ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 347 เรือนปทุม
ตอนที่ 347 เรือนปทุม
หลังจากออกจากห้องนอนของกงเหลียงเหลียว ทุกคนก็ทยอยกันไปเยี่ยมชมห้องนอนของฉีเซียนกวนที่ตกแต่งด้วยดอกบัวขาวล้วนเป็นหลัก รวมถึงห้องพักแขก ห้องครัว ห้องเก็บของจิปาถะ ห้องคนรับใช้และคอกม้า
เตียงสองชั้นจากบ้านของฉินเหยา ถูกนำมาใช้ในห้องพักแขกและห้องคนรับใช้ ช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่ของบ้านเก่าไม่เพียงพอได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อย่างไรเสียที่นี่ก็ไม่ใช่จวนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เยอะในเมือง สำหรับเรือนในชนบทที่พอจะนับได้ว่ามีสองส่วนเช่นนี้ หากต้องการให้คนยี่สิบคนพักอาศัย ทั้งยังต้องจัดเตรียมที่ทางให้รถม้าสองคันและม้าอีกสิบกว่าตัว เตียงสองชั้นย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ทางเดินภายในลานนั้นสะดวกสำหรับรถเข็นอย่างยิ่ง หลายครั้งหลายคราที่กงเหลียงเหลียวลืมไปว่าตนเองเป็นคนที่ต้องให้ผู้อื่นช่วยหามจึงจะเคลื่อนไหวได้
ครั้นเมื่อเยี่ยมชมห้องทุกห้องจนทั่วแล้ว มองฉีเซียนกวนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแย้มยิ้มอย่างมีลับลมคมนัย ในใจของเขาพลันก็บังเกิดความซาบซึ้งขึ้นมา
“เดี๋ยวก่อน!” ฉีเซียนกวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งซาบซึ้งใจ พลางให้หลิวจี้เข็นท่านอาจารย์ตามตนเองไป คณะเดินทางจึงพากันมาถึงลานกว้างหน้าประตูใหญ่อีกครั้ง
เมื่อนั้น กงเหลียงเหลียวเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ยังขาดคนสำคัญไปผู้หนึ่ง
“ซานเอ๋อร์ ฮูหยินของเจ้าเล่า” กงเหลียงเหลียวเอ่ยถามอย่างสงสัย
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาออกมาจากบ้านของหลิวจี้พร้อมกัน แต่บัดนี้กลับไม่เห็นฉินเหยาเลย
อย่ามองว่าผู้เฒ่าเช่นเขาวันๆ เอาแต่แอบเหน็บแนมว่าฮูหยินของศิษย์ผู้นี้ดุร้ายเกินไป แต่แท้จริงแล้ว หากไม่นับว่านางเป็นฮูหยินของลูกศิษย์ตน ว่ากันตามตรง เขาก็ค่อนข้างชื่นชมสตรีเช่นนางอยู่ไม่น้อย
เพียงแต่บางครั้งก็ชวนให้นึกไปถึงสตรีในเมืองหลวงที่ทั้งเหี้ยมโหดและทะเยอทะยาน จนชวนให้รู้สึกไม่สบายใจ โดยปกติแล้ว หากเลี่ยงที่จะพบเจอได้ก็ย่อมเลี่ยง
แต่หากวันสำคัญเช่นนี้นางไม่มาจริงๆ ในใจของท่านผู้เฒ่าก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว
หลิวจี้เองก็งุนงง มองซ้ายมองขวา “นั่นสิ นางอยู่ที่ใดกัน”
เขามัวแต่ชื่นชมบ้านพักรับรองที่ทำให้ตนอิจฉาตาร้อนหลังนี้จนไม่ทันสังเกตว่านางหายตัวไปตั้งแต่เมื่อใด
ขณะที่สองศิษย์อาจารย์กำลังสงสัยอยู่นั้นก็พลันได้ยินเสียงล้อรถดังครืดคราดเคลื่อนใกล้เข้ามาจากระยะไกล มุ่งตรงมายังทิศทางที่พวกเขายืนอยู่
ฉีเซียนกวนรีบร้อนวิ่งไปข้างหน้าอย่างอดใจไม่ไหว ยืนอยู่ที่ราวกั้นของลานชมทิวทัศน์มองลงไปเบื้องล่าง บนถนนดินแดงนั้น ฉินเหยากำลังเข็นรถเข็นคันใหม่เอี่ยม เดินทอดน่องมาอย่างสบายอารมณ์ราวกับเดินเล่นในสวน
เมื่อเห็นเขาบนลานชมทิวทัศน์ นางก็ร้อง “เอ๊ะ” แล้วเงยหน้ามองมาพลางยิ้มถาม “เยี่ยมชมเสร็จเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ฉีเซียนกวนพยักหน้า ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม ฉินเหยาจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
รถเข็นคันใหม่เอี่ยมถูกเข็นมาอยู่เบื้องหน้ากงเหลียงเหลียว ฉินเหยาอธิบายว่า “โครงรถใหม่ทั้งหมด ความสูงและความกว้างล้วนพอดีกับรูปร่างของท่านอาจารย์ เพื่อให้บรรลุถึงขั้นคนกับรถเป็นหนึ่งเดียว สามารถควบคุมได้ดั่งใจปรารถนา”
“ชิ้นส่วนเชื่อมต่อที่ทำจากโลหะนี้ จะทำให้โครงรถทั้งหมดแข็งแรงและคล่องตัวยิ่งขึ้น การออกแบบล้อสองชั้น ความรู้สึกในการควบคุมที่ตอบสนองได้ดังใจจะทำให้ท่านเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ…”
และอื่นๆ อีกมากมาย ฉินเหยาอธิบายรายละเอียดแต่ละอย่างจนครบถ้วน เมื่อพูดจบ ด้วยเกรงว่าทุกคนจะจำไม่ได้จึงถามขึ้นอีกครั้ง “ยังมีส่วนใดที่ต้องการให้ข้าอธิบายซ้ำอีกรอบหรือไม่”
หลิวจี้กำลังจะเอ่ยปาก ฉีเซียนกวนก็ตอบขึ้นว่า “ไม่จำเป็น ข้าจดจำได้ทั้งหมดแล้ว”
มองปราดเดียวไม่ลืม ฟังครั้งเดียวจำได้แม่นยำ นี่เป็นเพียงความสามารถพื้นฐานของเด็กอัจฉริยะเท่านั้น!
ฉินเหยาตบมือแล้วลุกขึ้นยืน “ดีมาก เช่นนั้นข้าก็จะไม่พูดแล้ว”
หลิวจี้ “…”
แต่เขาเป็นพวกที่ชอบลงมือทำในทันทีจึงรีบให้ท่านอาจารย์ทิ้งรถเข็นคันเก่าแล้วประคองท่านอาจารย์ไปยังรถเข็นคันใหม่ พาท่านอาจารย์ทดสอบความคล่องตัวอยู่บนลานกว้างหน้าบ้านพักรับรอง
แม้แต่กงเหลียงเหลียวเองก็สามารถเคลื่อนที่บนลานกว้างได้อย่างคล่องแคล่วด้วยตนเอง
ทว่าสำหรับฉินเหยาแล้ว เมื่อเทียบกับล้อยาง ล้อไม้เสริมโลหะก็ยังนับว่าค่อนข้างเทอะทะอยู่บ้าง
แต่เมื่อได้เปรียบเทียบกันแล้วจึงเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับรถเข็นคันใหม่ รถเข็นคันเก่าสามารถนำไปผ่าเป็นฟืนได้เลยทีเดียว
บนใบหน้าของกงเหลียงเหลียวปรากฏรอยยิ้มผ่อนคลายที่ห่างหายไปนาน เขาราวกับเป็นผู้เฒ่าผู้ซุกซน ปฏิเสธความช่วยเหลือของทุกคนแล้วเข็นรถเข็นด้วยตนเองเคลื่อนที่ไปมาทั้งในและนอกลาน ท่าทางค่อยๆ คุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุด ท่านผู้เฒ่าก็เข็นรถเข็นมาหยุดอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาด้วยตนเอง ในใจพลันเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่า บ้านพักรับรองหลังนี้ที่กำลังจะติดป้ายชื่อว่า เรือนปทุมแท้จริงแล้วคือที่พำนักอันอิสระที่ฉินเหยาตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ
นับตั้งแต่จากเมืองหลวงมา ความห่วงใยทั้งหมดจากผู้คนรอบข้างรวมกันก็ยังมิอาจเทียบได้กับเศษเสี้ยวของความรู้สึกที่ได้ควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองในยามนี้
แม้แต่ตระกูลฉี สิ่งที่พวกเขาคิดได้ก็เป็นเพียงการจัดหาคนรับใช้มาคอยปรนนิบัติเขาเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ไม่เคยมีผู้ใดเป็นเช่นฉินเหยา ที่ใส่ใจต่อความต้องการในส่วนลึกของจิตใจคนพิการเช่นเขาอย่างแท้จริง
กงเหลียงเหลียวรู้สึกตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง เขาจ้องมองฉินเหยาอยู่นานจึงเอ่ยถามนางอย่างทำอะไรไม่ถูก “เหยาเหนียง เจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการหรือไม่ บอกมาได้เลยมิต้องเกรงใจ”
ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายศีรษะเบาๆ พลางยิ้ม “ไม่มีเจ้าค่ะ”
เพียงสองคำเท่านั้น พูดจบนางก็หันหลังเดินจากไป
เมื่อเดินมาถึงทางในหมู่บ้าน นางก็พลันนึกบางอย่างขึ้นได้จึงหันกลับไปตะโกนบอกหลิวจี้เสียงดัง “
รีบช่วยท่านอาจารย์และคุณชายฉีขนย้ายสัมภาระให้เสร็จสิ้นเสีย ต้องเตรียมหว่านเมล็ดข้าวสาลีแล้ว!”
สองวันนี้อากาศดีนัก ต้องรีบลงมือเพาะปลูกเพื่อมิให้พลาดฤดูกาล
ที่ดินสิบหมู่ในหมู่บ้าน อาวั่งเป็นผู้ไถพรวนทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ทั้งยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องรับส่งพวกต้าหลางสี่พี่น้องไปกลับจากสำนักศึกษาทุกวันอีกด้วย
เรื่องนี้ทำให้ฉินเหยารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังใช้แรงงานอีกฝ่ายมากเกินไป เรื่องการลงเมล็ดพันธุ์ อย่างไรเสียนางก็ไม่อาจปล่อยให้อาวั่งทำเพียงลำพังได้อีกต่อไป
ส่วนที่ดินอีกสองหมู่ซึ่งอยู่ไกลลิบลิ่วนั้น ฉินเหยามิได้นับรวมเข้าไปด้วยซ้ำ นางตัดออกไปราวกับว่าไม่เคยมีอยู่!
กิจการในโรงงานก็พลันมีมากขึ้น ฉินเหยาจึงไม่มีเวลาว่างเลยแม้แต่น้อย ที่บ้านก็ขาดแคลนคนงานอย่างหนัก หลิวจี้รู้แก่ใจดีว่าครานี้ตนคงหนีไม่พ้นเสียแล้ว
แต่เมื่อเหลือบมองเหล่าผู้คุ้มกันที่อยู่ข้างกายฉีเซียนกวน มุมปากของเขาก็ยกสูงขึ้นเล็กน้อย ตอบรับอย่างกระฉับกระเฉง “รู้แล้วเมียจ๋า พรุ่งนี้เช้าข้าจะลงนาเอง!”
สือโถวพลันรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างหาสาเหตุมิได้ ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้น
แต่ยังมิทันให้เขาได้คิดมาก การเยี่ยมชมเรือนใหม่ก็สิ้นสุดลง หลังจากติดป้ายชื่อเรือนและทำพิธีก้าวข้ามกองไฟอย่างเรียบง่ายแล้ว การย้ายเข้าเรือนใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
สัมภาระส่วนใหญ่เดิมทีก็เก็บไว้ที่บ้านพักรับรองอยู่แล้ว…ไม่สิ บัดนี้ควรเรียกว่าเรือนปทุมแล้ว
สัมภาระส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในเรือนปทุมอยู่แล้ว บัดนี้เพียงแค่นำออกมาจัดวางในตำแหน่งที่มันควรจะอยู่เท่านั้น
สัมภาระที่เหลือซึ่งฝากไว้ที่บ้านของฉินเหยามีไม่มากนัก แต่การจัดเก็บก็ยังนับว่าจุกจิกอยู่บ้าง
หลิวจี้มักจะหาทางอู้งานอยู่เสมอ เขาจับพนักวางแขนของรถเข็นกงเหลียงเหลียวไว้ไม่ยอมปล่อย
แล้วอ้างอย่างสวยหรูว่าพาท่านอาจารย์ไปเดินเล่นแถวเรือนปทุม เพื่อทดลองดูว่ารถเข็นคันใหม่ใช้ดีหรือไม่ดี ทว่าแท้จริงแล้วก็คือการหลบไปอู้งานนั่นเอง
ทิ้งให้ฉีเซียนกวนต้องคอยดูแลการจัดแจงเรือนใหม่แต่เพียงผู้เดียว
วุ่นวายตั้งแต่ยามอู่จวบจนยามโพล้เพล้ เรือนปทุมที่เคยเงียบเหงาวังเวง ในที่สุดก็เริ่มมีกลิ่นอายของมนุษย์ ดูเป็นบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว
หลิวจี้กะเวลา รอจนกระทั่งงานทั้งหมดถูกผู้อื่นทำจนเสร็จสิ้นจึงแสดงสีหน้าประหนึ่งว่า ‘ข้าดูแลท่านอาจารย์มาทั้งวัน เหนื่อยจนแทบจะขาดใจตาย’ แล้วเข็นกงเหลียงเหลียวผู้ซึ่งในมือกำลังถือต้นอ้อกระจุกหนึ่งที่เด็ดมาเตรียมจะนำไปปักไว้บนโต๊ะหนังสือตัวใหม่กลับมา
ฉีเซียนกวนรู้เช่นเห็นชาติของหลิวจี้มานานแล้วจึงคร้านจะเสียเวลาไปต่อกรกับเขา
เด็กหนุ่มยืนตัวตรงอยู่ในลานบ้าน มองดูเรือนปทุมที่ตนเองลงมือตกแต่งขึ้นเองกับมือ ความรู้สึกภาคภูมิใจก็เอ่อล้นขึ้นในใจโดยพลัน
พูดตามตรงแล้ว บัดนี้เขาไม่อยากกลับบ้านเลยแม้แต่น้อย
เขาเพียงอยากจะพำนักอยู่ในเรือนปทุมที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้นเองกับมือ ทุกซอกทุกมุมของเรือนล้วนถูกใจเขาแห่งนี้ไปจนวันตาย!
ฉีเซียนกวนรู้สึกเช่นนี้ กงเหลียงเหลียวยิ่งรู้สึกเช่นนั้นมากกว่า
ท่านผู้เฒ่าจินตนาการไม่ออกเลยว่า หากต้องจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปแล้วจะยังสามารถหาลานเรือนอันสมบูรณ์แบบที่ทำให้ตนเองรู้สึกสะดวกสบายถึงเพียงนี้ได้จากที่ใดอีก
สองศิษย์อาจารย์สบตากันต่างก็พึงพอใจกับเรือนใหม่หลังนี้เป็นอย่างยิ่ง
หลิวจี้เองก็คิดในใจอย่างตื่นเต้นว่า ‘ห้องหนังสือของข้า ในที่สุดก็สามารถเริ่มลงมือก่อสร้างได้เสียที!’