ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 165 วาจาฝากฝังของเหยาเมิ่งจี
หลี่เนี่ยนฝานซื้อปลาหลี่ตัวใหญ่สองตัวจากเถ้าแก่ร้านขายปลา จากนั้นก็เดินเล่นรอบๆ เมืองลั่วเซียนกับต๋าจี่ จับจ่ายของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันได้จำนวนหนึ่ง จึงออกจากเมือง งและเดินทางกลับบ้าน
ระหว่างทาง หลี่เนี่ยนฝานอดไม่ได้ที่จะแหงนมองท้องฟ้า สีหน้าเป็นกังวล “ต๋าจี่น้อย เจ้าว่าช่วงนี้มีฟ้าร้องฟ้าผ่าบ่อยหรือไม่?”
ต๋าจี่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ก็ดูเหมือนว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงจริงๆ รู้สึกไม่สงบสักเท่าไร”
ความกังวลบนใบหน้าหลี่เนี่ยนฝานยิ่งชัดเจน เขาอดคิดไม่ได้ ตอนที่เขาอยู่ในหุบเขาเมฆาคราม ท้องฟ้าก็แปรปรวน แถมยังเกิดฟ้าร้องไม่หยุด น่ากลัวมากจริงๆ
อีกอย่างยังมีต๋าจี่น้อยที่ถูกตนรับมา หลังจากเกิดฟ้าผ่าในตอนนั้น
ดูเหมือนว่าในโลกบำเพ็ญเซียนแห่งนี้มีฟ้าร้องฟ้าผ่ามากทีเดียว
หลี่เนี่ยนฝานถาม “เจ้าว่าสายฟ้านี้จะผ่าถูกเรือนเราหรือไม่?”
ต๋าจี่หันมองหลี่เนี่ยนฝาน แล้วมองไปบนท้องฟ้า “ข้าว่า…ไม่น่าเป็นไปได้กระมัง?”
“อย่าได้ชะล่าใจ คนธรรมดาอย่างพวกเรา ใช้ชีวิตอยู่ในโลกบำเพ็ญเซียนต้องระมัดระวังให้ดี”
หลี่เนี่ยนฝานส่ายหัว “เราอาศัยอยู่บนภูเขา ข้างเคียงล้วนมีแต่ต้นไม้ เป็นไปได้มากที่จะตกเป็นเป้าหมาย ข้าต้องกลับไปครุ่นคิดหาทาง”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เริ่มคิดวิธีการรับมือ
อันที่จริงการจัดการกับฟ้าผ่าตรงไปตรงมามาก วิธีที่ดีที่สุดก็คือการใช้สายล่อฟ้า
สิ่งสำคัญคือวัสดุที่ใช้ทำสายล่อฟ้าต้องชุบสังกะสี
กระบวนการไม่นับว่าซับซ้อน เพียงแต่ใช้โลหะทั่วไปมากหน่อย นำไปถลุงหลอมรวมให้เข้ากัน ก็จะสามารถทำได้
ในบ้านยังมีไฟแช็กอยู่ น่าจะทำได้ ไม่ได้การ ต้องกลับไปซื้ออุปกรณ์โลหะสักหน่อย
หลังจากวางแผนทุกอย่างแล้ว หลี่เนี่ยนฝานก็อดไม่ได้ที่จะเร่งความเร็วฝีเท้า รีบทำสายล่อฟ้า ยิ่งทำเสร็จเร็วก็ยิ่งสบายใจเร็วขึ้น
ณ อารามเต๋าหลินเซียน
ฉินม่านอวิ๋นและผู้อาวุโสทั้งสี่ต่างเฝ้าอยู่นอกห้องหิน ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“ครืน!”
หลังจากเสียงดังสนั่นประตูห้องหินก็เปิดออก เหยาเมิ่งจีก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ
“ท่านอาจารย์!”
“ท่านประมุขอาราม!”
ดวงตาของทุกคนเป็นประกาย ขึ้นไปต้อนรับ
แต่เมื่อพวกเขาได้เห็นเหยาเมิ่งจีก็ต้องตกตะลึง รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งทื่อ
เวลานี้เหยาเมิ่งจีใบหน้าเหนื่อยล้า ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง ดวงตาโหลลึก ราวกับชายชราไม้ใกล้ฝั่ง อ่อนแอไม่อาจต้านแรงลม ไร้ความองอาจในอดีต
ดวงตาของฉินม่านอวิ๋นเปลี่ยนเป็นสีแดง พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ท่านอาจารย์ ท่าน…”
เหยาเมิ่งจีโบกมือและพูดว่า “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเกรงว่าเวลาจะเหลือไม่มากแล้ว”
“อ่ะ เอ่อ…” ทุกคนราวกับถูกฟ้าผ่า
โจวต้าเฉิงย่นคิ้วเล็กน้อย รีบเอ่ยว่า “ผู้เฒ่าเหยา อย่าพูดไร้สาระนะ! เจ้าทำอะไร? เหตุใดถึงได้พูดเช่นนี้ออกมา!”
ฉินม่านอวิ๋นพูดเสริม “ใช่ ท่านอาจารย์ มิใช่ท่านเคยผ่านปริศนาทารุณจิตเต๋ามาก่อนหรือ?”
“โชคไม่ดี โชคไม่ดีเลย!”
เหยาเมิ่งจีส่ายหน้าด้วยยิ้มขมขื่น “ยามนี้สถานการณ์ฟ้าดินเปลี่ยนแปลง ข้ารู้สึกได้ยามที่ทำปริศนาทารุณจิตเต๋า พลังแห่งทัณฑ์สวรรค์ของข้าเกรงว่าจะแข็งแกร่งกว่าทัณฑ์สวรรค์ปกติ ถึงสองเท่า! สองเท่าเลยนะ ข้าจะผ่านได้อย่างไร?”
ม่านตาทุกคนหดวูบ หัวใจกระตุกสั่นไหว “สองเท่า? เหตุใดเป็นเช่นนั้น?!”
พวกเขาไม่สงสัยเลย ผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไปอาจอ่อนไหวต่ออันตรายครั้งใหญ่ของตน และเหยาเมิ่งจีก็เกิดความรู้สึกตอบสนองขึ้นอย่างฉับพลันในระหว่างปริศนาทารุณจิตเต๋า แปดส่วนจึงไม่น่า าผิดพลาด
“ข้าเองก็อยากถามสวรรค์ ว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้!” ดวงตาของเหยาเมิ่งจีเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ร่ำร้องโอดครวญ “เดิมทีข้าผ่านมันไปได้สบายๆ ทว่าเมื่อถึงทัณฑ์สวรรค์ของข้ากลับเกิดเร รื่องเช่นนี้ เจ็บใจนัก!”
ทุกคนอ้าปากอึกอัก กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหน
พลังแห่งทัณฑ์สวรรค์สองเท่า แค่คิดก็ชวนให้หนังศีรษะชาแล้ว จะรับไว้ได้อย่างไร!
“เอาเถอะ ถึงเวลาควรทำอย่างไรก็ทำ ชีวิตจะเป็นอย่างไรก็ให้สวรรค์กำหนด” เหยาเมิ่งจีโบกมือไหวๆ มองฉินม่านอวิ๋นและกล่าวว่า “ตอนที่ข้าปิดตัวบำเพ็ญ การทำผลงานต่อหน้าปรมาจารย์ผู ยิ่งใหญ่ของพวกเจ้าเป็นเช่นไร คงไม่ได้ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่โกรธกระมัง?”
“เราจะทำให้ปรมาจารย์โกรธได้อย่างไร เพียงแต่ครั้งนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายสักหน่อย…”
ฉินม่านอวิ๋นรีบระงับความเศร้าของตน และบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาราวกับเป็นเรื่องเล่า ตั้งแต่ต้นจนจบโดยละเอียด
เวลานี้เหยาเมิ่งจีดูเหมือนชายชราธรรมดาคนหนึ่ง ใบหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่ฟังเรื่องเล่าไปก็พยักหน้าส่ายหน้าเป็นครั้งคราว
กว่าฉินม่านอวิ๋นจะเล่าเรื่องจบ เวลาก็ผ่านไปกว่าครึ่งวันแล้ว
ใบหน้าของเหยาเมิ่งจีเปลี่ยนไปตามคำบรรยายของฉินม่านอวิ๋น บ้างก็ยิ้มออกมา พยักหน้าอย่างพึงพอใจ บ้างก็ทอดถอนใจเบาๆ เป็นหมื่นพันครั้ง
ยามพูดถึงตระกูลหลิ่ว ใบหน้าเขาจมดิ่งลงอย่างอดไม่ได้ “ตระกูลหลิ่วบังอาจไม่เคารพผู้ยิ่งใหญ่ สมควรถูกทำลาย! น่าเสียดายที่ข้าปิดตัวบำเพ็ญอยู่ ไม่เช่นนั้นข้าจะลงมือด้วยตนเองแน่ ”
เมื่อได้ยินเรื่องเซียนลงมาสถิต ก็อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าตกใจ “ฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เกรงว่าทัณฑ์สวรรค์ของข้าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย ไม่รู้ว่าหนทางในวันหน้าจะเป็ นเช่นไร?”
เมื่อเขาได้ยินว่าปรมาจารย์มอบภาพวาดแก่หุบเขาเมฆาคราม ดวงตาทั้งสองก็เต็มไปด้วยความริษยา กล่าวอย่างทอดถอนใจ “ครั้งนี้ปล่อยให้หุบเขาเมฆาครามได้ประโยชน์ไป เจ้ากู้ฉางชิงนั่นคงจะยิ้ มระริกระรี้แล้วกระมัง”
ในท้ายที่สุด เขามองไปยังฉินม่านอวิ๋น กล่าวชมเชย “ม่านอวิ๋น ความก้าวหน้าของเจ้าในระยะนี้ชัดเจนขึ้นมาก สามารถเข้าใจนัยแฝงของปรมาจารย์ได้ถึงแปดเก้าส่วน ฮ่าๆๆ สมกับเป็นศิษย์เอก กของข้าจริงๆ
แต่…มีบางจุด ที่เจ้ายังเข้าใจไม่ดีพอ!”
เหยาเมิ่งจีพูดกับฉินม่านอวิ๋นว่า “อย่างที่ปรมาจารย์กล่าว ยามไร้สามารถให้พัฒนาตน ครั้นเมื่อถึงผลช่วยเหลือใต้หล้า เห็นได้ชัดว่าท่านกำลังบอกใบ้พวกเรา! ความหมายก็คือ ขอเพียง งเรื่องที่เราทำมีมากพอ เขาก็จะไม่ปฏิบัติต่อเราอย่างอยุติธรรม! ก็เหมือนกับหุบเขาเมฆาคราม เกรงว่าพวกเขามีคุณงามความดีที่ปกป้องทางเข้าโลกมาร เมื่อเข้าสู่สายตาปรมาจารย์ ท่านจึ งมอบภาพวาดนั้นให้!”
ฉินม่านอวิ๋นและคนอื่นๆ ต่างก็มองหน้ากันทันที “สิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวมาเป็นจริงอย่างยิ่ง! ศิษย์น้อมรับคำสอน!”
“ในโลกนี้ สรรพสิ่งล้วนมีเหตุและผล ต่างส่งเสริมกันและกัน อย่าได้คิดว่าเราจะสามารถอยู่อย่างสบายใจไร้กังวล เพราะมีขาใหญ่ของปรมาจารย์ให้พึ่งพิง ต้องทำงานหนักเพื่อปรมาจารย์ถึงจะ ะถูก! หากเรามีกำลังความสามารถจริง ทว่ากลับตั้งเป้าหมายแต่จะพัฒนาตนเองเพียงลำพัง เช่นนั้นเราก็อาจจะถูกปรมาจารย์ทอดทิ้ง!”
เหยาเมิ่งจีชี้ไปที่ทุกคนไม่หยุด ราวกับกำลังจะอธิบายถึงอนาคต “ต่อไปข้าไม่อยู่ อารามเต๋าหลินเซียนต้องพึ่งพาพวกเจ้าแล้ว! ประจวบกับฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยิ่งควรจะพิจา ารณาให้รอบด้าน!”
สีหน้าผู้เฒ่าทั้งสี่โศกเศร้า พร้อมใจกันเอ่ย “ประมุขอารามวางใจเถอะ พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่ ปกป้องอารามเต๋าหลินเซียนให้คงอยู่ตลอดไป!”
ฉินม่านอวิ๋นจ้องมองอาจารย์ที่แก่ชราลงอย่างฉับพลัน พลางกัดริมฝีปากแล้วเอ่ยด้วยเสียงต่ำ “ท่านอาจารย์ เราไปขอร้องผู้ยิ่งใหญ่ดีหรือไม่? เขาเก่งกาจเทียมฟ้า ต้องมีวิธีแน่”
“ไม่ต้องๆ!”
เหยาเมิ่งจีส่ายหน้าอย่างไม่ลังเล “ผู้ยิ่งใหญ่ช่วยเรามามากพอแล้ว เช่นนี้จะไม่เป็นการกวนการปฏิบัติที่บริสุทธิ์ของผู้ยิ่งใหญ่หรอกหรือ? แม้ผู้ยิ่งใหญ่จะเต็มใจช่วยข้า ข้าก็ไม่มีหน้า จะรับไว้หรอก แล้วหากเรื่องนี้ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ไม่พอใจขึ้นมา เช่นนั้นข้าก็ยิ่งทำผิดต่ออารามเต๋าหลินเซียนแล้ว
เจ้าก็ไม่ต้องโศกเศร้าเสียใจไป ผู้บำเพ็ญเซียนรุ่นข้า เป็นตายล้วนไม่อาจกำหนดเอง แต่ก่อนที่จะไป ข้าต้องไปพบผู้ยิ่งใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อกล่าวลาต่อหน้า!”