ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 348 แมวตะกละแห่งเรือนเก่าตระกูลหลิว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 348 แมวตะกละแห่งเรือนเก่าตระกูลหลิว
ตอนที่ 348 แมวตะกละแห่งเรือนเก่าตระกูลหลิว
มื้อเย็นวันนั้นรับประทานกันที่เรือนปทุม
ฉีเซียนกวนส่งเทียบเชิญในนามของท่านอาจารย์ เชิญผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล คนเรือนเก่าและครอบครัวหลิวเหล่าฮั่นมาร่วมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ที่เรือนใหม่ด้วยกัน
เมื่อมีคนจำนวนมากถึงเพียงนี้ต้องรับประทานอาหาร เพียงกำลังคนที่ตระกูลฉีนำมาด้วยย่อมไม่เพียงพอ วันก่อนหน้าจึงได้ไปเชิญพ่อครัวฝีมือเยี่ยมมาจากโรงเตี๊ยมในอำเภอแล้ว
ยามบ่ายได้ส่งสารถีไปรับตัวเขามา พ่อครัวผู้นั้นเตรียมวัตถุดิบมาพร้อมสรรพ ทั้งยังพาลูกมือมาด้วยคนหนึ่ง
ห้องครัวของเรือนปทุมสร้างไว้กว้างขวางนัก เตาไฟสามเตาถูกจุดขึ้นพร้อมกัน พอถึงยามพลบค่ำ กลิ่นเนื้อหอมยั่วน้ำลายก็โชยออกมาจากในลานเป็นระลอก กลิ่นหอมนั้นลอยตามลมไปจนถึงทุกครัวเรือนในหมู่บ้าน เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้เหล่าเด็กน้อยน้ำลายสอแล้ว
จินฮวาอดรนทนไม่ไหวแล้ว ออกไปชะเง้อมองที่หน้าประตูหลายครั้งหลายครา เมื่อเห็นท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อและท่านแม่ในลานยังไม่มีทีท่าว่าจะออกเดินทาง ใบหน้าเล็กๆ ของนางก็เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
“ท่านแม่ หากพวกเราไปช้า เนื้อจะหมดเสียก่อนหรือไม่เจ้าคะ” จินฮวาเอ่ยถามอย่างร้อนรน
เมื่อครู่นี้นางกับผองเพื่อนกำลังเล่นกันอยู่ที่บ่อน้ำของหมู่บ้านก็เห็นรถม้าของตระกูลฉีลากหมูทั้งตัวผ่านไปกับตาตนเอง
นางชิวกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้บุตรชาย เจ้าตัวเล็กนี้แข็งแรงและซุกซนนัก อยู่ในวัยกำลังคลานซนไปทั่ว เพียงชั่วพริบตาเดียว ผ้ากันเปื้อนด้านหน้าก็มอมแมมเสียจนดูไม่ได้แล้ว
วันนี้จะไปยังเรือนปทุม ใช่ว่าจะเป็นบ้านของชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้านเสียเมื่อใด จำเป็นต้องแต่งกายให้สะอาดสะอ้าน เพื่อมิให้เหล่าผู้สูงศักดิ์เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นการเสียมารยาท
พอต้องดูแลเจ้าตัวเล็ก ทั้งยังต้องคอยดูแลคนตัวโตอีก เสื้อผ้าของหลิวจ้งนั้นเขาหาอย่างไรก็หาไม่พบ ทั้งที่ในห้องก็มีหีบเสื้อผ้าอยู่เพียงสองใบ เขากลับเอาแต่เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องรอให้นางเป็นผู้ค้นหาให้ บัดนี้พอถูกบุตรสาวเร่งเร้าเข้า นางชิวผู้มีอุปนิสัยอ่อนโยนก็อดเอ่ยปากบ่นออกมามิได้ว่า
“จะรีบร้อนไปไย เจ้าแมวน้อยตะกละตัวนี้ ปกติที่บ้านเราสามสี่วันก็ได้กินเนื้อมื้อหนึ่ง เหตุใดจึงทำท่าราวกับคนไม่เคยพบเจอของดีเช่นนี้เล่า”
จินฮวาไหล่ลู่ลงในทันที นางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วพึมพำเสียงเบา “เนื้อที่ทำกินกันเองที่บ้านกับเนื้อที่พ่อครัวใหญ่จากโรงเตี๊ยมในอำเภอปรุง จะเหมือนกันได้อย่างไรเจ้าคะ…”
ซื่อเหนียงเคยเล่าว่าเนื้อที่พวกนางได้ลิ้มลองที่โรงเตี๊ยมในเมืองหลวงของมณฑลคราวก่อนนั้น แทบจะไม่ใช่เนื้อแล้ว เพราะมันอร่อยเลิศรสราวกับปุยเมฆบนท้องฟ้า ทำให้รู้สึกราวกับว่าร่างกายจะล่องลอยได้อย่างนั้น
จินฮวาคิดในใจ ซื่อเหนียงต้องขี้โม้เป็นแน่ ในโลกใบนี้จะมีเนื้อที่อร่อยราวกับปุยเมฆได้อย่างไร
นางสูดจมูกฟุดฟิด แต่กลิ่นที่โชยมาจากทางเรือนปทุมนั้นช่างหอมหวนยิ่งนัก!
เมื่อสองสามีภรรยาหลิวจ้งและนางชิวอุ้มต้าเหมาออกมาจากห้องก็เห็นบุตรสาวของตนยืนอยู่ที่ประตูใหญ่ จ้องมองไปยังทิศทางของเรือนปทุมพลางกลืนน้ำลายลงคอ ช่างเป็นภาพที่ทั้งน่าสงสารและน่าขันในเวลาเดียวกัน
หลิวเหล่าฮั่นและนางจางต่างก็เปลี่ยนไปสวมเสื้อคลุมบุฝ้ายตัวใหม่เอี่ยมซึ่งตัดเย็บจากผ้าฝ้ายที่หลิวเฝยซื้อกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลเมื่อคราวก่อน
เดิมทีตั้งใจว่าจะเก็บไว้ใส่ในช่วงปีใหม่ ทว่าวันนี้ผู้สูงศักดิ์ที่เรือนปทุมเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยง หลิวเหล่าฮั่นมิอยากทำให้เจ้าสามต้องอับอายขายหน้าจึงได้ยอมหักใจนำเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ตัดเย็บเตรียมไว้แล้วออกมาสวมใส่ก่อนกำหนด
คนงามเพราะอาภรณ์ พอเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่แล้วก็ดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงและมีสง่าราศีขึ้นมาก
นางจางจ้องมองสามีเฒ่าของตนแล้วก้มหน้าแอบหัวเราะคิกคัก
“เจ้าหัวเราะอันใด” หลิวเหล่าฮั่นเอ่ยถามอย่างข้องใจ
ดวงตาของนางจางทอประกายระยับแล้วกล่าวว่า “มองท่านสวมชุดใหม่นี้แล้ว ดูราวกับว่ายังไม่แก่ถึงเพียงนั้น”
เมื่อหลิวเหล่าฮั่นได้ยินดังนั้น ประกอบกับเห็นแววตาเป็นประกายของภรรยา ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาก็พลันแดงก่ำขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รีบกระแอมไอสองสามครั้งแล้วเดินออกไปยังลานบ้าน ตะโกนถามเสียงดัง “สะใภ้ใหญ่ เตรียมตัวเสร็จแล้วหรือยัง”
นางเหอรีบขานรับมาจากในห้อง “มาแล้วเจ้าค่ะ มาแล้ว!”
นางจูงจินเป่าซึ่งเกล้ามวยผมเรียบร้อยและกำลังเดินบิดไปบิดมาด้วยท่าทางเอียงอายออกมา หลิวจ้งอุทาน “โอ้โห” แล้วหัวเราะเสียงดัง กล่าวว่า “จินเป่าของพวกเราแต่งกายเช่นนี้ ดูราวกับเป็นนายน้อยจริงๆ!”
จินฮวาไม่ยอมน้อยหน้า รีบวิ่งเข้าไปหาท่านพ่อของตน “แล้วข้าเล่าเจ้าคะ ข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
บนกายนางสวมเสื้อคลุมบุฝ้ายตัวใหม่สีชมพูอมส้ม นางชิวตัดเย็บเลียนแบบเสื้อคลุมขนกระต่ายสีชมพูอ่อนของซื่อเหนียง เด็กหญิงตัวน้อยสวมใส่แล้วย่อมดูงดงามน่ารักเป็นธรรมดา
หลิวจ้งลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ “งดงาม งดงาม ราวกับเป็นคุณหนูจากตระกูลมั่งคั่งเลย”
“ข้ามิอยากเป็นคุณหนูจากตระกูลผู้มั่งคั่งหรอกเจ้าค่ะ” จินฮวาโผเข้ากอดมารดาของตน พลางกล่าวอย่างร่าเริง “ข้าขอเป็นเพียงแมวตะกละแห่งเรือนเก่าตระกูลหลิวก็พอแล้ว!”
พูดจบนางก็รีบแลบลิ้นปลิ้นตาแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้นางชิวฟาดก้นเอา
ทุกคนในห้องถูกนางหยอกล้อจนหัวเราะครืน นางชิวมีสีหน้าจนใจระคนเอ็นดู
ขณะนั้นเองก็มีเสียงร้องเรียกอันดังของซื่อเหนียงแว่วมาจากนอกประตูว่า “พี่จินฮวา!”
ที่แท้คือสองแม่ลูกฉินเหยาเดินทางมาถึงแล้ว ด้วยเกรงว่าพวกของหลิวเหล่าฮั่นจะรู้สึกอึดอัดไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉินเหยาจึงตั้งใจพาซื่อเหนียงมารับพวกเขาไปเรือนปทุมพร้อมกัน
เด็กชายทั้งสามคนที่บ้านได้ตามอาวั่งไปหาหลิวจี้ก่อนล่วงหน้าแล้ว
เมื่อเห็นฉินเหยามารับ นางเหอก็ตอบรับเสียงดังลั่น ทั้งครอบครัวจากเรือนเก่าจึงรีบพากันออกมา
ในมือของนางจางถือตะกร้าใส่เกาลัดคั่วน้ำตาลที่ยังร้อนกรุ่นอยู่เต็มตะกร้า “เหยาเหนียง พวกเรานำของสิ่งนี้ไปมอบให้คุณชายฉีและท่านอาจารย์กงเหลียง พวกท่านจะไม่ถือสาใช่หรือไม่”
นี่ก็เป็นความคิดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันของฉินเหยาเช่นกัน เมื่อปีกลายได้กินเกาลัดคั่ว ปีนี้จึงเพิ่มระดับความยากขึ้น ต้องการจะทำเกาลัดคั่วน้ำตาล นางจางจึงอาศัยจังหวะที่ออกไปดูแลแปลงผักในไร่ แบกเกาลัดจำนวนมากกลับมาด้วย บ่ายวันนี้ก็เพิ่งจะคั่วเสร็จใหม่ๆ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เกาลัดเต็มแน่นหนึ่งตะกร้าไม้ไผ่ นี่คือเกาลัดทั้งหมดที่คั่วในวันนี้ล้วนถูกบรรจุไว้ในนี้แล้ว
ฉินเหยาเปิดผ้าโปร่งที่คลุมอยู่มองแวบหนึ่ง พอนึกถึงรสชาติหวานหอมหนุบหนับของเกาลัดคั่วน้ำตาลก็อดมิได้ที่จะแอบกลืนน้ำลาย พยักหน้ารับคำติดๆ กัน “ได้เจ้าค่ะ ได้แน่นอน นี่เป็นของดีทีเดียว ในเมืองหลวงยังหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ เลยนะเจ้าคะ”
นางจางเห็นกิริยาเล็กๆ น้อยๆ นั้นของฉินเหยาก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้ นางกำชับซื่อเหนียงว่า “เดี๋ยวค่อยกลับมาเอาที่บ้านนะ ย่ายังเก็บส่วนของพวกเจ้าพี่น้องไว้ให้อีกหน่อย”
ซื่อเหนียงกำลังยืนชมเสื้อผ้าของพี่จินฮวาอยู่ พอได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป ร้อง “อ๊ะ” ออกมาคำหนึ่ง “ข้ามิได้อยากกินเสียหน่อยนี่เจ้าคะ”
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นแววตาที่เอาแต่จับจ้องตะกร้าเกาลัดไม่วางตาของท่านแม่ นางก็พลันเข้าใจขึ้นมาในทันที “อ้อ ข้าอยากกินเจ้าค่ะ! ขอบพระคุณท่านย่ามากเจ้าค่ะ!”
“เด็กดี” นางจางมองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยแววตาเอ็นดู เด็กหญิงตัวเล็กผิวขาวอมชมพูผู้นี้ มองแล้วช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
ครั้นพอย้อนนึกถึงช่วงเวลาก่อนที่ฉินเหยาจะมาถึง สภาพของเด็กๆ นั้นดูไม่ต่างจากขอทานน้อย ในใจของนางจางก็พลันเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย
หากเป็นเมื่อครั้งอดีต พวกนางย่อมมิกล้าแม้แต่จะจินตนาการว่าชาวนาต่ำต้อยเช่นพวกตน จะมีโอกาสได้ไปร่วมงานเลี้ยงของมหาบัณฑิตกับเขาด้วย
ตลอดเส้นทาง ฉินเหยาคอยบอกกล่าวพวกคนจากเรือนเก่าอยู่เสมอว่าอย่าตื่นตระหนก ให้ทำราวกับว่ากำลังพบปะผู้ใหญ่บ้านหรือหัวหน้าตระกูลเหมือนเช่นทุกวันก็พอ
ทว่าดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะไร้ผล แม้แต่ต้าเหมาผู้ซุกซนเป็นนิจก็ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันตึงเครียดของคนในครอบครัวจึงสงบเสงี่ยมลงไม่น้อย
กลับเป็นเด็กน้อยทั้งสองอย่างจินฮวาและจินเป่าที่ในใจปราศจากความคิดฟุ้งซ่านกังวลใดๆ พวกเขาเอาแต่จดจ่ออยู่กับอาหารเลิศรสในงานเลี้ยง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง มิได้มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย
ถึงเรือนปทุมแล้ว ทั้งภายในและภายนอกลานล้วนจุดตะเกียงจนสว่างไสว ส่องให้ทั่วทั้งบริเวณลานเรือนสว่างเจิดจ้า
สือโถวและเด็กรับใช้ข้างกายอีกสองคนเมื่อเห็นแขกมาถึงก็รีบนำพวกของฉินเหยาเข้าไปด้านใน
เมื่อก้าวเข้าไปในลาน พวกของหลิวเหล่าฮั่นก็ได้เห็นภูเขาจำลองและธารน้ำไหลริน แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองเลยว่า นี่คือบ้านเก่าที่ก่อนหน้านี้เคยรกร้างว่างเปล่าและเต็มไปด้วยวัชพืช
เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่โอ่อ่า ภายในห้องปูพื้นด้วยแผ่นไม้ซึ่งขัดเสียมันวาวจนสามารถส่องสะท้อนเงาร่างของผู้คนได้
ชั่วขณะนั้น พวกคนจากเรือนเก่าที่ยืนอยู่บริเวณหน้าประตูห้องโถง ต่างก็พากันลังเลไม่กล้าก้าวเท้า จะเดินหน้าเข้าไปก็ไม่กล้า จะถอยหลังกลับก็ทำไม่ได้
เป็นฉินเหยาที่ก้าวเดินนำไปก่อน ทุกคนจึงค่อยๆ เดินตามหลังนางไปอย่างเชื่องช้า ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าวกลับรู้สึกราวกับว่ายาวนานหลายชั่วยาม
งานเลี้ยงจัดเตรียมไว้ที่สวนหลังบ้าน ห้องโถงด้านหน้าใช้สำหรับรับรองแขกเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากธรรมเนียมของบ้านชาวนาที่มักจะจัดวางโต๊ะตามสะดวก แขกเหรื่อสามารถเลือกที่นั่งได้เองตามใจชอบ
ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นรูปแบบที่ฉีเซียนกวนได้ปรึกษาหารือกับฉินเหยาแล้วและปรับเปลี่ยนให้เรียบง่ายขึ้นตามธรรมเนียม ‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม’
โชคดีอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลเดินทางมาถึงก่อนแล้ว พวกเขากำลังนั่งสนทนากับกงเหลียงเหลียวอย่างสำรวม โดยมีหลิวจี้คอยอยู่เป็นเพื่อน พูดคุยกันถึงเรื่องสภาพความเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ในหมู่บ้านตามแต่ละฤดูกาล