ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 49 จากไปหรืออยู่ต่อ
บทที่ 49 จากไปหรืออยู่ต่อ
“ท่านพูดเรื่องใดกัน…ข้าฟังแล้วไม่เข้าใจ” หลี่เยว่หานรู้สึกลำบากใจจนเบี่ยงศีรษะไปด้านข้าง “อะไรคือการกินแล้วไม่รับผิดชอบกัน ไร้ความรับผิดชอบเรื่องใดกัน ข้าไม่เข้าใจว่าท่านกำลังพูดถึงเรื่องใด”
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็คว้าแขนของหลี่เยว่หานขึ้นมา “อยากออกไปจากบ้านตระกูลเมิ่งหรือ?”
“…” หลี่เยว่หานไม่รู้ว่าตนควรจะพยักหน้ารับหรือส่ายหน้าปฏิเสธดี ถ้าหากพยักหน้ารับออกไป เมิ่งฉีฮ่วนจะปล่อยเธอออกไปหรือไม่?
“เพียงแค่เจ้าบอกว่าอยากจะออกไปจากตระกูลเมิ่ง อยากจากข้ามู่ชวนและหลิงซีไป ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป” เมิ่งฉีฮ่วนมองหลี่เยว่หานด้วยแววตาจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าน่าจะได้ยินเรื่องที่ข้าคุยกับมู่ชวนแล้ว ถ้าหากเจ้าคิดจะไป ข้าก็เข้าใจได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ “เช่นนั้น…ถ้าหากข้าไป ท่านจะดูแลสองพี่น้องได้หรือไม่?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้” ใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา จนดูจริงจังยิ่งนัก “เจ้าเพียงแค่บอกข้า หลังจากที่รู้ถึงสถานะของสองพี่น้องรวมถึงเรื่องวุ่นวายของพวกเรา เจ้าจึงคิดที่จะจากไปใช่หรือไม่”
“ข้า…” หลี่เยว่หานเงียบไปอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านถามข้าเช่นนี้ ถ้าหากข้าบอกว่าข้าคิดจะจากไป มันจะไม่ดูแย่เกินไปหรือ!”
“เช่นนั้นก็จงอยู่ต่อ?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดสวน
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…” หลี่เยว่หานรู้สึกลำบากใจยิ่ง
ด้านหนึ่งเธอก็ยังอยากที่จะอยู่ในยุคแห่งความวุ่นวายเช่นนี้ต่อไป อีกด้านหนึ่งเธอก็รู้สึกเจ็บปวดแทนสองพี่น้องมู่ชวนหลิงซี และยิ่งเมิ่งฉีฮ่วนเป็นคนจิตใจดี ด้วยภาพลักษณ์เช่นนี้ของเขา หากอยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 นั้น อาจหาไม่ได้ง่าย ๆ
“ต้องการให้ข้าอยู่ต่อไปนั้นได้ แต่ข้ามีเงื่อนไข!” หลี่เยว่หานถึงกับกลืนน้ำลาย “หากท่านรับปาก ข้าจะไม่ออกไปจากที่นี่!”
“เจ้าต้องการทำลายใบยืมหนี้นั่นใช่หรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนยกมุมปากขึ้น “ที่แท้ในใจของเจ้านั้น ใบยืมหนี้สำคัญกว่าชีวิตของพวกเราทั้งสามคน”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…” หลี่เยว่หานรู้สึกว่าแม้ตนจะมีปากแต่กลับพูดไม่ออก “ข้าหมายความว่า ถ้าหากต้องการให้ข้าอยู่ต่อไป อย่างน้อยพวกเราควรเท่าเทียมกัน เดิมทีนั้น ใบยืมหนี้นั่นก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากพออยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้ารับ “เช่นนั้นเจ้าว่ามา ถ้าหากข้าไม่มีใบยืมหนี้ หากเจ้าคิดหนีไป ข้าควรทำเช่นไร?”
“…” หลี่เยว่หานพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าควรต้องตอบเช่นไร
“และก็ ตัวตนที่แท้จริงของมู่ชวนและหลิงซีนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด” เมิ่งฉีฮ่วนรีบพูดคลายความสงสัยหลี่เยว่หานทันที “ถึงแม้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาจะล้ำค่ายิ่งนัก แต่ก็เป็นเพียงเด็กสองคนที่ถูกเลี้ยงอยู่ในตำหนักขององค์รัชทายาทเท่านั้น สายเลือดที่แท้จริงขององค์รัชทายาท ถูกเลี้ยงโดยคนสนิทที่ไว้เนื้อเชื่อใจในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง”
“หมายความว่าอย่างไร?” หลี่เยว่หานไม่เข้าใจ “ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก”
เมิ่งฉีฮ่วนสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะมองหลี่เยว่หานด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “อธิบายง่าย ๆ ข้ามู่ชวนและหลิงซี และสิ่งที่เป็นสมบัติของประเทศนั้น ต่างก็เป็นเพียงหมาก หมากที่ใช้พลางตาผู้คน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที “ความหมายก็คือ…พวกท่านเป็นแพะรับบาป?”
“ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ารับ “แพะรับบาปที่เหมือนพวกเรานั้นยังมีอีกมากนัก กระจัดกระจายอยู่ตามแคว้นตงฮั่น เหตุผลที่ข้าพาสองพี่น้องย้ายมาอยู่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น ประการแรกนั้นคือประเพณีที่นี่ค่อนข้างเรียบง่าย ประการที่สอง ที่นี่ห่างจากเมืองหลวงไม่มากนัก เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการซ่อนตัว”
“เช่นนั้น พระนัดดาที่แท้จริงของฮ่องเต้อยู่ที่ใดกัน?” หลี่เยว่หานรู้สึกแปลกใจขึ้นมา “เมื่อครู่ที่ข้าได้ยินมู่ชวนคุยกับท่าน เหมือนเขาจะไม่รู้ว่าตนไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขขององค์รัชทายาท”
“ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพระนัดดาของฮ่องเต้นั้นอยู่ที่ใด” เมิ่งฉีฮ่วนชำเลืองมองหลี่เยว่หานเล็กน้อย “มู่ชวนและหลิงซียังเด็กมากนัก ดังนั้นจำเป็นต้องให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นทายาทขององค์รัชทายาท มิเช่นนั้นอาจจะถูกเปิดเผยได้ง่าย”
“แต่มู่ชวนพูดว่า ในตอนนั้น พระชายาสิ้นพระชนม์ต่อหน้าเขามิใช่หรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถาม
“ตอนที่ออกจากเมืองหลวงมานั้น มู่ชวนพึ่งจะอายุได้สองขวบกว่า ๆ เจ้าคิดว่าเด็กสองขวบคนหนึ่งจะจำเรื่องราวได้หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางยกมือขึ้นมาช่วยหลี่เยว่หานปัดปอยผมไปด้านหลัง “ความทรงจำทั้งหมดของเขา เป็นสิ่งที่ข้าค่อย ๆ บอกเขาทั้งสิ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หายอดส่ายศีรษะไม่ได้ เธอมองเมิ่งฉีฮ่วนราวกับเขาคือสิ่งประหลาด “ท่านโหดร้ายยิ่งนัก มู่ชวนและหลิงซีทำสิ่งใดผิดกัน เพื่อปกป้องคนรุ่นราวคราวเดียวที่ไม่เคยพบกันมาก่อนคนหนึ่ง จำเป็นต้องเอาทั้งชีวิตเข้าแลกด้วยหรือ”
“มีหลายสิ่งหลายคนบนโลกใบนี้ ที่ไม่เคยทำผิดมาก่อน แต่ก็ต้องมาคอยรับผลกรรมจากผู้อื่น” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางมองหลี่เยว่หานด้วยแววตาจริงจัง “ดังนั้น เจ้ายังคิดที่จะจากไปอยู่หรือไม่?”
“พูดตามตรง ข้าตอบไม่ได้” หลี่เยว่หานตอบอย่างตรงไปตรงมา “ท่านจะให้ข้าพูดว่าข้าไม่คิดจะไปนั้น ข้ารู้สึกไม่เต็มใจอย่างยิ่ง ถ้าท่านต้องการให้ข้าตัดสินใจจากไป ข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีเหตุผล พูดตามจริงแล้ว ข้าทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นพวกเด็ก ๆ ตกอยู่ในความลำบาก และตอนนี้ที่ท่านบอกข้าว่าพวกเขาสองพี่น้องน่าสงสารเช่นไร ข้าก็รู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจขึ้นมา”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนได้ยินคำพูดของนาง ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย จึงนำกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อและวางลงบนมือหลี่เยว่หานพลางพูดขึ้น “นี่คือใบยืมหนี้ที่เจ้าประทับตราไว้ ถ้าหากคิดจะไป ก็เผามันซะ แต่ถ้าตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ ก็ค่อยนำมาคืนให้ข้า”
เมื่อพูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็หมุนตัวเดินออกไป
“เหตุใดถ้าข้าอยู่ต่อแล้วต้องคืนใบยืมหนี้ให้แก่ท่านกัน!” หลี่เยว่หานรู้สึกสับสนเล็กน้อย “หรือท่านยังคิดเรื่องหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงนั่นอยู่! ข้าจะบอกท่านให้ หากข้าตัดสินใจอยู่ต่อ ข้าก็ไม่มีทางคืนเงินท่านหรอก!”
“แล้วแต่เจ้าเถิด!” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางสาวเท้าเดินออกจากห้องของหลี่เยว่หานไปพลาง พอเดินเลี้ยวออกไปก็ไม่เห็นแม้แต่เงาเสียแล้ว
หลี่เยว่หานถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย พลางนั่งลงบนเตียงและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ในตอนนี้นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะออกไปจากที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อคิดถึงหลังจากที่เธอจากไปนั้น สองพี่น้องคงต้องใช้ชีวิตแบบอดมื้อกินมื้ออย่างที่ผ่านมา หญิงสาวอดรู้สึกปวดใจขึ้นมาไม่ได้
เมิ่งฉีฮ่วนขึ้นภูเขาไปล่าสัตว์ ใช้เวลาทั้งวันในการอยู่ที่นั่น นอกจากเรียนแล้วมู่ชวนยังต้องดูแลหลิงซี บางครั้งหากหลิงซีเอะอะโวยวายขึ้นมา เขาก็ต้องพาหลิงซีไปเรียนด้วย
เรื่องการกินก็แล้วแต่สถานการณ์ หากกินอิ่มก็นับว่าโชคดีไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเด็กวัยนี้ควรจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อร่างกาย
หวนคิดไปถึงตอนที่มายังบ้านตระกูลเมิ่งในครั้งแรก สองพี่น้องในตอนนั้นช่างแตกต่างกับตอนนี้ยิ่งนัก…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “ช่างเถิด อย่างไรก็มีชีวิตเพียงลำพังอยู่บนโลกใบนี้ อยู่ใช้ชีวิตไปกับพวกเขาก็ได้ อย่างมาก ถ้าเกิดเรื่องใดขึ้น ข้าก็เพียงวิ่งให้เร็วเท่านั้น!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลี่เยว่หานจึงยัดถุงผ้าสัมภาระกลับเข้าไปที่เดิม
ตอนที่เธอมาถึงบ้านตระกูลเมิ่ง เมิ่งฉีฮ่วนซื้อเสื้อผ้าให้เธอสองสามชุด ในตอนนี้หลี่เยว่หานคิดจะไปจากบ้านตระกูลเมิ่ง ของส่วนใหญ่ที่นำไปนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนจัดเตรียมไว้ให้
“ถือว่าเมิ่งฉีฮ่วนผู้นี้ก็เป็นคนดีคนหนึ่ง หากเป็นชายอื่น ก็คงจะใช้กำลังบังคับกันไปแล้ว จะอดทนโดยไม่แม้แต่จะถูกเนื้อต้องตัวข้ามาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร” หลี่เยว่หานจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วพลางพึมพำกับตัวเองออกมา
หารู้ไม่ว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดของนาง กำลังตกอยู่ในสายคน ๆ หนึ่งอยู่…