ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 166 ปรมาจารย์ช่างดีต่อข้าเหลือเกิน
วันรุ่งขึ้น
ลำแสงหลายสายพุ่งออกจากอารามเต๋าหลินเซียนมาลงจอดที่เชิงเขา
เหยาเมิ่งจียืนอยู่ที่เชิงเขา มองขึ้นไปด้านบนแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าไม่ต้องตามไป เมื่อเป็นการบอกลา ข้าไปคนเดียวก็พอ”
“ท่านอาจารย์ พวกเราจะรอท่านอยู่ที่นี่”
ฉินม่านอวิ๋นกัดฟันพูดด้วยความคาดหวังเล็กๆ “ข้าคิดว่าปรมาจารย์คุยง่าย บางทีเขาอาจเห็นท่านอาจารย์มุมานะหมั่นเพียร แล้วยินดีช่วยเหลือก็เป็นได้”
“สมพรปากเถิด” เหยาเมิ่งจีหัวเราะร่าก่อนจะเดินขึ้นไปตามเส้นทางบนเขา
เขาไม่ได้ปฏิเสธฉินม่านอวิ๋น ความจริงแล้วในใจเขารู้ดี การขอให้ปรมาจารย์ช่วยเหลือนั้นยากเย็นยิ่ง จนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ในเมื่อปรมาจารย์อยู่ในโลกมนุษย์ในฐานะปุถุชน เขาจะงดเว้นเพื่อคนต่ำต้อยเช่นตนได้อย่างไร?
ทัณฑ์สวรรค์ในคราวนี้ นอกจากจะใช้พลังเหนือธรรมชาติแล้ว ผู้ใดจะช่วยตนได้?
“สวบๆๆ”
เขาก้าวขึ้นเขาทีละก้าว เท้าเหยียบใบไม้จนเกิดเสียงดังชัด
สารทฤดูเป็นช่วงเวลาที่ทุกสิ่งเหี่ยวเฉา ใบไม้ร่วงโรยจากต้น เฉกเช่นเดียวกับหัวใจของเหยาเมิ่งจี โศกเศร้าโดดเดี่ยว
เขาอดรู้สึกแปลบในใจเล็กๆ ไม่ได้ เขาไม่เคยคิดเลยว่ายามที่ได้เหยียบภูเขาลูกนี้อีกครั้ง ตนจะมีสภาพเช่นนี้
เกรงว่า…นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ตนจะมาที่นี่
เขาเดินย่ำเท้าหนักลึกไม่ต่างกับชายชราไม้ใกล้ฝั่ง ทุกย่างก้าวล้วนมีความทรงจำที่ลึกซึ้งยาวนาน
ปกติเดินเท้าไม่นานก็ไปถึงปลายทางแล้ว ทว่าวันนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าทุกที
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ลานบ้านที่คุ้นเคยก็ปรากฏสู่สายตาของเขาในที่สุด
“หวังว่าปรมาจารย์จะช่วยข้าได้จริงๆ”
แม้ว่าจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ในใจเหยาเมิ่งจีก็อดมีร่องรอยความหวังที่ริบหรี่อยู่ไม่ได้ ไม่มีใครอยากตาย เขายิ่งไม่อยาก!
ก้าวช้าๆ ไปข้างหน้า
ยกมือขึ้นเคาะประตู
“ก๊อกๆๆ!”
เสียงแหบแห้งของเหยาเมิ่งจีเอ่ยขึ้น “คุณชายหลี่อยู่หรือไม่?”
“ประตูเปิดอยู่ ผลักเข้ามาได้เลย” เสียงของหลี่เนี่ยนฝานดังมาจากด้านใน
“แอด”
เหยาเมิ่งจีผลักประตูเข้าไป พูดกับหลี่เนี่ยนฝานด้วยความเคารพ “คุณชายหลี่ วันนี้เสียมารยาทมาเยี่ยมเยียน รบกวนแล้ว”
“ที่แท้ก็ผู้เฒ่าเหยา ไม่ได้พบกันนานเลยนะ” หลี่เนี่ยนฝานเงยหน้าขึ้นมองเหยาเมิ่งจี เรียวคิ้วพลันขมวดแน่น ไม่ได้เจอกันมาพักหนึ่ง แก่ลงขนาดนี้แล้วหรือ
แต่ก่อนถึงเขาจะแก่ชรา ทว่าผิวพรรณยังสดใสมีเลือดฝาด อีกทั้งยังร่าเริงแจ่มใส เป็นชายชราที่มีสง่าราศีผู้หนึ่ง เหตุใดยามนี้รู้สึกร่วงโรยราวกับถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต
เขาพูดอย่างอดไม่ได้ “ผู้เฒ่าเหยา นี่ท่าน…”
“เฮ้อ เรื่องมันยาว” เหยาเมิ่งจีทอดถอนใจ “นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะมาเยี่ยมคุณชายหลี่”
มือที่เคลื่อนไหวของหลี่เนี่ยนฝานหยุดชะงัก มองเหยาเมิ่งจีด้วยความประหลาดใจ
เมื่อรวมกับความเปลี่ยนแปลงของผู้เฒ่าเหยา เขาย่อมเข้าใจความหมายแฝงของประโยคนั้นดี
เขาอยากพูดจาปลอบโยนสักหน่อย แต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
หากไม่เหนือความคาดหมาย ผู้เฒ่าเหยากลายเป็นเช่นนี้ก็เพราะเรื่องของการบำเพ็ญเซียน โดยปกติผู้บำเพ็ญเซียนจะอ่อนไหวต่อความเป็นตายของตนมาก
ผู้เฒ่าเหยาเป็นเช่นนี้ หากไม่ใช่พยายามต่อสู้กับความตาย ก็ใกล้ถึงปลายทางเต็มทีแล้ว
ดูจากท่าทางหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ของผู้เฒ่าเหยาแล้ว น่าจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า
เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานยังดีๆ อยู่เลย ไฉนจะไปก็ไปเช่นนี้?
หลี่เนี่ยนฝานไม่เข้าใจ จึงหมดหนทางจะปลอบโยนเช่นกัน
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดว่า “ผู้เฒ่าเหยา มองทุกสิ่งให้กว้าง ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะมีจุดเปลี่ยนก็ได้”
“เช่นนั้นก็เหลือแต่คำอวยพรจากคุณชายหลี่แล้ว”
เหยาเมิ่งจีพยายามฝืนยิ้ม ถามด้วยความสงสัย “คุณชายหลี่กำลังทำอะไรหรือ?”
หลี่เนี่ยนฝานตอบไปอย่างไม่คิดมาก “ข้าจะลองทำสายล่อฟ้า เป็นอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ”
“สายล่อฟ้า?” เหยาเมิ่งจีผงะไปครู่หนึ่ง ถามด้วยความประหลาดใจ “ใช้หลบหลีกสายฟ้าได้หรือไม่?”
เขาจ้องเข็มเหล็กยาวในมือของหลี่เนี่ยนฝานอย่างตกตะลึงล่องลอย ภายในตื่นเต้นตกใจ หรือว่าคุณชายหลี่กำลังสร้างของวิเศษเจ๋งๆ อะไรสักอย่าง?
แต่แล้วเขามองซ้ายมองขวา ก็ไม่รู้สึกถึงพลังปราณใดๆ บนของสิ่งนี้เลย
“แค่เห็นว่าช่วงนี้มีฟ้าผ่าบ่อยเกินไป ก็เลยทำเจ้านี่ขึ้นมา”
หลี่เนี่ยนฝานอธิบายว่า “เข็มของสายล่อฟ้ามีปลายแหลม ซึ่งจะมีสนามไฟฟ้าที่ค่อนข้างแรงกว่าบริเวณอื่น สนามไฟฟ้านี้จะเหนี่ยวนำโมเลกุลของอากาศให้เข้ามาใกล้ๆ แล้วรับประจุไฟฟ้าส่วนเกินไป ทำให้ลดความต่างศักย์ที่เกิดขึ้นระหว่างก้อนเมฆและหลังคาบ้านเรือน โดยผ่านสายเหนี่ยวนำลงสู่พื้นดิน จึงสามารถป้องกันไม่ให้บ้านเรือนเกิดความเสียหายได้”
สีหน้าเหยาเมิ่งจีว่างเปล่า อยากจะเอ่ยว่า ‘เป็นเช่นนี้นี่เอง’ ทว่ากลับพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากอยู่อย่างนั้น
นอกจากประโยคสุดท้ายที่ว่า ป้องกันไม่ให้บ้านเรือนเกิดความเสียหายที่เขาเข้าใจ คำพูดก่อนหน้านั้นทั้งหมด ก็คือตำราเทพที่ยากจะเข้าใจ
คำพูดของปรมาจารย์ลึกซึ้งยิ่งนัก แน่นอนว่าเป็นความลับสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะเข้าใจได้
หลี่เนี่ยนฝานหัวเราะร่า วางสายล่อฟ้าลงข้างๆ “ผู้เฒ่าเหยาไม่ต้องเก็บไปคิดหรอก ถือซะว่าข้าพูดจาไร้สาระก็แล้วกัน เจ้านี่ไม่คู่ควรจะเอ่ยถึง เทียบไม่ได้กับผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกท่าน
รีบนั่งเถอะ เสี่ยวไป๋ รินน้ำชาให้ผู้เฒ่าเหยาเร็วเข้า!”
“ต่อกแต่กๆ!”
เสี่ยวไป๋เดินเข้ามาทันที ในมือถือถ้วยชา กล่าวอย่างสุภาพว่า “ผู้เฒ่าเหยา เชิญดื่มชา”
“ขอบคุณมาก”
เหยาเมิ่งจีรับชาจากมือเสี่ยวไป๋ หากเป็นเวลาปกติ เขาคงตื่นเต้นจนใบหน้าชราเป็นสีแดง ดีอกดีใจกับพรในครั้งนี้ไปแล้ว
ทว่ายามนี้หัวใจของเขากลับสงบเรียบง่าย ไม่ว่าพรใดก็ตาม ยามอยู่ต่อหน้าความตายแล้ว ยังมีประโยชน์อะไรอีก? บางทีนี่อาจเป็นการตื่นรู้ครั้งใหญ่
คนที่กำลังจะตายอย่างข้า มีคุณค่าใดให้สิ้นเปลืองชาดีๆ เช่นนี้?
เหยาเมิ่งจีวางถ้วยชาลง ลุกขึ้นแล้วพูดว่า “คุณชายหลี่ ชานี้ไม่จำเป็นหรอก อันที่จริงข้าตั้งใจมาเพื่อบอกลา แล้วก็ถึงเวลาต้องไปแล้ว”
“ผู้เฒ่าเหยา ท่านเอาอะไรมาพูด? รีบนั่งลง ชานี้ท่านต้องดื่ม! ข้าว ท่านก็ต้องกิน!”
หลี่เนี่ยนฝานกล่าวตรงไปตรงมาว่า “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ท่าทีเช่นนี้ของท่านใช้ไม่ได้เลย! ชีวิตคนครั้นภูมิใจควรดื่มด่ำกับความสุข จะคิดมากไปทำไม? ท่านต้องอยู่ต่อไปได้แน่ อยากไปหรือ? ก็ต้องให้ข้าจัดเลี้ยงอำลาท่านก่อน!”
“ชีวิตคนครั้นภูมิใจควรดื่มด่ำกับความสุข?”
แววตาหมองมัวของเหยาเมิ่งจีพลันสุกสว่างขึ้นเล็กน้อย ในที่สุดก็ฟื้นคืนความกระฉับกระเฉงขึ้นมาบ้าง
เขาครุ่นคิดประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ปรมาจารย์สมเป็นปรมาจารย์ แค่คำพูดธรรมดาประโยคเดียว เปรียบเสมือนเสียงกลองพลบค่ำเสียงระฆังยามเช้า ทำให้ผู้คนซาบซึ้งถึงสัจธรรมอันไร้ที่สิ้นสุด มิน่าถึงสามารถฝึกฝนบำเพ็ญมาถึงขั้นนี้ได้ เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นข้าจริงๆ!
เขากลับมานั่งลงอีกครั้ง “คุณชายหลี่กล่าวมาเป็นความจริง ทุกคำพูดล้วนมีความหมายล้ำค่ายิ่งนัก ข้าเข้าใจแล้ว”
หลี่เนี่ยนฝานหัวเราะร่า “ต้องแบบนี้สิ อย่างน้อยตอนนี้ท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ ตราบใดที่ยังไม่ตาย ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้”
“ก็จริง เช่นนั้นข้าคงต้องแบกหน้าอยู่ทานอาหารสักมื้อแล้ว!” เหยาเมิ่งจีร่าเริงขึ้นมาเล็กน้อย
หลี่เนี่ยนฝานกล่าว “วันนี้ท่านมีลาภปากแล้วล่ะ เสี่ยวไป๋ เตรียมอาหารจานเด็ดมาให้ผู้เฒ่าเหยา เอาเป็น แกงเต้าหู้หัวปลาแล้วกัน!”
“รับทราบ เจ้านาย” เสี่ยวไป๋พยักหน้า
เหยาเมิ่งจีสีหน้าสลับซับซ้อน ข้าก็แค่มดใกล้ตายตัวหนึ่ง มีดีอะไรให้ผู้ยิ่งใหญ่ทำดีด้วยถึงเพียงนี้?
ไม่เพียงแต่เต็มใจลดตัวลงมาแถลงไขให้ความกระจ่างแก่ข้า ยังมอบอาหารรสเลิศให้ข้าอีก
ปรมาจารย์ช่างดีต่อข้าเหลือเกิน!
………………………………………………