ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 27 หลี่เย่วหานแม่บุญธรรมผู้ชั่วร้าย
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 27 หลี่เย่วหานแม่บุญธรรมผู้ชั่วร้าย
บทที่ 27 หลี่เย่วหานแม่บุญธรรมผู้ชั่วร้าย
วันรุ่งขึ้น เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ออกไปข้างนอกแล้ว มู่ชวนกล่าวว่าเมิ่งฉีฮ่วนออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่ของทุกวัน เพราะเขาต้องล่าสัตว์บนภูเขา และต้องเข้าไปในอำเภอเพื่อขายหนังตอนที่เหยื่อยังสด ๆ อยู่ ซึ่งมันลำบากอย่างยิ่ง
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
สำหรับอาหารเช้า หลี่เยว่หานนึ่งซาลาเปาแป้งขาว ซึ่งพี่น้องก็พอใจกับหมูป่ากับไข่คนที่เหลือจากเมื่อคืนนี้มาก
หลังอาหารเช้า หลี่เยว่หานจับมือเล็ก ๆ ของหลิงซีแล้วออกไปพร้อมกับมู่ชวน
ท้ายที่สุดหญิงสาวจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลี่เยว่หานวางแผนที่จะไปส่งมู่ชวนที่สถานศึกษา และทำความคุ้นเคยกับหมู่บ้านไป๋อวิ๋นไปในเวลาเดียวกัน
ใช้เวลาเดินจากบ้านเมิ่งไปสถานศึกษาราวหนึ่งเค่อ ทางเท้าเรียบมาก ถ้าดูดี ๆ จะมีทรายละเอียดเป็นชั้น ๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่การมีฝุ่นจำนวนมาก แต่เมื่อฝนตก ถนนที่ปูด้วยทรายละเอียดจะมีโอกาสเป็นโคลนน้อยที่สุด
ดังที่เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว หมู่บ้านไป๋อวิ๋นนั้นร่ำรวยกว่าหมู่บ้านเฮยถู่มาก หลี่เยว่หานเดินไปตลอดทางและบ้านที่เธอเห็นก็เป็นระเบียบเรียบร้อย แม้ว่าผู้คนในหมู่บ้านเฮยถู่จะทำงานหนัก แต่หลายคนในหมู่บ้านก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านมุงจากที่ทรุดโทรม ทั้งบ้านบางหลังก็สร้างขึ้นเองด้วยซ้ำ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋น แม้ว่าเสื้อผ้าของชาวบ้านที่เดินสวนไปสวนมา จะไม่ใช่ของใหม่ แต่ก็ไม่ค่อยมีรอยปะเย็บ ซึ่งแตกต่างจากหมู่บ้านเฮยถู่ ที่ชาวบ้านเกือบทุกคนมีรอยปะมากกว่าสามรอยบนตัวผ้า
“ข้าวางแผนที่จะพาหลิงซีขึ้นภูเขาไปด้วยกันเพื่อหาผลไม้ป่าอร่อย ๆ กิน ในตอนเที่ยงข้าเลยไม่ได้จะทำกินเองที่บ้าน ข้าเอาซาลาเปากับเนื้อหมูป่าใส่กระเป๋าหนังสือให้เจ้า เจ้ากินมันแทน ไว้ตอนเย็นข้าจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้กิน” ขณะส่งมู่ชวนที่สถานศึกษาแล้ว หลี่เยว่หานก็อธิบายอย่างระมัดระวัง
“ตกลง!” มู่ฉวนพยักหน้า จากนั้นก็หมุนตัวและกำลังจะเข้าสถานศึกษาไป แต่จู่ ๆ เขาก็หันกลับมา หยิบไม้แกะสลักรูปหมูตัวเล็กออกมายัดใส่มือของหลี่เยว่หาน “สิ่งนี้ทำโดยอาเมิ่ง มันมีสมุนไพรที่สามารถขับไล่สัตว์ป่าได้อยู่ รับไป!”
“ข้า…” หลี่เยว่หานกำลังจะบอกมู่ชวนว่าตนไม่ต้องการสิ่งนี้ แต่มู่ชวนกลับหมุนตัววิ่งเข้าไปในสถานศึกษาแล้ว
เมื่อมองไปที่ด้านหลังของเด็กชาย ในใจหลี่เยว่หานก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่น
ตั้งแต่เดินทางมายังยุคนี้นานกว่าครึ่งเดือน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับการดูแลเช่นนี้!
“ท่านเหมือนจะร้องไห้เลย?” หลิงซีเงยหน้าขึ้นมองหลี่เยว่หาน และเห็นดวงตาสีแดงของนางจึงอดที่จะพูดไม่ได้ว่า “อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้ ในอนาคตข้าจะไม่รังแกท่านแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อารมณ์ที่ตึงเครียดแต่เดิมของหลี่เยว่หานก็ไม่สามารถยับยั้งได้ และน้ำตาก็ไหลออกมาทันที
ครั้นเห็นเช่นนี้ หลิงซีก็ตื่นตระหนกเล็กน้อย “อย่าร้องไห้… ฮือ ๆๆ …”
เมื่อได้ยินเสียงร้องของเด็กหญิงตัวน้อย หลี่เยว่หานก็รีบเช็ดน้ำตาและนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้านาง ก่อนแขวนลูกหมูไม้ไว้รอบคอของหลิงซี จากนั้นหนุนไหล่ของนางและถามว่า “หลิงซีตัวน้อยเชื่อฟังมากที่สุดใช่หรือไม่?”
“ฮือ… ใช่…” หลิงซีพยักหน้าอย่างแรงขณะร้องไห้
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เราจะไปผจญภัยบนภูเขากันแล้ว เด็กขี้แยจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไป ดังนั้นตอนนี้หลิงซีหยุดร้องไห้ได้หรือไม่?” หลี่เยว่หานเกลี้ยกล่อมหลิงซีด้วยความอดทนเหมือนกับครูของเด็กอนุบาล
“วู้…ข้าจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว…” หลิงซีตอบขณะสะอื้นต่ออยู่ครู่หนึ่ง แต่นางก็ไม่ร้องไห้แล้วจริง ๆ
เมื่อเห็นดวงตาสีแดงของหลิงซี หลี่เยว่หานก็อดยิ้มไม่ได้ “ไปผจญภัยบนภูเขากับพี่สาวกันเถอะ!”
“ไปกัน!” เสียงร้องดังก้องที่ประตูสถานศึกษา หลี่เยว่หานอุ้มหลิงซีตัวน้อยขึ้นแล้วถือตระกร้ากลับบ้าน ก่อนจะขึ้นไปบนภูเขาอย่างมีความสุข
ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลี่เยว่หานได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เธอไม่สามารถเร่งหาเงินได้ หนี้ที่มากเกินไปทำอะไรเธอไม่ได้ ยังไงซะ เธอก็ไม่อาจจ่ายเงินให้เมิ่งฉีฮ่วนไปได้สักพักอยู่แล้ว ดังนั้น หลี่เย่วหานจึงใคร่ควรว่าเธอควรทำอย่างไรเพื่อหาเงินดี
วิชาเอกในมหาวิทยาลัยของเธอ คือคลีนิกเวชกรรมกับเกษตรกรรมเละวนศาสตร์ ในสมัยโบราณเมื่อเงื่อนไขทางการแพทย์ลำบากมาก หลี่เยว่หานไม่คิดว่าคลีนิกเวชกรรมจะมีประโยชน์ ในทางตรงกันข้าม วิชาเอกที่สองของเธอมีประโยชน์มาก ดังนั้นวันนี้ หลี่เยว่หานจึงขึ้นไปบนภูเขา เพื่อดูว่ามีต้นกล้าไม้ป่าที่เหมาะสำหรับการปลูกและขยายพันธุ์หรือไม่
หลี่เยว่หานค้นพบว่าตอนขุดขิงป่าในสวนหลังบ้านเมื่อวานนี้ ดินในยุคนี้อุดมสมบูรณ์มาก หลี่เยว่หานเชื่อว่าด้วยความรู้ในวิชาชีพและดินที่อุดมสมบูรณ์ เธอจะต้องสามารถปลูกสิ่งของเพื่อขายแลกเงินได้อย่างแน่นอน!
เมื่อนึกถึงเงิน จู่ ๆ หลี่เยว่หานก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปทั่วร่าง
“พี่สาวหลี่ พี่สาวหลี่ ผลไม้นี้แสบจัง!” เมื่อหลี่เยว่หานพาหลิงซีไปขุดขิงป่าบนภูเขา หลิงซีก็เด็ดผลไม้ป่ายัดเข้าไปในปากตน พร้อมกับร้องออกมา
หลี่เยว่หานรีบไปดูและพบว่าสิ่งที่หลิงซีเลือกที่จะกินก็คือพริก!
ทั้งมันยังเป็นพริกที่ไม่ได้รับการพัฒนา!
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ หลี่เยว่หานรีบพูดว่า “อย่าขยี้ตาล่ะ พี่สาวจะพาเจ้าไปที่แม่น้ำเพื่อล้างปาก!”
แต่มันก็สายเกินไปแล้ว หลิงซีที่เผ็ดร้อนจนน้ำตาไหล เด็กหญิงเช็ดตาของนางก่อนที่หลี่เยว่หานจะทันจับมือเอาไว้ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ดวงตาของนางก็บวมแดง และน้ำตานางก็ไหลพราก
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ไม่กล้ารอช้า รีบวิ่งลงจากภูเขาไปพร้อมกับหลิงซีตัวน้อยในอ้อมแขน โดยมุ่งตรงไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วให้หลิงซีอมน้ำเย็นในปากก่อน จากนั้นก็ลงไปในน้ำ กอดหลิงซีและเอาหน้าอีกฝ่ายจุ่มลงไปในน้ำอย่างระมัดระวัง ปล่อยให้สายน้ำไหลล้างตานาง
เดิมทีน้ำเกลือเป็นสิ่งที่ป้องกันรสเผ็ดได้ดีที่สุด แต่ในยุคนี้เกลือหายากเกินไป แม้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะร่ำรวย แต่เกลือทั้งหมดในบ้านก็เป็นเกลือหยาบ การล้างตาด้วยสายน้ำไหลจะเร็วกว่าการรอน้ำเกลือจากเกลือหยาบ
ท้ายที่สุดแล้ว เด็ก ๆ นั้นบอบบางและอ่อนแอ จึงรอนานขนาดนั้นไม่ได้! ทั้งบริเวณที่หลิงซีถูกพริกนั้นยังเป็นดวงตา ถ้าจอประสาทตาเป็นรูโดยไม่ตั้งใจ มันจะจบสิ้นแน่นอน!
ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงไม่คิดอะไรมากนัก นับประสาอะไรกับการกระทำของเธอในตอนนี้ที่ดูเหมือนกำลังจะฆ่าคน…
หลังจากเร่งรีบอยู่พักหนึ่ง หลี่เยว่หานก็อุ้มหลิงซีขึ้นมาวางไว้บนตักเพื่อเปลี่ยนน้ำ สองสามรอบ เมื่อหลิงซีรู้สึกว่าตาไม่เจ็บและปากของนางก็ไม่ร้อนแล้ว แขนกับขาของหลี่เยว่หานก็แทบจะหัก
“ยังเจ็บตาอยู่หรือไม่” หลี่เยว่หานลุกขึ้นจากลำธารพลางหอบหนัก เธอวางหลิงซีไว้บนโขดหินข้างตัว ฉีกเสื้อคลุมออกหนึ่งชิ้น แล้วพับเป็นสองทบ ชุบน้ำก่อนพันไว้รอบตาเด็กหญิงตัวน้อย
หลิงซีส่ายหัว “ยังแสบอยู่”
“งั้นกลับบ้านก่อน แล้วค่อยประคบด้วยน้ำเกลือสักพัก” หลี่เยว่หานพูดเบา ๆ
หลิงซีพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง จากนั้นหลี่เยว่หานก็อุ้มเด็กหญิงตัวน้อยขึ้น และเดินกลับไปที่บ้านอย่างเหนื่อยล้า
เดินไปได้ครึ่งทาง หลี่เยว่หานก็ถูกหยุดโดยคนกลุ่มหนึ่ง
“ดูสิ! ข้าเพิ่งเห็นผู้หญิงสารเลวคนนี้พยายามจะกดน้ำเสี่ยวหลิงซีตาย แต่ข้าไม่คิดว่านางจะทำให้เสี่ยวหลิงซีตาบอด!” ผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนเสียงแหลมบาดหู
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้