ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 345 เชิดหน้าชูตา
ตอนที่ 345 เชิดหน้าชูตา
“หลิวจี้!”
เสียงตะคอกที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันตัดกระแสความคิดทั้งหมดของหลิวจี้
ฉินเหยาเอ่ย “เรียกเจ้าตั้งสองครั้งก็ไม่ตอบ คิดอะไรอยู่หรือ”
หลิวจี้ตอบอย่างจริงจัง “ข้ากำลังคิดปริศนาในตำราอยู่”
“จะไปแล้วหรือ” แสร้งถามทั้งที่รู้คำตอบ
เมื่อเห็นฉินเหยากวักมือเรียกอย่างไม่สบอารมณ์ เขาก็รีบโยนตำราในมือทิ้ง ลุกขึ้นตบๆ เสื้อคลุมยาวที่เปลี่ยนไว้เรียบร้อยแล้ว วิ่งตรงมาหานางอย่างร่าเริง
ฉินเหยายัดหมั่นโถวลูกหนึ่งใส่มือเขา ดับความคิดเล็กๆ ของหลิวจี้ที่อยากจะไปสั่งอาหารที่อำเภอพลางพยักเพยิดไปทางนอกลานบ้าน “ไปกันเถอะ”
หลิวจี้กัดหมั่นโถวรสชาติจืดชืดแล้วขึ้นรถม้าไปด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
รถม้าหรูหราคันนี้ของหวังหม่าอู่นั้นกว้างขวางเพียงพอ ครอบครัวทั้งหกคนนั่งอยู่ในตัวรถม้าก็ไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้มุดเข้าไป เพิ่งจะนั่งลงดี ซานหลางก็คลานเข้ามาซุกอยู่ในอ้อมอกของเขาเพื่อหลับต่อ
หลิวจี้กัดฟันจิ้มๆ ใบหน้าไร้เดียงสาไม่รู้จักความทุกข์ร้อนของเจ้าสามอย่างเคียดแค้น ทั้งอิจฉาทั้งริษยา
“ช่างเยาว์วัยไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์เสียจริงหนอ~” เขาอุทานออกมาด้วยความรู้สึกปลง จากนั้นก็กัดหมั่นโถวในมือจนหมด หลับตาลงงีบหลับไปอีกคน
ทว่าพอรับจินเป่าขึ้นมาแล้ว ในตัวรถม้าก็มีเสียงดังราวกับมีเป็ดหลายร้อยตัวส่งเสียงร้องก้าบๆ ขึ้นมาพร้อมกัน เสียงดังจนหลิวจี้ตื่นเต็มตาไม่อาจจะตื่นได้อีกแล้ว
ฟังปากเล็กๆ ของจินเป่าและเอ้อร์หลางพูดจ้อไม่หยุด หลิวจี้ก็ตัดสินใจแน่วแน่ ในเมื่อไม่สามารถห้ามได้ เช่นนั้นก็เข้าร่วมกับพวกเขาเสียเลย!
ฉินเหยารับที่อุดหูซึ่งทำจากสำลีที่อาวั่งยื่นมาให้แล้วมองเขาแวบหนึ่งด้วยความประหลาดใจ
นางว่าแล้วเชียว อาวั่งรับส่งเจ้าลูกลิงทั้งห้าคนนี้ไปกลับสำนักศึกษาทุกวัน เขาทนอยู่ได้อย่างไรโดยไม่สติแตกไปก่อน ที่แท้ก็มีอุปกรณ์ช่วยนี่เอง!
นางอุดหูทั้งสองข้างอย่างมีความสุขแล้วหลับตาลง ในที่สุดโลกก็สงบสุขเสียที
เมื่อเดินทางถึงอำเภอ ดวงอาทิตย์ก็โผล่ขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากฝนตกปรอยๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มมาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ท้องฟ้าก็แจ่มใส ทำให้ฉินเหยาเชื่อมั่นว่าวันนี้จะต้องเป็นวันที่โชคดีอย่างแน่นอน
สองสามีภรรยาเดินทางมาถึงจวนที่ว่าการอำเภอ จัดการเรื่องทะเบียนบ้านเสร็จสิ้นอย่างราบรื่น
เพิ่งจะถึงยามเที่ยง ฉินเหยากจึงตัดสินใจไปยังที่นาเพื่อดูที่ดินของตนเอง
หลิวจี้ตื่นเต้นมาก เมื่อมาถึงที่นา เห็นธงสะกดภูตผีปักอยู่บนพื้นก็ดึงออกทันทีแล้วให้อาวั่งโยนไปไกลๆ ของอัปมงคล!
ที่ดินของบ้านอื่นไถพรวนไปได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว หลิวจี้ผู้ไม่เคยใส่ใจเรื่องการเกษตรกลับร้อนใจขึ้นมาอย่างหาได้ยาก เขาวิ่งสำรวจที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ทั้งหมดหนึ่งรอบแล้วหอบหายใจถามฉินเหยาว่า
“เมีย…เมียจ๋า พวกเราต้องรีบปล่อยเช่าที่ดินแล้วนะ มิเช่นนั้นก็จะพลาดการปลูกข้าวสาลีไปอีกรอบหนึ่ง”
ฉินเหยาเองก็รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญจึงตั้งใจจะไปหาภรรยาของติงซิ่วไฉอีกครั้งเพื่อโอนผู้เช่ามา
เมื่อวานพวกนางมัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดการเอกสารต่างๆ จนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
ดังนั้น นางจึงให้อาวั่งขับรถ สองสามีภรรยาไปยังบ้านของติงซิ่วไฉพร้อมกัน
สองแม่สามีลูกสะใภ้กำลังเก็บข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ดูท่าว่าอีกสองสามวันก็จะออกเดินทางจากจวนตระกูลติงไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อสมทบกับติงซิ่วไฉแล้ว
ในลานบ้านเต็มไปด้วยเครื่องเรือนต่างๆ ที่จะนำไปด้วย หลิวจี้ต้องเดินเขย่งปลายเท้าอย่างยากลำบากจึงจะตามฝีเท้าอันคล่องแคล่วของฉินเหยาได้ทัน
เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่ มารดาของติงซิ่วไฉเป็นผู้ต้อนรับทั้งสองคน เมื่อทราบว่าฉินเหยามาด้วยเรื่องของผู้เช่า ฮูหยินผู้เฒ่าก็ตบเข่าฉาดหนึ่ง “ยุ่งจนเลอะเลือนไปหมดแล้ว ข้าลืมบอกเจ้าไป ที่ดินหนึ่งร้อยหมู่นั่นเมื่อก่อนพวกเราเก็บไว้ทำนาเอง ไม่มีผู้เช่าหรอก”
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าก็แสดงความกระตือรือร้นว่านางสามารถช่วยเป็นคนกลางให้ได้ ประเดี๋ยวจะช่วยฉินเหยาสอบถามคนในตระกูลติงให้
ที่ดินผืนนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ขอเพียงฉินเหยาต้องการปล่อยเช่าก็จะมีชาวนามากมายที่อยากจะมาขอเช่าจากนาง
นี่อย่างไรเล่า สองสามีภรรยาฉินเหยาเพิ่งจะเดินออกจากบ้านติงซิ่วไฉมาก็มีคนในตระกูลติงที่ข่าวสารว่องไวยิ้มประจบประแจงเข้ามาหา ถามฉินเหยาว่าค่าเช่าคิดกี่ส่วน
“เหมือนกับในท้องตลาด ที่ดินคิดสองส่วน นาข้าวคิดสี่ส่วน” หลิวจี้ไพล่มือไว้ด้านหลังพลางกล่าวอย่างจริงจัง
คนในตระกูลติงผู้นั้นดีใจขึ้นมาทันที เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “นายท่านหลิว ที่นามุมฝั่งตะวันออกเฉียงใต้จำนวนยี่สิบหมู่ตรงนั้นให้บ้านข้าเช่าทั้งหมดได้หรือไม่ขอรับ”
หลิวจี้มองฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นนางพยักหน้า เขาจึงพยักหน้าให้กับผู้ที่มาแล้วกล่าวต่อไปอย่างจริงจังว่า
“ที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ของบ้านข้าจะปล่อยเช่าทั้งหมด หากเจ้ายังมีญาติคนอื่นต้องการเช่าอีกก็ให้พวกเขาไปแจ้งความจำนงกับฮูหยินผู้เฒ่าที่บ้านติงซิ่วไฉได้เลย”
เมื่อครู่ก่อนออกจากบ้าน ฉินเหยาได้ฝากฝังฮูหยินผู้เฒ่าไว้แล้วว่า หากมีผู้ใดต้องการเช่าที่ดินก็ขอรบกวนให้นางช่วยรับปากแทนไปก่อน จะได้ช่วยให้ผู้เช่าไม่ต้องเดินทางไกลไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อตามหานาง
คนในตระกูลติงที่มาขอเช่าที่ดินได้ยินหลิวจี้กล่าวเช่นนั้นก็ประสานหมัดขอบคุณ หันหลังกลับไปแจ้งข่าวแก่ญาติของตนทันที
บ้านของพวกเขามีที่ดินน้อย ตลอดทั้งปีต้องเช่าที่นาของคหบดีเพื่อเพาะปลูก แต่ที่ดินเหล่านั้นก็ไม่ได้ดีนัก ค่าเช่าก็สูงถึงสี่ส่วน ทำงานเหนื่อยยากมาทั้งปี แทบจะไม่ได้กำไรอะไรเลย
แต่ที่นาของบ้านฉินเหยานี้ล้วนเป็นที่นาชั้นดีทั้งสิ้น ค่าเช่าก็ยังคิดสี่ส่วนเช่นกัน ของดีราคาถูกเช่นนี้ย่อมต้องให้คนในครอบครัวของตนเองก่อน
หลิวจี้มองส่งผู้เช่าเดินจากไปจนลับตา หันกลับไปมองที่นาของตนเองที่อยู่ข้างถนนหลวงแล้วอุทานออกมาว่า “สัจธรรมโลกหมุนเวียนเปลี่ยนผันจริงๆ ไม่นึกเลยว่าข้าหลิวจี้จะได้เป็นนายท่านเจ้าของที่ดินกับเขาด้วย”
ฮ่าๆ คราวนี้ดูซิว่าหลิวต้าฝูยังจะมาอวดเบ่งต่อหน้าเขาได้อย่างไรอีก!
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางยิ้มระรื่นจนดูไร้ค่าของเขาก็ตัดสินใจมอบหมายงานให้เขาเสียเลย
“หลิวจี้ ให้โอกาสเจ้าได้แสดงฝีมือ เรื่องการปล่อยเช่าที่ดินนี้เจ้าเป็นคนจัดการ หากทำได้ดี…”
ไม่รอนางพูดจบ หลิวจี้ก็รีบถามอย่างตื่นเต้น “ทำได้ดีแล้วอย่างไรหรือ มีเงินรางวัลหรือไม่”
ฉินเหยาหัวเราะ “เงินรางวัลไม่มี แต่หากทำได้ดี ปีหน้าเรื่องเก็บค่าเช่าก็ให้เจ้าจัดการต่อ”
หลิวจี้แค่นเสียงออกมาเบาๆ พึมพำเสียงเล็กเสียงน้อย “ทำงานหนักเปล่าๆ อีกแล้ว”
ฉินเหยา “ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจ เช่นนั้นก็แล้วกันไปเถอะ…”
“อย่าๆๆ!” หลิวจี้รีบเปลี่ยนคำพูดทันที เขายิ้มแห้งแล้วกล่าวว่า “ข้ายินดี เมียจ๋าเจ้าวางใจได้ รับรองว่าค่าเช่าของบ้านเราจะไม่ขาดไปแม้แต่เหวินเดียว จะส่งถึงมือเจ้าอย่างแน่นอน”
ถึงอย่างไรก็ยังพอมีผลประโยชน์ให้ได้เก็บเกี่ยวอยู่บ้าง แม้จะเป็นเพียงขามด แต่ก็ยังนับว่าเป็นเนื้อ
ฉินเหยาแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา ทว่าก็มิได้พูดว่าจะยกเลิกคำสั่งอีก สองสามีภรรยาจึงไปดูที่นาต่ออีกครู่หนึ่ง
หลิวจี้ตื่นเต้นดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า ประเดี๋ยวก็หยิบดิน ประเดี๋ยวก็ลูบคลำโคลนไปมา
ไม่มีเหตุผลอื่นใด แค่เพราะเขารักผืนดินผืนนี้อย่างสุดซึ้ง!
ส่วนเรื่องที่เคยเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นในที่ดินผืนนี้ สองสามีภรรยาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ฉินเหยาเดินมายังห้องเล็กสองห้องนั้น กุญแจนั้นภรรยาของติงซิ่วไฉได้มอบให้นางแล้ว เมื่อไขกุญแจเปิดประตูออก ห้องกว้างขวางสองห้องก็ปรากฏแก่สายตา
ห้องหนึ่งใช้ม้านั่งยาวและแผ่นไม้ทำเป็นเตียงนอนรวมยาว เป็นที่พักของคนงานบ้านติงซิ่วไฉเมื่อก่อน
เครื่องนอนและของใช้ต่างๆ ในห้องถูกเก็บไปหมดแล้ว บัดนี้จึงเหลือเพียงห้องว่างๆ ห้องหนึ่ง หน้าต่างทำไว้เล็กมาก แสงสว่างจึงค่อนข้างสลัว
อีกห้องหนึ่งเป็นห้องสำหรับเก็บเครื่องมือการเกษตร ในห้องยังมีถังไม้สองใบและตะกร้าหวายเก่าๆ อีกสองสามใบ น่าจะเป็นของที่ไม่ต้องการแล้ว
ชาวนาชอบเช่าที่นาของคหบดีก็เพราะสามารถใช้เครื่องมือการเกษตรและสัตว์เลี้ยงที่คหบดีจัดหาให้ได้ เพื่อให้ที่ดินของตนเองมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ฉินเหยาจึงกำชับหลิวจี้ที่กำลังเดินวนเวียนอยู่ในห้องว่างว่า
“อย่าลืมหาเครื่องมือการเกษตรมาเพิ่มไว้ด้วย จะได้สะดวกให้พวกชาวนาหยิบยืม”
หลิวจี้รีบขานรับแล้วชี้ไปยังห้องเตียงรวมที่ว่างอยู่ เอ่ยถามหยั่งเชิง “เมียจ๋า หรือว่าพวกเราจะเก็บกวาดห้องนี้ให้เรียบร้อยแล้วปล่อยเช่าดีหรือไม่”
เมื่อเห็นฉินเหยาไม่คัดค้าน หลิวจี้ก็รีบดึงนางเข้าไปในห้อง ชี้ไปยังเตียงรวมเหล่านี้อย่างตื่นเต้นแล้วกล่าวว่า
“จากที่นี่ไปถนนในเมืองใช้เวลาเดินเพียงหนึ่งเค่อ ไปสำนักศึกษาตระกูลติงก็แค่สองเค่อ เหมาะมากที่จะปล่อยเช่าให้นักเรียนที่มาศึกษาเล่าเรียนพักอาศัย”
“เมียจ๋าเจ้าดูสิ เตียงนอนเหล่านี้ก็มีพร้อมอยู่แล้ว เด็กเล็กๆ ไม่ต้องการพื้นที่มากมายอะไรนัก มีที่ให้นอนก็พอแล้ว พวกเราเอาเสื่อกกมากั้นเตียงรวมนี้ให้เป็นห้องเล็กๆ สามารถให้นักเรียนพักได้ตั้งสิบกว่าคน เก็บค่าเช่าถูกหน่อย พวกที่เดินทางมาจากภูเขาไกลๆ บ้านยากจนหน่อยเช่าห้องดีๆ ไม่ไหวจะต้องชื่นชอบแน่!”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง นางกลับรู้สึกว่าไม่เลวเลยทีเดียว
หลิวจี้มองด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง “เมียจ๋า พวกเราลองดูดีหรือไม่”
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าเบาๆ “เช่นนั้นก็ลองดู”
หลิวจี้เท้าสะเอว “ได้เลย!”
ข้อเสนอแนะที่ตนเองเสนอขึ้นถูกยอมรับอย่างราบรื่นเป็นครั้งแรก หลิวจี้พลันรู้สึกราวกับได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมาทันที
คำเดียวเลย สบายใจสุดๆ!