ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 342 มังกรที่แข็งแกร่งก็ยังมิอาจข่มงูเจ้าถิ่นได้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 342 มังกรที่แข็งแกร่งก็ยังมิอาจข่มงูเจ้าถิ่นได้
ตอนที่ 342 มังกรที่แข็งแกร่งก็ยังมิอาจข่มงูเจ้าถิ่นได้
ยามดึกสงัด เมื่อทุกสรรพสิ่งเงียบงัน
ฉินเหยามองดูฝาแฝดที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างกายนางแล้วลูบหีบไม้ใส่เงินกล่องเล็กข้างหมอน ในใจกลับตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ
มองแสงจันทร์สลัวนอกหน้าต่างพลางคิดถึงชีวิตแสนเพียบพร้อมซึ่งกำลังจะมาถึง ในหัวเต็มไปด้วยความคิดมากมาย นานนักกว่าจะข่มตาหลับลงได้
รู้สึกเหมือนเพิ่งหลับไปได้ไม่นาน ประตูก็ถูกเคาะขึ้น เป็นต้าหลางมาเรียกน้องชายน้องสาวให้ตื่นนอน เพราะหากยังไม่ตื่นอีกก็จะไปสำนักศึกษาสายแล้ว
ซานหลางและซื่อเหนียงครางอืออาอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยลุกออกจากผ้าห่มอันอบอุ่น
ฉินเหยาเบิกตาขึ้น มองดูเจ้าตัวเล็กทั้งสองกำลังสวมเสื้อผ้า รองเท้าและถุงเท้าด้วยตนเอง มุมปากก็โค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ท่านแม่!” ซื่อเหนียงอุทานเรียกนางเสียงเบาอย่างดีใจ ไม่คิดว่านางจะตื่นแล้วจึงรีบโผเข้าหาทันทีพร้อมใช้แก้มอุ่นๆ ถูไถใบหน้าของนางไปมา
ซานหลางมองอย่างคาดหวัง อยากจะเข้าไปคลอเคลียด้วยเช่นกัน แต่เพราะตอนนี้ตนเองเป็นสุภาพบุรุษตัวน้อยแล้วจึงไม่ค่อยกล้าออดอ้อนอีก
ฉินเหยากวักมือเรียกเจ้าตัวเล็ก ซานหลางจึงรีบโผเข้าสู่อ้อมกอดของนางอย่างดีใจ ฉินเหยาหอมแก้มทั้งสองคนดังจ๊วบใหญ่คนละที แม่ลูกทั้งสามคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“จะสายแล้วนะ!” ต้าหลางตะโกนเตือนเสียงดังจากหน้าประตูอย่างจนใจ
ฉินเหยารีบดันฝาแฝดลงจากเตียง “รีบไปล้างหน้าล้างตา จัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้วข้าจะหวีผมให้พวกเจ้า”
ฝาแฝดพยักหน้ารับรัวๆ ซานหลางตั้งใจสวมรองเท้าหนังเล็กๆ คู่ใหม่แล้วหัวเราะ “ฮิๆ” อย่างเซ่อซ่าสองครั้งแล้วก้าวเท้าวิ่งออกจากห้อง ตรงไปยังห้องน้ำเพื่อปัสสาวะก่อน
ฉินเหยาสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ใช้แถบผ้ารวบผมเป็นหางม้าสูงอย่างลวกๆ แล้วถือหวีเดินมายังนอกห้องครัว ซื่อเหนียงไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งกินอาหารเช้าที่ห้องโถงแล้ว ในปากนางคาบหมั่นโถวลูกหนึ่ง ส่วนมือก็ถือกล่องอาหารกลางวัน วิ่งวุ่นอยู่ในลานบ้านอย่างเร่งรีบ
สุดท้ายก็คาบหมั่นโถวที่เหลือครึ่งลูก หิ้วหีบหนังสือมาอยู่หน้าฉินเหยา หวีผมอย่างรวดเร็วแล้วลากหีบวิ่งไปยังเกวียนวัวที่อยู่หน้าประตู
เกือบทุกเช้าล้วนวุ่นวายเช่นนี้ ช่างทำให้คนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเสียจริง
หลิวจี้กำลังท่องตำราอยู่ในห้อง พอเห็นฉินเหยาออกไปพร้อมกับอาวั่งและเจ้าลูกอกตัญญูทั้งสี่ก็รีบวิ่งตามออกมาถาม “เมียจ๋า เจ้าจะไปในเมืองหรือ”
แล้วยังตาไวเหลือบไปเห็นหีบไม้ที่ฉินเหยาอุ้มอยู่ในอ้อมแขน ในใจพลันเกิดความคิดขึ้นทันที “ท่านอาจารย์บอกว่าเขาอยากจะลองชิมสุราข้าวของในเมือง พวกเราไปด้วยกันดีหรือไม่”
เขาพูดเองเออเองแล้วทำท่าจะเบียดขึ้นไปบนรถม้าด้วย แต่หลังจากถูกฉินเหยาเหลือบมองอย่างเย็นชาจึงหัวเราะแห้งๆ สองครั้งแล้วถอยออกมาอย่างกระอักกระอ่วน “เช่นนั้น…ถ้าเช่นนั้นก็เดินทางปลอดภัยนะ”
ฉินเหยาเอ่ย “เจ้าตั้งใจอ่านตำราให้ดี ปีหน้าสอบฝู่ซื่อผ่านได้ก็ดีกว่าสิ่งใดทั้งหมดแล้ว”
หลิวจี้นึกถึง ‘ของขวัญ’ ที่ตนเองได้รับเมื่อวานก็ลอบเบ้ปาก คิดจะให้ม้าวิ่งแต่กลับไม่ให้ม้ากินหญ้า ไหนเลยจะมีหลักการเช่นนี้!
เพียงแค่เขากระดิกก้น ฉินเหยาก็รู้แล้วว่าเขาจะถ่ายหนักหรือถ่ายเบา นางจึงแค่นเสียงกล่าวทันทีว่า “สงบสติอารมณ์เสียบ้าง ข้าว่าพักนี้เจ้าชักจะเหลิงเกินไปหน่อยแล้วนะ”
อย่าคิดว่ามีกงเหลียงเหลียวเป็นที่พึ่งใหม่แล้วจะหนีพ้นจากฝ่ามือนางไปได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ตำแหน่งซิ่วไฉมาครอง เขาก็ยังคงเป็นคนไร้ประโยชน์ในบ้านอยู่วันยังค่ำ
ยังจะมาหวังของขวัญอีก ไม่จัดชุดข้อสอบจำลองชุดใหญ่ครบชุดให้เขาก็นับว่าดีเท่าใดแล้ว
“อาวั่ง ไปกันเถอะ” ฉินเหยาสั่ง
อาวั่งสะบัดแส้ทีหนึ่ง เกวียนวัวก็วิ่งออกไปทันที ชั่วพริบตาก็เข้าหมู่บ้านไปแล้ว
หลิวจี้มองไปยังทิศทางของเมืองจินสือ ถอนหายใจยาวให้กับชีวิตอันแสนรันทดของตนเอง
หันหลัง กลับเข้าห้อง สาบานว่าจะต้องอ่านตำราเล่มนี้ให้ทะลุปรุโปร่ง!
รอจนวันที่เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแล้ว ดูซิว่าสตรีใจร้ายนางนี้ยังจะหยิ่งผยองได้อีกอย่างไร!
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า คนเช่นหลิวจี้ หากไม่ถูกสั่งสอนสักสามวัน เขาก็จะปีนขึ้นไปรื้อกระเบื้องบนหลังคา จำต้องคอยกำราบเขาอยู่เสมอจึงจะเชื่อฟังและก้าวหน้าต่อไปได้
ฉินเหยาส่งเด็กๆ ไปที่สำนักศึกษาตระกูลติงก่อนแล้วจึงให้อาวั่งขับรถต่อไปยังจวนตระกูลติง
การจะสอบถามว่าบ้านของติงซิ่วไฉอยู่ที่ใดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงหาคนในตระกูลติงแถวริมนาแล้วถามว่า “ขอเรียนถาม บ้านของติงซิ่วไฉไปทางไหนหรือเจ้าคะ”
อีกฝ่ายก็จะถามนางทันทีว่าใช่ตามหาติงซิ่วไฉคนที่เกิดคดีฆาตกรรมในที่นาหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้ในตอนนั้นเป็นที่ฮือฮาไม่น้อยในจวนตระกูลติง
น่าเสียดายที่ตอนนั้นฉินเหยามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับธุระของโรงงานเครื่องเขียน ต่อมาที่บ้านก็ยังมีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือนจึงพลาดข่าวซุบซิบที่น่าตื่นเต้นนี้ไปอย่างสมบูรณ์
เมื่อทราบว่านางมาตามหาติงซิ่วไฉ อีกฝ่ายก็เดาได้ทันทีว่านางมาเพื่อซื้อที่ดินจึงชี้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ บอกให้ฉินเหยาเดินตรงไป ก็คือลานบ้านขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐเขียวและกระเบื้องสีครามด้านในสุดนั่นเอง
รอจนฉินเหยาและอาวั่งเดินจากไปไกลแล้ว เหล่าคนในตระกูลติงที่อยู่ในนาก็เริ่มพูดคุยกันทันที ไม่รู้ว่าเป็นคนโง่เขลาใจกล้าคนใดที่ไม่กลัวเรื่องอัปมงคล คิดจะซื้อที่ดินผืนนี้
หากผู้ใดใส่ใจสืบข่าวสักหน่อยก็จะรู้ว่าที่ดินผืนนั้นเกิดคดีฆาตกรรมทำให้ขายยากนั่นก็เรื่องหนึ่ง ถูกคนหมายตาบีบบังคับให้ขายในราคาต่ำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน
ต่อให้ติงซิ่วไฉยอมขาย คนที่ซื้อไปก็จะต้องไปขัดแย้งกับเหล่าอันธพาลสองสามคนนั้น อย่าหวังว่าจะได้ทำนาหรือปล่อยเช่าได้อย่างราบรื่นเลย
หูของอาวั่งกระดิกเล็กน้อย หันไปถ่ายทอดคำพูดของเหล่าคนในตระกูลติงที่อยู่ในนาให้ฉินเหยาฟังทุกคำพูดโดยไม่ตกหล่น
“ฮูหยิน ที่ดินผืนนี้จำเป็นต้องซื้อให้ได้เลยหรือขอรับ” อาวั่งเอ่ยถามอย่างสงสัย
ฉินเหยาขานรับคำหนึ่ง “ของดีย่อมต้องเป็นที่หมายตาของผู้คน ข้าเองก็ชอบเช่นกัน”
อยู่ใกล้หมู่บ้านตระกูลหลิว ที่ดินก็อุดมสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นผืนเดียวกัน ส่วนราคาหลังถูกเรื่องวุ่นวายเหล่านี้กดลงก็น่าจะไม่สูงเกินไปนัก
ที่สำคัญคือ นางมีปัญญาซื้อได้แค่ที่นี่!
ที่ดินผืนใหญ่อื่นๆ ล้วนเริ่มขายกันที่หลายร้อยหมู่ เงินเพียงน้อยนิดในมือนางย่อมซื้อไม่ได้อย่างแน่นอน อย่าได้คิดเลย
อาวั่งยังคงอดมิได้ที่จะเตือนขึ้นอีกหนึ่งประโยค “มังกรที่แข็งแกร่งก็ยังมิอาจข่มงูเจ้าถิ่นได้”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น มองเขาแล้วพูดทีละคำ “พวกเรานี่แหละคืองูเจ้าถิ่น”
“พวกเราหรือขอรับ” สัญญาณเตือนภัยในใจของอาวั่งดังลั่น เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
เป็นดังคาด วินาทีต่อมาฉินเหยาก็ตบลงบนไหล่ของเขาฉาดหนึ่ง “หากมีใครไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเรา อาวั่ง เจ้าก็จัดการเลย ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”
อาวั่ง “…”
ถึงบ้านของติงซิ่วไฉแล้ว
ฉินเหยาเก็บสีหน้าล้อเล่นกระโดดลงจากรถ มาหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่ที่ปิดสนิทแล้วเคาะห่วงทองเหลือง “มีผู้ใดอยู่หรือไม่”
ภายในลานบ้านเงียบสงัดยิ่ง
แต่เพราะเสียงของนางเป็นเสียงของสตรี ครู่ต่อมาจึงมีระแวดระวังของสตรีเอ่ยถามขึ้น “ผู้ใดรึ มาหาผู้ใด”
ฉินเหยาแจ้งชื่อและวัตถุประสงค์ที่มา อีกฝ่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อว่านางมาเพื่อซื้อที่ดิน
ฉินเหยากล่าวซ้ำอีกครั้ง “พูดตามตรง เมื่อก่อนตอนที่บ้านของท่านประกาศขายที่ดินข้าก็อยากจะซื้อแล้ว น่าเสียดายที่ตอนนั้นเงินยังขาดอยู่เล็กน้อยจึงมิได้หน้าด้านมาถึงบ้าน บัดนี้รวบรวมเงินได้ครบแล้ว ทราบว่าที่ดินของท่านยังมิได้ขายออกไปจึงได้ตั้งใจมาสอบถามถึงที่นี่”
สตรีในบ้านได้ยินดังนั้นก็กล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้ามิใช่คนที่พวกเขาส่งมาเจรจาเพื่อกดราคาที่บ้านข้าหรอกรึ”
“พวกเขาหรือ” ฉินเหยาหันกลับไปมองอาวั่งอย่างสงสัย
อาวั่งส่ายหน้า อย่ามองเขาเลย เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
เอี๊ยด ประตูเปิดออกเป็นช่องแคบๆ ฉินเหยารีบยิ้มให้ทันที
ด้านในประตูเป็นสตรีวัยราวสามสิบปีคนหนึ่ง ด้านหลังสตรีผู้นั้นยังมีหญิงชราหลังค่อมผู้หนึ่ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เมื่อเห็นฉินเหยามีสีหน้างุนงง สตรีที่อ่อนวัยกว่าก็กล่าวว่า “ข้าคือภรรยาของติงซิ่วไฉ ด้านหลังนั่นคือแม่สามีของข้า พวกท่านเข้ามาข้างในก่อนเถิด”
กล่าวจบก็เปิดประตูให้กว้างขึ้น ยิ้มให้ฉินเหยาอย่างเป็นมิตร
เพราะในบ้านมีแต่สตรี ฉินเหยาจึงโบกมือให้อาวั่งไม่ต้องเข้ามา ถือโอกาสให้เขาช่วยดูอยู่ที่หน้าประตูด้วยว่า ‘พวกเขา’ ที่ภรรยาของติงซิ่วไฉพูดถึงนั้นเป็นเหล่าคนชั่วร้ายประเภทใด