ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2596 โอกาสสุดท้าย
เมื่อคนที่มาโจมตีเมืองหนามโลหิตเหล่านั้นมาถึง ก็ได้เงยหน้ามองขึ้นไปบนอากาศ และร่างเงาสีม่วงที่ละเอียดอ่อนก็ปรากฏขึ้นมาในสายตาของพวกเขา
นางก้มหน้ามองมายังพวกเขา ด้วยแววตาที่ทั้งเย็นยะเยือกและอาฆาต
ส่วนชายที่ยืนอยู่เคียงข้างนางก็เป็นเหมือนกับเทพปีศาจในคืนเดือนมืดก็มิปาน ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอบอุ่มเลยแม้แต่น้อย ราวกับมองพวกเขาเป็นคนที่ตายไ ไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
“ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย!”
แม้ว่าจิ่วเยี่ยจะไม่ได้ลงมือ แต่คนเหล่านั้นกลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
“ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ท่านจักรพรรดิสงครามรอท่านอยู่ที่เมืองเทพสังหาร คิดไม่ถึงเลยว่านอกจากท่านจะไม่ไปชิงเมืองเทพสังหารของท่านแล้ว แต่กลับมายังเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เสียได้”
ริมฝีปากบางของจิ่วเยี่ยยกโค้งขึ้นอย่างเย็นยะเยือก “หลังจากที่จัดการมดปลวกอย่างพวกเจ้าแล้ว ข้าย่อมต้องไปชิงเมืองเทพสังหารกลับคืนมาด้วยตนเอง”
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ฆ่าพวกมันซะ! จัดการให้เร็วที่สุด”
เมื่อเจ้าเมืองมีคำสั่ง กองกำลังของเมืองหนามโลหิตก็เริ่มโต้กลับทันที ส่วนจื่อโยวก็กลายร่างเป็นร่างเดิมและกวาดไปยังกองทัพของจักรพรรดิสงครามเหล่านี้
เจ้าพวกเศษสวะเหล่านี้ฉวยโอกาศตอนที่ผู้นำที่แข็งแกร่งไม่อยู่ส่งคนมาโจมตีแดนนรก แต่ทว่าตอนนี้พวกเขากลับมาแล้ว เช่นนั้นก็จงรับการแก้แค้นของพวกเขาด้วยความหวาดกลัวไปเสียเถอะ!
จักรพรรดิสงครามเป็นคนที่หยิ่งผยองเป็นอย่างมาก และในสายตาของเขานอกจากเมืองหลักที่เป็นที่ตั้งพระราชวังของอ๋องจิ่วเยี่ยแล้ว เมืองอื่น ๆ ล้วนอ่อนแอและเปราะบางทั้งสิ้น ซึ่งมันก็ รวมไปถึงเมืองหนามโลหิตแห่งนี้ด้วย
แต่เกรงว่าพวกเขาคงคิดไม่ถึง ว่าเมืองหนามโลหิตที่อ่อนแอนั้น จะเป็นรองเพียงเมืองเทพสังหารที่อ๋องจิ่วเยี่ยดูแลอยู่เท่านั้น
ในเมื่อเจ้าเมืองมาแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีผู้ใดต้านทานกองกำลังของเมืองหนามโลหิตได้อีก และชะตากรรมที่รอคอยกองทัพของเผ่าเทพอยู่นั้น ก็มีเพียงการโดนทำลายล้างไปเท่านั้น
ทันใดนั้น กองกำลังของเผ่าเทพทั้งหมดก็ส่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมา
และสิ่งที่ทำให้พวกเขาสิ้นหวังก็คือ แม้ว่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยกับผู้หญิงคนนั้นจะไม่ลงมือ แต่มันก็ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้อย่างย่อยยับอยู่ดี
“อ๊ากกก! คิดไม่ถึงเลยว่าจะกล้าฆ่าข้า ท่านจักรพรรดิสงครามจะต้องไม่ปล่อยเจ้าไปแน่นอน และท่านเทพจักรพรรดิก็จะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปเช่นกัน”
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “จักรพรรดิสงครามของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ? รอหลังจากที่จัดการพวกเจ้าแล้ว พวกเราก็จะไปสั่งสอนจักรพรรดิสงครามผู้นั้นเช่นกัน”
“ถอยทัพ! ถอย!” ก่อนหน้านี้พวกเขาล้อมทำลายเมืองอย่างหยิ่งผยอง แต่เวลานี้กลับต้องล่าถอยราวกับสุนัขไร้เจ้าของก็มิปาน
เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง พวกเขาก็สูญเสียความตั้งใจในการต่อสู้ไปอย่างสิ้นเชิง
ผู้นำของพวกเขา วิ่งไปอยู่ข้างหน้าสุดของกองทัพที่กำลังล่าถอย และในเวลานี้มู่เฉียนซีก็ได้ใช้การเคลื่อนย้ายภายในชั่วพริบตา เพื่อไล่ตามเข้าไปใกล้เขา
ฉึกก!
เข็มยาเล่มหนึ่งปักลงไปบนจุดสำคัญของเขา ซึ่งมันก็ทำให้เขาต้องคุกเข่าลงบนพื้น และถึงอยากจะวิ่งหนีแต่ก็ไม่อาจหนีได้อยู่ดี
ทันใดนั้นหนามโลหิตก็ได้ขวางทางหนีของพวกเขาเอาไว้ กล้ามาสร้างปัญหาให้เมืองหนามโลหิต ฉะนั้นพืชกลายพันธุ์นับหมื่นที่อยู่ภายในเมืองย่อมไม่ให้ทางเลือกในการหลบหนีแก่พวกเขาอย่าง งแน่นอน และมีเพียงความตายเท่านั้นที่เป็นจุดจบสุดท้ายของเขา
คนเผ่าเทพที่ถูกส่งมา นอกจากผู้นำที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีแล้ว คนอื่น ๆ ต่างถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่ซากไปหมดแล้ว
สงครามนี้ได้รับชัยชนะแล้ว พวกเขาสามารถปกป้องเมืองหนามโลหิตได้อีกครั้ง และทุกคนต่างก็โห่ร้องขึ้นมา
“ท่านเจ้าเมืองทรงพระเจริญหมื่นปี ท่านอ๋องจิ่วเยี่ยทรงพระเจริญหมื่นปี!”
“ท่านเจ้าเมืองทรงพระเจริญหมื่นปี ท่านอ๋องจิ่วเยี่ยทรงพระเจริญหมื่นปี!”
มู่เฉียนซีและจิ่วเยี่ยกลับเข้าไปในเมืองหนามโลหิตอีกครั้ง และมู่เฉียนซีก็กล่าวว่า “ช่วงนี้ต้องลำบากทุกท่านแล้ว! แต่ทว่าการต่อสู้ของพวกเรายังไม่ถึงจุดสิ้นสุด ถึงเมืองหนามโลหิตจ จะถูกปกป้องเอาไว้ได้แล้ว แต่ทว่าแดนนรกยังมีผู้รุกรานอีกจำนวนนับไม่ถ้วน! และหลังจากการต่อสู้เพื่อปกป้องแล้ว พวกเราก็จะโต้กลับด้วยเช่นกัน”
จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “จื่อโยว!”
จื่อโยวกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “เยี่ย ข้าจะไปดำเนินการเดี๋ยวนี้!”
จักรพรรดิสงครามบุกเข้ามาอย่างอุกอาจ ถึงผู้คนของแดนนรกมากมายจะพ่ายแพ้ไป แต่ที่นี่คืออาณาเขตของพวกเขา ฉะนั้นจักรพรรดิสงครามจึงไม่สามารถสังหารพวกเขาจนหมดได้
จื่อโยวต้องการจะเรียกรวมกองกำลังพลที่เหลือ เพื่อร่วมมือกันโต้กลับกองกำลังของจักรพรรดิสงคราม เพราะหากอาศัยเพียงแค่กองกำลังของคนเมืองหนามโลหิต มันจะอ่อนแอมากเกินไปหน่อย
หอหมอปีศาจเร่งเติมยาลูกกลอนให้มากขึ้น เพราะพวกเขาต้องการเตรียมตัวที่จะโต้กลับให้เร็วที่สุด อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่กล้ายืนยันว่าจิ่วเยี่ยจะทนไปได้อีกนานแค่ไหนเช่นกัน
ผู้นำคนนั้นถูกมู่เฉียนซีสอบปากคำจนได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างรวดเร็ว ว่าผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้าหลายคนที่ไปค้นหาหอคอยนิรันดร์ยังเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดล้วนตายตกไปแล้วทั้งส สิ้น และมีเพียงท่านอู๋หยาเท่านั้นที่รอดชีวิตกลับมา
เขาได้รายงานกับเทพจักรพรรดิว่า ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยได้รับหอคอยนิรันดร์ไปแล้ว ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องยึดแดนนรกให้ได้โดยเร็ว ซึ่งนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะจัดการฝ่าบาทจิ่วเยี่ยได้แล้ว
หากไม่สามารถคว้าโอกาสนี้เอาไว้ได้ ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถสร้างผลกระทบใด ๆ ต่ออาณาเขตของฝ่าบาทจิ่วเยี่ยอย่างแดนนรกได้อีกแน่นอน และถึงจะส่งคนมามากเท่าไร ก็ต้องตายมากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารหรือต่อสู้อย่างเปิดเผยก็ตาม
อู๋หยาคือเทพพยากรณ์อันดับหนึ่งของเผ่าเทพ ฉะนั้นคนของเผ่าเทพจึงไม่เคยมีความสงสัยต่อคำทำนายของเขามาก่อน ด้วยเหตุนี้เทพจักรพรรดิจึงสั่งการให้จักรพรรดิสงครามที่มีพลังในการต่อส สู้แข็งแกร่งที่สุดฉวยโอกาสตอนที่ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยยังไม่กลับมา ยึดแดนนรกให้ได้โดยเร็วที่สุด
และผลประโยชน์ที่เทพจักรพรรดิจะมอบให้จักรพรรดิสงครามนั้นก็ทำให้คนอื่นล้วนอิจฉาเช่นกัน เพราะขอเพียงฆ่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยได้ หอคอยนิรันดร์ที่ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยได้รับก็จะตกเป็นจักรพรร รดิสงครามทันที
เพื่อหอคอยนิรันดร์แล้ว จักรพรรดิสงครามมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะให้ได้ ฉะนั้นครั้งนี้เขาจึงได้เป็นผู้นำพากองกำลังขนาดใหญ่มายังแดนนรก และเตรียมทุกวิถีทางเพื่อที่จะสังหารฝ่าบาท จิ่วเยี่ย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ท่านอู๋หยาบอกเอาไว้แล้ว เพราะเจ้าถูกคำสาปของเผ่าคำสาป ฉะนั้นเจ้าไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของจักรพรรดิสงครามได้อย่างแน่นอน! เจ้าได้ตายแน่” ผู้นำคนนั้นกล่าว
“คนที่จะต้องตาย คือจักรพรรดิสงครามของพวกเจ้าต่างหากล่ะ!” คนผู้นี้ไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นมู่เฉียนซีจึงสังหารเขาภายในเข็มเดียวเท่านั้น
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “โอกาสสุดท้ายที่อู๋หยากล่าวถึง น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ขัดขวางไม่ให้ข้าช่วยจิ่วเยี่ยถอนคำสาปได้อย่างนั้นสินะ เพราะเขารู้ว่าพวกเราสามา ารถรวบรวมวัตถุดิบมาได้อย่างครบถ้วนแล้ว ดังนั้นจึงตั้งใจยุยงให้เกิดสงครามใหญ่เช่นนี้ขึ้น”
จิ่วเยี่ยประสานมือของมู่เฉียนซีเอาไว้แน่นพลางกล่าวว่า “ซี พวกเราไม่มีทางแพ้แน่นอน!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วอู๋หยาจะยังมีแผนการอะไรอีกหรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน”
“รายงานขอรับ! ท่านจักรพรรดิสงคราม!” ทันใดนั้นก็มีคนรีบร้อนเข้ามารายงายข้อมูลให้กับทางจักรพรรดิสงครามรับรู้
“พูดมา!”
“เรียนท่านจักรพรรดิสงคราม การโจมตีเมืองหนามโลหิตของพวกเราล้มเหลว ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยไปที่เมืองหนามโลหิต ส่วนกองทัพทั้งหมดของพวกเราก็ถูกกวาดล้างไปแล้วขอรับ!”
“ไปที่เมืองหนามโลหิตกันก่อนอย่างนั้นรึ! พวกเจ้าจงระดมกำลังพลทั้งหมดมารวมตัวกันที่เมืองเทพสังหาร! พวกเราจะตั้งรับฝ่าบาทจิ่วเยี่ยกันที่เมืองเทพสังหารแห่งนี้ ข้าก็อยากรู้ว่า ฝ่าบาทจิ่วเยี่ยจะเป็นสัตว์ประหลาดผู้สังหารเทพ หรือว่าจะเป็นเทพที่สังหารสัตว์ประหลาดอย่างที่เขาว่ากันแน่” และภายในแววตาของจักรพรรดิสงครามก็ลุกโชนไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ อันบ้าคลั่ง
“ครั้งหนึ่งฝ่าบาทจิ่วเยี่ยเคยเป็นผู้ที่รักษาความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดเอาไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาเติบโตไปได้ไกลถึงจุดไหนแล้ว และหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าต ต้องผิดหวังนะ”
พวกของมู่เฉียนซีได้รวบรวมคนทั้งหมดมาที่เมืองหนามโลหิตแล้ว และผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในแดนนรกก็คืออ๋องจิ่วเยี่ย ฉะนั้นทุกคนจึงมุ่งหน้าไปยังเมืองเทพสังหารตามคำสั่งของอ๋อง จิ่วเยี่ย
ที่นี่คือแดนนรกของพวกเขา เป็นอาณาเขตของอ๋องจิ่วเยี่ย ฉะนั้นคนของเผ่าเทพ อย่าได้คิดที่จะมายึดครองได้เลย
จิ่วเยี่ยและมู่เฉียนซีอยู่แนวหน้าสุดของกองทัพ พวกเขาได้นำกองทัพขนาดใหญ่ไล่บดขยี้กองทัพของจักรพรรดิสงคราม ส่วนจักรพรรดิสงครามในตอนนี้ก็กำลังยืนอยู่กลางอากาศและมองกองกำลังเ เหล่านั้นจากระยะไกล ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นมาพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! แดนนรกเหลือกองกำลังอยู่เพียงแค่นี้เองหรือ? พวกเจ้าก็เป็นแค่มดปลวกเท่านั้น คาดว่ายังไม่ทันที่จะได้ เข้าใกล้เมืองเทพสังหาร ก็คงจะถูกกองกำลังของข้าฆ่าตายไม่เหลือเป็นแน่”