้สามารถสั่งตัดได้ อีกครึ่งเดือนก็ได้ของแล้วเจ้าค่ะ”
สั่งตัดหรือ
ยังต้องรออีกครึ่งเดือน?
ฉินเหยารอไม่ได้แม้แต่น้อย นางกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า “ข้าเพิ่มเงินให้”
“นี่…” ลูกจ้างลังเลเล็กน้อย ฉินเหยาพลันถอนหายใจเบาๆ “พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของบุตรสาวข้า ข้าคิดว่าหากนางได้เห็นชุดกระโปรงชุดนี้ คงจะดีใจมากเป็นแน่”
“บุตรสาวของข้าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก…” ฉินเหยาถอนหายใจแผ่วเบา “สองสามวันนี้อากาศเย็นลง หมอบอกว่าอาการป่วยยิ่งทรุดหนัก เกรงว่า…”
หันหลังไปยกมือขึ้นขยี้ตา เมื่อหันกลับมาก็ส่งยิ้มให้อย่างเข้มแข็งแต่ดูน่าสงสาร
หัวใจของลูกจ้างหญิงพลันบีบรัด นางช่างสมควรตายนัก!
“ฮูหยินรอสักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะห่อชุดกระโปรงให้ท่านเดี๋ยวนี้ ท่านไปชำระเงินที่ด้านหน้าเถิดเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของลูกจ้างหญิงอ่อนโยนลงมาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ช่างเป็นมารดาที่รักบุตรสาวและช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้
เมื่อมาถึงหน้าโต๊ะคิดเงิน อาจเป็นเพราะได้ยินคำบอกเล่าจากลูกจ้างหญิง เถ้าแก่เนี้ยจึงพยักหน้าให้กำลังใจฉินเหยาอย่างหนักแน่นพลางยื่นชุดกระโปรงที่ห่อด้วยผ้ากันน้ำให้นาง
“ราคาเท่าใดหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ของมารดาผู้เปี่ยมเมตตา
เถ้าแก่เนี้ยกล่าว “ให้เจ้าในราคาต้นทุนสองตำลึง เสื้อผ้าชุดนี้ใช้หนังกระต่ายทั้งผืนบุไว้ด้านใน สวมใส่แล้วอบอุ่นยิ่งนัก บุตรสาวเจ้าจะต้องหายดีเป็นแน่”
ฉินเหยายังคงรักษารอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า แต่ในใจกลับสูดลมหายใจเข้าลึก แพงเหลือเกิน!
ทว่าความเร็วในการควักเงินจ่ายนั้นยังคงรวดเร็ว ปีหน้ายังสามารถใส่ได้อีกปี คิดเช่นนี้แล้วก็รู้สึกว่าพอรับได้
จ่ายเงินแล้ว รับเสื้อผ้ามา ตอนเดินออกจากร้าน รอยยิ้มของมารดาเปี่ยมเมตตาบนใบหน้ายังเก็บกลับไปไม่ทันทำเอาสองพี่น้องหลิวไป่ตกใจแทบแย่ นึกว่านางถูกทำคุณไสยใส่ จู่ๆ ก็มีท่าทางใจดีมีเมตตาชวนให้คนไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง
โชคดีที่ในไม่ช้าฉินเหยาก็กลับมาเป็นฉินเหยาคนเดิมที่พวกเขารู้จัก สองพี่น้องลอบตบอกถอนหายใจอย่างโล่งอก
เสื้อผ้าของบุตรสาวได้มาแล้ว ส่วนของคนอื่นๆ ก็ไปซื้อผ้าจากร้านอื่นที่ราคาเป็นกันเองสักสองพับ ถึงเวลาค่อยตัดเย็บเองก็พอ
ทว่าเพื่อไม่ให้เป็นการลำเอียง ฉินเหยาจึงซื้อรองเท้าหนังสำเร็จรูปให้ต้าหลางและเด็กชายอีกสองคนคนละหนึ่งคู่ ขนาดก็ยังไม่ค่อยพอดีนัก แต่ของสำเร็จรูปก็มีเพียงขนาดนี้ ทำได้เพียงนำกลับไปแก้ไขเองที่บ้าน
นอกจากนี้ยังซื้อชุดเสื้อผ้าฤดูหนาวให้อาวั่งอีกหนึ่งชุด ครบเครื่องตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งหมวก รองเท้า ถุงเท้าและเสื้อผ้า
เพราะเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ขนาดย่อมมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง นางจางแม่สามีลูกสะใภ้ตอนนี้แค่เสื้อผ้ารองเท้าของตนเองก็ยังทำไม่ทันแล้ว ดังนั้นฉินเหยาจึงตั้งใจว่าพอกลับไปจะให้อาวั่งหัดแก้ไขเอง
หลิวไป่เห็นฉินเหยาอุ้มของมาเต็มอ้อมแขน แต่กลับไม่มีชิ้นใดเป็นของหลิวจี้เลย เขาจึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“น้องสะใภ้ เจ้าไม่เตรียมให้เจ้าสามสักชุดหรือ”
“เขาหรือ” ฉินเหยาส่ายหน้า “ของปีที่แล้วยังใส่ได้อยู่” ว่าแล้วก็ถือโอกาสซื้อขนมหวานอีกสองสามห่อ
หลิวไป่ “…” เป็นเขาเองที่ปากมากไป
ทั้งสามคนกลับมาพร้อมกับของเต็มไม้เต็มมือ ต่างคนต่างกลับห้องของตน พอหัวถึงหมอนก็หลับไปจนฟ้าสว่าง
คณะเดินทางกินอาหารเช้าที่โรงเตี๊ยม เตรียมเสบียงแห้งสำหรับเดินทางให้พร้อมแล้วจูงรถม้าออกจากเมือง เมื่อบรรทุกไม้เสร็จเรียบร้อย ยามเที่ยงก็ออกเดินทางกลับ