ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2584 คนมาจากทุกวงการ
จื่อโยวจ้องมองไปทางพวกเขาพลางกล่าวอย่างหยอกล้อว่า “พวกเจ้าว่า ผู้ใดเป็นคนมอบความกล้าให้พวกเจ้ากล้าพูดเช่นนี้ออกมากันแน่”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “จิ่วเยี่ย เจ้าไม่ต้องลงมือหรอก! พวกเราสู้เอง รีบจัดการให้รวดเร็ว อย่ามัวแต่เสียเวลา ”
ทันทีที่เริ่มต่อสู้ คนของดินแดนชางหลานเหล่านั้นถึงได้รู้ว่าคู่ต่อสู้ของพวกเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด
อีกฝ่ายออกมาต่อสู้กันเพียงไม่กี่คน แต่ก็สามารถจัดการพวกเขาให้อยู่ในสภาพที่น่าสังเวชมากได้แล้ว
“ยะ…อย่าฆ่าข้าเลย ข้ายอมยกหอคอยจำลองให้พวกเจ้าแล้ว! ได้โปรดเถิด!” พวกเขาร้องขอความเมตตา
ฝูเซิงกล่าวอย่างติดตลกว่า “มันควรจะเป็นเช่นนี้แต่แรกแล้ว ไม่มีความสามารถ แต่กลับมาหาเรื่อง พวกเจ้าสมควรโดนแล้ว”
ในเมื่อมีหอคอยจำลองมาส่งให้ถึงที่ แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องรับเอาไว้อยู่แล้ว และมู่เฉียนซีก็ผูกพันธสัญญาอีกอันหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
“พวกเจ้า…พวกเจ้ามาจากอาณาเขตใดกันแน่?” เพิ่งจะมาถึงเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดกลับต้องมาเจอศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าจนพ่ายแพ้อย่างน่าเวทนาเช่นนี้แล้ว แต่พวกเขารู้สึกว่าถึงแม ม้จะพ่ายแพ้ ก็อยากจะพ่ายแพ้อย่างเข้าใจ และอยากรู้ว่าศัตรูคือใครกันแน่
จื่อโยวกล่างว่า “พวกเรา…แน่นอนว่าต้องมาจากแดนนรกอยู่แล้ว!”
ทันใดนั้นสีหน้าของคนจากดินแดนชางหลานเหล่านั้นก็ซีดเผือดขึ้นมาอย่างกะทันหัน และพวกเขาก็ถูกทำให้ตกใจกลัวเป็นอย่างมาก “นะ…แดนนรก…”
พวกเขาเหลือบมองไปยังชายสวมหน้ากากผู้มีดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกที่ลึกเกินหยั่งถึงผู้นั้น ท่านนี้…ท่านผู้นี้คงไม่ใช่ท่านอ๋องแห่งแดนนรกในข่าวลือผู้นั้นหรอกนะ!
ตอนนี้พวกเขาหวาดกลัวอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าคนที่มายังเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดแห่งนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นยังครอบครองหอคอยจำลองถึงสี่อันอีกด้วย เพราะพว วกเขามั่นใจในตนเองมากเกินไป ดังนั้นถึงได้มีจุดจบเช่นนี้
พวกเขาไม่กล้าที่จะแย่งชิงหอคอยจำลองที่โยนไปแล้วกลับคืนมา และพวกเขาในตอนนี้ก็ทำได้เพียงฉวยโอกาสหนีก่อนที่อ๋องจิ่วเยี่ยจะฆ่าปิดปากพวกเขา พวกเขาต้องหนีไปให้เร็ว…
พวกของมู่เฉียนซีไม่ได้มีความคิดที่จะฆ่าคนปิดปากเลยแม้แต่น้อย ผลปรากฏว่าพวกเขาหนีไปยังไม่ทันได้ไกลเท่าไร กลับถูกความมืดกลืนกินเข้าไปเสียแล้ว
“หากไม่มีหอคอยจำลอง ก็จะถูกขับไล่ออกไปจากเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดทันทีเลยหรือ? ที่แท้เจ้าหอคอยจำลองนี้ก็คือตั๋วผ่านประตูนี่เอง! เช่นนั้นหากต้องการหาหอคอยนิรันดร์ให้ เจอ จำเป็นต้องทำอย่างไรล่ะ?” มู่เฉียนซีบ่นพึมพำ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขาต้องการหาก็อยู่ที่นี่ เช่นนั้นพวกเขาก็ค่อย ๆ ตามหาด้วยความอดทนก็แล้วกัน!
แต่ทว่าถึงจะเดินไปทั่วเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดที่กว้างใหญ่แห่งนี้แล้ว พวกเขาก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
จิ่วเยี่ยกล่าวว่า “ไปหาอู๋หยาเถอะ เขาจะต้องรู้แน่”
มู่เฉียนซีหาอู๋หยาไม่เจอ แต่กลับเผชิญหน้ากับคนอีกกลุ่มหนึ่งแทน
มีหญิงสาวที่แต่งแต้มสีสันหลากหลายราวกับนกยูงก็มิปานคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนที่แข็งแกร่ง และหญิงสาวผู้นั้นก็มองมายังพวกของจิ่วเยี่ยด้วยแววตาที่เปล่งประกายระยิบระยับ บเป็นอย่างมาก
“ข้ารู้มาว่าท่านอ๋องจิ่วเยี่ยก็ตามหาหอคอยนิรันดร์มาตลอดเช่นกัน ฉะนั้นคงไม่มีทางปล่อยมันไปแน่นอน! และท่านก็มาจริง ๆ น่าเสียดาย เหตุใดต้องสวมหน้ากากด้วยเล่า? การที่ไม่สามารถ เห็นใบหน้าที่แท้จริงของอ๋องจิ่วเยี่ยได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายจริง ๆ ”
“คนของแดนภูต” จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชา
“มันไม่ได้มีเพียงพวกข้าจากแดนภูตเท่านั้นที่มา แต่ยังมีแดนปีศาจ แดนวิญญาณ และยังมีแดนเทพอีกด้วย! ข้าอยากจะขอเตือนท่านอ๋องจิ่วเยี่ยสักหน่อย! คนของแดนเทพกำลังตามหาท่าน พว วกเขาหยิบยื่นไมตรีให้พวกเราด้วยการบอกว่าจะต้องตามหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์อย่างไร แลกกับการให้พวกเราบอกข้อมูลของอ๋องจิ่วเยี่ยให้ทันเวลาหากเจอเจ้าเท่านั้นเอง”
“เงื่อนไขคืออะไรกันแน่? พูดมา!” จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชา
หากอีกฝ่ายไม่พูดแล้วละก็ เขาก็วางแผนที่จะใช้แรงกดดันในการจัดการอย่างเห็นได้ขัด แต่หญิงสาวจากเผ่าภูตกลับกล่าวขึ้นมาว่า “แน่นอนว่าข้าไม่อยากตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านอ๋อง งจิ่วเยี่ยอยู่แล้ว ความจริงแล้วมันก็ง่ายมาก! เพียงแค่ใช้ประโยชน์จากหอคอยจำลองที่อยู่ในมือฝึกสัตว์ร้ายของเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดแห่งนี้ให้เชื่องก็ได้แล้ว และหลังจากท ที่ทำให้สัตว์ร้ายที่อยู่ที่นี่เชื่องจนเข้าไปในหอคอยจำลองหมดแล้ว หอคอยนิรันดร์ก็จะปรากฏออกมาเอง”
“ผู้ที่สามารถทำให้หอคอยจำลองยอมรับเป็นเจ้านายได้ล้วนถือว่าเป็นผู้ฝึกสัตว์ทั้งนั้น แน่นอนว่าจะต้องมีความสามารถในการฝึกอสูรถึงมาตรฐานของหอคอยนิรันดร์ถึงจะได้ มิเช่นนั้นแม้ว่า าจะชิงหอคอยนิรันดร์ไปได้แต่ก็ไม่สามารถทำให้มันยอมรับเป็นเจ้านายได้อยู่ดี”
นางมองไปที่มู่เฉียนซีพลางกล่าวว่า “ผู้ฝึกสัตว์ของแดนนรกของพวกเจ้า ก็คงจะเป็นน้องสาวคนนี้สินะ? ความสามารถไม่ได้สูงเท่าไรนัก เกรงว่านางคงจะต้องลำบากมากเลยล่ะ!”
ความผัวผวนทางพลังวิญญาณของมู่เฉียนซีอ่อนแอมาก ซึ่งมันก็อ่อนแอจนทำให้พวกเขามองข้ามนางไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว
จิ่วเยี่ยส่งสายตาที่เย็นชาเตือนนางไปหนึ่งที จากนั้นก็พามู่เฉียนซีจากไป
ในเมื่อรู้วิธีการแล้ว เช่นนั้นก็ควรที่จะเริ่มลงมือทันที
คนเหล่านั้นจ้องมองไปยังแผ่นหลังของพวกอ๋องจิ่วเยี่ยที่จากไปพลางกล่าวว่า “นายท่าน ท่านมีความจริงใจมากถึงเพียงนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าอ๋องจิ่วเยี่ยจะไม่ให้ความร่วมมือกับท่าน! คนผู้ นั้นน่าจะเป็นพระชายาของเขาสินะ! แดนนรกเป็นสถานที่ที่ทั้งอันตรายและมืดมนที่หนึ่ง แต่พระชายาของพวกเขากลับเป็นเพียงแจกันดอกไม้เท่านั้น”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระชายาของแดนนรกนั้นหน้าตางดงามเพียงใด แม้แต่สาวงามของแดนภูตของพวกเขา ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเทียบเคียงนางได้ แต่ความสามารถของนางนั้นอ่อนแอ มากจริง ๆ!
“ใครจะไปรู้ล่ะ! บางทีอ๋องจิ่วเยี่ยอาจจะชอบแบบนั้นก็ได้!”
ภายในเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดแห่งนี้ สิ่งที่ไม่ขาดเลยก็คือสัตว์ร้ายนานาชนิด มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะลงมือเลยแล้วกัน”
เวลาฝึกสัตว์ต้องอาศัยพลังจิตวิญญาณ ดังนั้นหญิงสาวจากแดนภูตคนนั้นจึงบอกว่ามู่เฉียนซีน่าจะเหนื่อยเปล่า เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเห็นได้ชัด
สำหรับมู่เฉียนซีแล้ว เรื่องการใช้พลังจิตวิญญาณในการแก้ปัญหา ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตเลย
เพียงพริบตาเดียว สัตว์วิญญาณนานาชนิดที่อยู่เบื้องหน้าของนางก็ถูกหอคอยจำลองของหอคอยนิรันดร์จัดการไปจนหมด
สัตว์แต่ละชนิดนั้นไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ดังนั้นพวกมันจึงไม่สามารถต่อต้านพลังของหอคอยจำลองได้ ซึ่งมู่เฉียนซีแทบจะไม่ได้ออกแรงเลยด้วยซ้ำ
มู่เฉียนซีถือหอคอยจำลองเอาไว้และกวาดล้างสัตว์วิญญาณทั่วพื้นที่ทันที มันคือการกวาดล้างที่แท้จริง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่นมาก
พวกเขาเข้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งน่าแปลกที่สถานที่แห่งนี้ไม่มีสัตว์วิญญาณอยู่เลย แต่มันกลับทำให้รู้สึกได้ถึงสิ่งที่อันตรายมากอย่างหนึ่ง
ทันใดนั้น ก็มีเถาวัลย์สีน้ำตาลเข้มอันหนึ่งพุ่งออกมาจากพื้นดิน และโจมตีใส่มู่เฉียนซี
ทันทีที่จิ่วเยี่ยโบกมือ เถาวัลย์นั้นก็หายไป แต่ทว่ากลับมีเถาวัลย์จำนวนที่เยอะยิ่งกว่าจู่โจมเข้ามา
ฝูเซิงกล่าวอย่างโกรธเคือว่า “บังอาจมาลอบโจมตีเจ้านายของข้า พวกเจ้าได้ตายแน่”
สิ่งที่โจมตีมู่เฉียนซีก็คือพืชกลายพันธุ์ชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นพืชกลายพันธุ์ขั้นเทวะอีกด้วย
มันทำให้ฝูเซิงโกรธจัด และหลังจากนั้นฝูเซิงก็ต่อสู้กับมันจนเกือบตาย
ถึงเถาวัลย์แห่งความตายนี้จะเป็นพืชกลายพันธุ์ที่กระหายเลือดและดุร้ายเหมือนหนามโลหิต แต่แน่นอนว่าย่อมถูกฝูเซิงปราบปรามลงได้อย่างง่ายดายอยู่ดี
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “พืชเองก็ถือว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ฉะนั้นย่อมจำเป็นที่จะต้องฝึกพืชกลายพันธุ์ด้วย”
พืชกลายพันธุ์นี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฝูเซิงเลย และหลังจากที่โดนฝูเซิงทุบตีแล้ว มันก็ยอมจำนวนอย่างเต็มใจ เพราะความต่างชั้นของพวกมันมีมากจริง ๆ
ใครจะไปคิดว่าเด็กสาวที่มีระดับไม่ถึงผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นภูตศักดิ์สิทธิ์จะสามารถผูกพันธสัญญากับพืชกลายพันธุ์ขั้นเทวะอย่างหนามโลหิตได้ และนี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา เลย
ทั่วทุกซอกทุกมุมของเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืด เหล่านักฝึกสัตว์ที่มาจากที่ต่าง ๆ ล้วนหยิบหอคอยจำลองขึ้นมาและเริ่มฝึกสัตว์ทันที
พวกเขาแต่ละคนต่างก็แสดงความสามารถของตนเองออกมา ซึ่งมันก็ทำให้สัตวต่าง ๆ ที่อยู่ในเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดลดน้อยลงไป
ยิ่งเข้าไปใกล้ใจกลางของเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดมากเท่าไร ทั้งสัตว์ร้ายและสัตว์วิญญาณต่างก็แข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสัตว์วิญญาณที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมืด อีกท ทั้งยังมีพลังในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งมากอีกด้วย
มู่เฉียนซีไม่ได้อาศัยแค่พลังของหอคอยจำลองในการทำให้พวกมันยอมจำนวน ทว่าต้องทุบตีเสียก่อน หลังจากที่พวกมันไม่สามารถต่อต้านได้อีกแล้ว ก็ค่อยใช้พลังวิญญาณที่แข็งแกร่งทำให้พว วกมันยอมจำนวน และสุดท้ายก็ให้พวกมันพาเข้าไปในหอคอยนิรันดร์
วิธีการของมู่เฉียนซีนั้นตรงไปตรงมาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับสัตว์วิญญาณ นางก็สามารถผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์
แม้ว่าผู้ฝึกสัตว์อสูรคนอื่นจะเป็นเช่นนี้ แต่เพราะมีพลังที่อ่อนแอเกินไป มันจึงง่ายที่จะเจอกับการสะท้อนของสัตว์วิญญาณได้ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่นางสามารถจัดการทั้งหม มดได้ภายในพริบตาเลย