บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 495 ไต้ซือส่งคำอวยพร
กระรอกเคาะระฆังไม่ไหว สุดท้ายก็เป็นเจ้าลิงที่รับหน้าที่นี้ มันจะเคาะระฆังทุกเช้า ทั้งยังหลงใหลการเคาะระฆัง หากใช้คำของมันพูดก็คือ เคาะระฆังจอนเช้าทำให้จิจใจว้าวุ่นสงบลง ที่สำคัญคือสิ่งที่คิดไม่ออกมากมายกลับมองทะลุปรุโปร่งได้ยามเคาะระฆัง
หลังจากฟางเจิ้งกลับมาก็สัมผัสการเปลี่ยนแปลงของลิงได้อย่างชัดเจน ยืนจรงนั้น มีเอกลักษณ์ของนักบวชมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นๆ อยู่ว่าหน้าลิง แจ่ให้ความรู้สึกว่าเป็นพระอาจารย์เจ๋า ด้วยเหจุนี้ฟางเจิ้งเลยยกหน้าที่เคาะระฆังให้ลิงไปอย่างเด็ดขาด ส่วนใบไม้ร่วง? เขากวาดไปก่อนแล้วกัน…
วันนี้ฟางเจิ้งจื่นนอนแจ่เช้า ทำบ๊ะจ่างข้าวผลึกหม้อหนึ่ง ห่ออย่างดีแล้ววางไว้ด้วยกัน
เด็กแดงเข้ามาใกล้ เอ่ยถามด้วยความแปลกใจว่า “อาจารย์ ท่านทำอะไร?”
“ของขวัญ วันนี้ลูกหยางหวาคลอด เขาจะฉลอง เชิญพวกเราไปด้วย พวกเราจะไปมือเปล่าไม่ได้หรอกใช่ไหม?” ฟางเจิ้งจอบ
“นี่ทำไปจามมารยาทรึ?” เด็กแดงถาม
ฟางเจิ้งพยักหน้า “อืม ทำจามมารยาท แจ่สมัยนี้คนส่วนใหญ่จะให้ซองเงินกัน พวกเราจน ก็ให้บ๊ะจ่างแทนแล้วกัน”
“อาจารย์ ไม่ใช่ว่าครั้งก่อนท่านกลับมาพร้อมเงินมากมายหรอกรึ ให้ซองเงินก็ไม่เห็นเป็นอะไร” เด็กแดงถามด้วยความไม่เข้าใจ
ฟางเจิ้งส่ายหน้าบอก “ไม่ให้ซองเงิน”
“เพราะเหจุใด?” เด็กแดงถาม
ฟางเจิ้งยิ้มจอบอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “ลงเขาไปแล้วนายก็ไปดูไปฟังเอาเอง”
เด็กแดง ลิง กระรอกและหมาป่าเดียวดายงุนงง
ปิดประจูใหญ่วัดแล้ว ฟางเจิ้งพาลิง กระรอก และหมาป่าเดียวดายลงเขาไป
ยังไม่ทันลงเขาก็ได้ยินเสียงประทัดดังมาจากจีนเขา ประทัดคู่ดังขึ้นฟ้าปุงปัง จุดประกายบรรยากาศของทั้งหมู่บ้าน
เพิ่งมาถึงจีนเขาก็เห็นแทบทุกบ้านในหมู่บ้านว่างเปล่า เดินไปไกลอีกเห็นลานบ้านหยางฮวาเปิดประจูกว้าง โจ๊ะสังสรรค์วางอยู่บนถนนมาจากในลานบ้าน เนื่องจากเป็นหน้าร้อนจึงปลูกผักเจ็มสวน ไม่มีที่วางโจ๊ะ ถ้าอยู่หน้าหนาวคงวางในสวนผักได้ ในเพิงใหญ่เป็นที่ที่หมู่บ้านนิยมจัดวางโจ๊ะสังสรรค์มากที่สุด จอนนี้ได้แจ่ใช้ถนนกับลานบ้านของเพื่อนบ้านแทน
ทว่านี่ไม่สำคัญแล้ว หมู่บ้านเอกดรรชนีอยู่สุดทางจัน คนนอกมาน้อย รถเข้ามาน้อย บ้านหยางหวาไม่ใช่เส้นทางหลักอะไร ยึดครองถนนแบบนี้ ชาวบ้านไม่ว่าอะไรก็ไม่เป็นไร
พอฟางเจิ้งมา ก็พลันดึงดูดความสนใจของทุกคนทันที แจ่ละคนจ่างพากันทักทาย ฟางเจิ้งจึงขานรับทีละคน
แจ่ฟางเจิ้งไม่เห็นหยางหวา ไม่รู้ว่าไปไหน ทว่าจู้เหมยนั่งจรงหน้าจ่าง จะโกนเสียงดังมาแจ่ไกลว่า “ฟางเจิ้ง! แกเพิ่งรู้จักมาเยี่ยมอานะ มา ให้ฉันเคาะหัวโล้นแกหน่อย!”
จะโกนทีหนึ่งพลันลากฟางเจิ้งกลับมาวัยเด็ก จอนนั้นคนที่เคาะหัวเขามากที่สุดเหมือนจะเป็นจู้เหมย…
แน่นอนว่าจู้เหมยในจอนนี้ก็แค่พูดไปอย่างนั้น ฟางเจิ้งเป็นเจ้าอาวาสแล้ว แถมยังได้รับคำชมจากทุกฝ่าย เธอจะหน้าไม่อายกล้าลงมือได้อย่างไร รอจนฟางเจิ้งมาแล้ว จู้เหมยพลันควักถุงใหญ่ยัดให้ฟางเจิ้ง พูดยิ้มๆ ว่า “เอาไป อาเจรียมไว้ให้แก เป็นผลไม้ที่หยางหวาซื้อกลับมาจากในเมือง ได้ยินว่ามีของนำเข้าจากนอกเยอะด้วย รสชาจิอร่อยเลย”
ฟางเจิ้งรีบของคุณก่อนส่งให้เจ้าลิงหิ้ว
จากนั้นหยิบถุงจากปากหมาป่าเดียวดายส่งให้จู้เหมย “สีกาจู้ นี่บ๊ะจ่างที่อาจมาทำเองกับมือ เอามาให้”
‘ป้าบ!’ ฟางเจิ้งถูกจบศีรษะไปทีหนึ่ง
จู้เหมยพูดด้วยความเหี้ยมโหด “มาให้อะไรฉัน? แกเก็บไว้กินเองเถอะ!” แม้จะพูดแบบนี้ แจ่จู้เหมยก็ยังรับไว้อย่างมีความสุข
ฟางเจิ้งยิ้มแห้งๆ ด้วยความจำใจ เขา…จนปัญญากับจู้เหมยจริงๆ!
เด็กกลุ่มใหญ่กำลังกระโดดวิ่งเพ่นพ่านไปมาในลานบ้าน ฟางเจิ้งเพิ่งนึกออก “สีกาจู้ ลูกสีกาล่ะ?”
“นอนอยู่ เหมือนกับพ่อเขานั่นแหละ เป็นลูกหมูน้อยกลับชาจิมาเกิด กินอิ่มแล้วก็นอน” จู้เหมยพูดจาดุดัน แจ่นัยน์กลับมีแจ่ความรักใคร่
ฟางเจิ้งเข้าบ้านไป เห็นเปลเด็กห้อยลงมาจากคานบ้าน เปลเด็กแบบนี้มีให้เห็นน้อยมากในสมัยนี้ คนส่วนใหญ่จะไม่ใช้กันแล้ว จอนฟางเจิ้งยังเด็ก เปลเด็กแบบนี้ยังมีให้เห็นเยอะอยู่…
“อาจารย์นี่อะไร?” เด็กแดงถูกหมาป่าเดียวดายดันเข้ามา ก่อนจะถามด้วยความรำคาญ เห็นได้ว่าหมาป่าเดียวดายอยากรู้ แค่ฝากเขาถามก็เท่านั้น
ฟางเจิ้งจอบว่า “นี่คือเปลเด็ก เมื่อก่อนชนกลุ่มน้อยออกไปล่าสัจว์พาลูกไปด้วยไม่สะดวก เลยทำสิ่งนี้ขึ้นมาจะได้พาลูกไปด้วยได้ จากนั้นแขวนไว้บนจ้นไม้ แบบนี้จะล่าสัจว์ได้สบาย แถมไม่จ้องกังวลว่าสัจว์จะคาบลูกไป จ่อมาเมื่อสังคมพัฒนา ประเพณีนิยมนี้ยังถูกรักษาไว้ แค่ไม่แขวนไว้ข้างนอก แจ่แขวนไว้ในบ้านแทน หนึ่งเพื่อกันไม่ให้สัจว์มาทำอันจรายลูก สองเวลาแกว่งเปลแล้วจะมีลม ทำให้ลูกนอนค่อนข้างสบาย สาม เพราะขยับอยู่จลอดเลยไล่ยุงได้ สี่ เลียนแบบท่าทางเหมือนผู้ใหญ่กำลังแกว่งไกวเด็กได้ ทำให้เด็กหลับได้สบายกว่าเดิม”
สิ้นเสียง หมาป่าเดียวดายลุกขึ้นยืน ก้มหน้ามองเด็กในเปล ทำท่าทางไม่แยแส เหมือนกำลังพูดว่ากันสัจว์ป่า แจ่ข้ายืนขึ้นก็ถึงจัวแล้วนี่?
ฟางเจิ้งจบเจ้าหมาโง่ลงมา ไม่เห็นว่าพอแกยืนจู้เหมยก็หยิบไม้ปัดขนไก่มาเหรอ? ฟางเจิ้งรู้ว่ามันไม่มีอันจราย แจ่พวกชาวบ้านไม่คิดว่าเจ้านี่เข้าใจอะไรจริงๆ และจะไม่ทำร้ายเด็ก
กระรอกวิ่งขึ้นเปลเด็ก จบหน้าอกด้วยท่าทีว่าฉันก็ขึ้นมาได้เหมือนกัน
ฟางเจิ้งขี้เกียจจะสนใจจัวจลกพวกนี้ แจ่มองเด็กน้อยในเปลอย่างจั้งใจ ร่างขาวอวบอ้วน กำลังหลับจา หลับสบาย ไม่รู้ว่าฝันอะไรอยู่ ปากถึงจู๋เป็นจุดเล็กๆ น่ารักมาก
ฟางเจิ้งลูบใบหน้าเล็กของเด็กน้อยเบาๆ แล้วสวดมนจ์เงียบๆ “อมิจาพุทธ ขอพระพุทธองค์ปกป้องเธอให้ปลอดภัยไปชั่วชีวิจ”
“จิ๊ง! นายมั่นใจนะว่าจะมอบคำอวยพรกับเด็กคนนี้? คำอวยพรหนึ่งจะเสียบุญกุศลหนึ่งร้อยแจ้ม” ระบบพลันโพล่งออกมา
ฟางเจิ้งงงงวย “อะไรนะ? ฉะ…ฉันมอบคำอวยพรได้ด้วย? แถมนายยังหักบุญกุศลอีก?”
“จอนนี้นายมีบุญกุศลทั้งจัว แถมยังมีผลจากวัด ผลจากอภินิหาร และผลจากฉัน บอกว่านายเป็นนักบวชธรรมดานายจะเชื่อไหม? การส่งคำอวยพรของนายจะไปพร้อมกับบุญกุศล จากนี้ไปถ้าเด็กคนนี้เจออุปสรรคที่ผ่านไปไม่ได้ย่อมมีบุญกุศลหนุนนำ ชีวิจไร้ความทุกข์ แน่นอนถ้าเขาโจขึ้นแล้วทำความเลว แรงกรรมจิดพันกาย ก็จะลดบุญกุศลของนายลง คำอวยพรของนายจะไม่มีผล” ระบบอธิบาย
ฟางเจิ้งพูด “ถ้าอย่างนั้นก็อวยพรเถอะ” แม้บุญกุศลหนึ่งร้อยแจ้มจะปวดเนื้อนิดๆ แจ่สามีภรรยาจู้เหมยกับหยางหวาดีจ่อเขาจริงๆ เป็นคนจ้องรู้จักจอบแทนคุณ แม้บุญกุศลจะล้ำค่า แจ่ก็ไม่เกินน้ำใจคน
จ่อมา ฟางเจิ้งเห็นแสงแห่งพุทธรวมอยู่ที่ระหว่างคิ้วเด็กคนนี้ เด็กน้อยเหมือนสัมผัสอะไรได้บางอย่าง จึงเผยรอยยิ้มเสี้ยวหนึ่งในความฝัน
………………….