ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 46 เด็กหญิงไข้ลดแล้ว
บทที่ 46 เด็กหญิงไข้ลดแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนไม่รู้ว่าการทำให้มันบริสุทธิ์นั้นคือสิ่งใด แต่เมื่อเห็นหลี่เยว่หานคิดจะทำอะไรบางอย่าง ก็ไม่คิดรบกวนนางอีก ชายหนุ่มจึงออกไปซื้อยาให้หลิงซี
ภายในห้องครัว หลี่เยว่หานพบขวดสำหรับใส่ยาต้ม เธอดับไฟในเตาลงและยกหม้อขึ้น แล้วเทสุราลงไปในขวดโหล จากนั้นจึงปิดฝาให้สนิท ยกเว้นบริเวณปากโหลที่เอาไว้ระบายอากาศออกมา
หลังจากนั้น เธอจึงหาถ้วยก้นลึกใบหนึ่งมา เพื่อปิดปากโหล โดยใช้ไม้ค้ำไว้เพื่อไม่ให้ปิดสนิทเกินไป จากนั้นจึงหาชามอีกใบหนึ่งมาวางรองไว้ใต้ปากชามที่คว่ำอยู่
เมื่อสุราในโหลยาเริ่มเดือด ไอน้ำมากมายจะพวยพุ่งออกมาจากปากโหล เมื่อไอน้ำสัมผัสกับความเย็นของชาม ก็จะหลอมรวมกลายเป็นของเหลวและไหลตามขอบชามลงมา และตกลงสู่ภายในชามที่วางอยู่ด้านล่าง
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ด้านบนปากโหลเริ่มร้อนขึ้น เมื่อเห็นเช่นนั้นหลี่เยว่หานก็รีบเปลี่ยนถ้วยใบใหม่ที่หยิบเตรียมไว้ทันที
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนซื้อยาและกลับมาถึงบ้าน หลี่เยว่หานก็มีสุราบริสุทธิ์ในถ้วยครึ่งหนึ่งแล้ว
“เจ้าทำสิ่งใดกัน?” เมิ่งฉีฮ่วนไม่เข้าใจว่าหลี่เยว่หานกำลังทำสิ่งใด จึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “นี่คือการกลั่นให้บริสุทธิ์ที่เจ้าบอกหรือ?”
“ใช่” หลี่เยว่หานพยักหน้ารับ “เพียงแต่ข้าไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิการเดือดของมันได้ ความบริสุทธิ์ของสุราที่กลั่นออกมานั้นอาจจะยังไม่มากพอ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาที่จะช่วยให้ไข้ของหลิงซีลดลงได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงเฝ้าดูด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อพบว่าตนไม่เข้าใจจึงหันไปป้อนยาให้หลิงซีแทน
เมื่อมองหน้าผากของหลิงซี เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจออกมา
ความร้อนบริเวณหน้าผากของนางสูงกว่าเมื่อครู่ เกรงว่าคงจะต้องส่งไปโรงหมอจริง ๆ เสียแล้ว
“ข้ากลับมาแล้ว!” เสียงของมู่ชวนดังมาจากหน้าประตู เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจึงเงยหน้ามองไปตามเสียง และได้เห็นเด็กชายตัวเล็กเดินเข้าประตูมาพอดี
“อาเมิ่ง พี่สาวหลี่ พวกท่านเป็นอะไรกัน?” มู่ชวนวางกระเป๋าลง พลางย่นจมูกเล็ก ๆ ขึ้น “เหตุใดจึงมีกลิ่นสุราเต็มไปหมด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เปลี่ยนชามใบใหญ่ที่กำลังร้อน พลางพูดขึ้นมาอย่างสบาย ๆ “เจ้าไปดูหลิงซีก่อนเถิด นางไม่สบาย”
“ไม่สบาย?” มู่ชวนไม่เข้าใจว่าไม่สบายหมายความว่าอย่างไร แต่ก็เดินไปดูน้องสาวของตนโดยไม่รู้ตัว เด็กชายพบว่านางนอนอยู่บนเตียงเล็ก ๆ ที่หลี่เยว่หานทำให้ด้วยใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาทั้งสองข้างของนางหลับสนิท เมื่อเห็นภาพนั้นเขาก็พูดขึ้นด้วยความร้อนใจ “อาเมิ่ง อาเมิ่ง ท่านป้อนยาให้หลิงซีแล้วหรือ?”
“ป้อนแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนพูดปลอบ “อาการป่วยของหลิงซีครั้งนี้รวดเร็วยิ่งนัก กลัวว่ายาเดิม ๆ จะไม่ได้ผล”
“อาเมิ่ง” มู่ชวนจับมือของเมิ่งฉีฮ่วนพลางพูดขอร้อง “พาหลิงซีเข้าไปเถิด ครั้งนี้นางอาการหนักเกินไป พานางเข้าไปเถิด”
เมื่อได้คำพูดนี้ หลี่เยว่หานที่กำลังยุ่งอยู่กับการกลั่นสุราจึงหันมามองอย่างสงสัย
พาเข้าไป? เข้าไปที่ใดกัน?
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้สนใจจะปิดบังหลี่เยว่หาน จึงรีบพูดปลอบมู่ชวน “เจ้าฟังอาเมิ่ง ในตอนแรกแม่ของเจ้าได้รับพิษรุนแรง พิษบนร่างของหลิงซีนั้นจึงไม่สามารถทุเลาลงได้ในทันที ตอนที่พ่อของเจ้าพาพวกเจ้าทั้งสองมานั้นก็ได้พูดแล้ว หลิงซีจำเป็นต้องโตถึงวัยห้าขวบ จึงจะสามารถทนต่อความเจ็บปวดเช่นนั้นได้ ตอนนี้หากส่งนางเข้าไป ก็รังแต่จะทำให้นางอายุสั้นลง!”
“พวกท่านกำลังพูดถึงเรื่องใดกัน?” หลี่เยว่หานอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ต้องส่งหลิงซีไปที่ใดกัน? ได้รับพิษอะไร? ความเจ็บปวดอะไรกัน?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” เมิ่งฉีฮ่วนพูดตัดบทขึ้นมาง่าย ๆ
หลี่เยว่หานชะงักไป ก่อนจะไม่เอ่ยถามอะไรอีก
ได้ เธอคงไม่เหมาะที่จะรู้ถึงความลับตระกูลเมิ่งของพวกเขา!
เมื่อคิดเช่นนี้ หลี่เยว่หานจึงไม่ได้ฟังการพูดคุยของพวกเขาทั้งสองคน ถึงอย่างไร สุราที่กลั่นออกมานั้นก็ได้จำนวนไม่น้อยแล้ว
หลังจากหลี่เยว่หานเปลี่ยนเป็นชามใบใหม่อีกครั้ง ก็นำชามที่มีสุราอยู่ออกมา และวางใบใหม่เพื่อกลั่นสุราต่อไป
หลังจากนั้นจึงนำผ้าเช็ดหน้าของตนออกมา และจุ่มลงไปในชามสุราจนเปียก จากนั้นก็เริ่มเช็ดตัวให้หลิงซี
“เจ้าทำสิ่งใด?” เห็นได้ชัดว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่เข้าใจในสิ่งที่หลี่เยว่หานทำ และเห็นว่านางยังถอดเสื้อผ้าของหลิงซีออก จึงอดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้ “คิดจะทำให้อาการป่วยของหลิงซีรุนแรงขึ้นหรือ?”
“สุราจะออกฤทธิ์ได้เร็ว ช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายหลิงซีลดลงได้เร็วขึ้น ตอนนี้ข้าต้องใช้สุราเช็ดตัวให้นาง ถ้าหากไม่ติดปัญหาใด หลังจากช่วงค่ำตัวหลิงซีก็จะไม่ร้อนเช่นนี้แล้ว” หลี่เยว่หานอธิบายออกมาง่าย ๆ
“เจ้า…” เมิ่งฉีฮ่วนขยับปากขึ้นเล็กน้อยราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อกำลังจะอ้าปากนั้นกลับกลืนคำพูดกลับลงไป
“ข้าทำไม?” หลี่เยว่หานที่มือหนึ่งกำลังถอดเสื้อผ้าของหลิงซีออก อีกมือหนึ่งก็ใช้ผ้าห่อตัวหลิงซีไว้ให้เหลือเพียงต้นแขนอวบอ้วนโผล่พ้นออกมา เช็ดแขนไปพลางเอ่ยถาม
“ไม่มีอะไร” เมิ่งฉีฮ่วนตอบกลับ “ข้าจะไปเตรียมอาหารค่ำ มู่ชวน มาช่วยข้าด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงรีบพูดขัดขึ้นมาทันที “มู่ชวน เจ้าให้เขาเตรียมอาหารเอง เจ้าช่วยพี่สาวคอยดูหม้อยาตรงนั้น ถ้าหากชามใบใหญ่ด้านบนร้อนแล้วก็เปลี่ยนใบใหม่แทนเสีย”
“ได้!” มู่ชวนไม่พูดอะไรต่อพลันเดินไปคอยเฝ้าดูหม้อยาทันที
สายตาของหลี่เยว่หานจึงกลับมาตกลงบนร่างของหลิงซีอีกครั้ง
เมิ่งฉีฮ่วนยืนเฝ้ามองนางอยู่ด้านข้างอีกครู่หนึ่ง จนในที่สุดก็เดินออกไปเตรียมอาหารอย่างเงียบ ๆ
หลังจากเช็ดแขนทั้งสองข้างของหลิงซีแล้ว หลี่เยว่หานก็ลองอังมือบนหน้าผาก ความร้อนของนางยังสูงจนน่ากลัว เธอกัดฟันแล้วเปิดผ้าบริเวณหน้าอกของเด็กหญิงออก หลังจากใช้สุราเช็ดสองรอบแล้ว จึงห่อตัวนางให้แน่นยิ่งขึ้น และนำผ้าเช็ดหน้าไปจุ่มให้เปียกชื้น ก่อนจะนำมาวางไว้บนหน้าผากของนาง
และในขณะนั้นเอง หลี่เยว่หานจึงรู้สึกว่าความร้อนบนร่างกายของหลิงซีเริ่มลดลง
เด็ก ๆ ก็เป็นเช่นนี้ ช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดีนั้น มักจะเกิดอาการไข้สูงจนไม่อาจลดลงอย่างต่อเนื่องได้ เพียงแค่จัดการทำให้ไข้ลดลงได้ และเพิ่มปริมาณของเหลวในร่างกายให้ทันเวลา อุณหภูมิของร่างกายก็จะลดลงได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานจึงนำเกลือเม็ดหยาบไปละลายในน้ำอุ่น และนำมาค่อย ๆ ป้อนให้หลิงซี
“ตอนนี้หลิงซียังกินอะไรไม่ได้!” เมิ่งฉีฮ่วนรีบเข้ามาหยุดนางไว้ “ข้าจะบอกเจ้าตามตรง นางเกิดมาพร้อมกับพิษในครรภ์ของมารดา นางจะมีอาการกำเริบขึ้นมาเช่นนี้เป็นพัก ๆ จำเป็นต้องกินยาที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษจึงจะดีขึ้น สิ่งพวกนี้ที่เจ้าทำนั้น ไม่มีประโยชน์”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของหลี่เยว่หานจึงเย็นชาขึ้นมา “ท่านได้ป้อนยาให้นางแล้ว แต่ไข้ของหลิงซียังไม่ลดลง ท่านรู้หรือไม่ว่าเด็กตัวเล็กเช่นนี้ หากไม่ทำให้ไข้ลดลงได้ทันเวลา จะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นได้? ข้าไม่สนใจว่านางจะได้รับพิษจากครรภ์มารดาหรือไม่ ข้ารู้เพียงแค่ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือทำให้ไข้ของหลิงซีลดลงโดยเร็วที่สุด!”
เมื่อพูดจบ หลี่เย่หานจึงสะบัดมือของเมิ่งฉีฮ่วนออก จากนั้นจึงหันไปประคองศีรษะของหลิงซีเพื่อป้อนน้ำอย่างระมัดระวัง
เพียงไม่นาน หลิงซีจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นหลี่เยว่หาน นางก็เม้มริมฝีปากเข้าหากัน ก่อนน้ำตาจะไหลอาบสองแก้ม “พี่สาวหลี่ หลิงซีใกล้จะตายแล้วหรือ..”
“พูดไร้สาระอะไรกัน” เมื่อหลี่เยว่หานเห็นหลิงซีตื่นขึ้นมา ก็คลายกังวลลง จากนั้นจึงอังหน้าผากนางอีกครั้ง และพูดด้วยความโล่งใจว่า “ไข้ลดแล้ว!”
เมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ด้านข้างได้ยิน ก็อดเบิกตากว้างขึ้นมาไม่ได้ “ไข้ลดแล้วหรือ?”