บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 496 ยอดอภินิหารคุณธรรมสูงส่ง
“ระบบ อวยพรแบบนี้ใครก็ทำได้รึเปล่า?” ฟางเจิ้งนึกออกแล้ว เขาเคยเห็นจากในอินเทอร์เน็ตว่ามีนักบวชไม่น้อยที่เบิกเนตรหรืออวยพรอะไรพวกนี้ให้คนอื่น จึงถามในใจ
“แน่นอนว่าไม่ได้ การอวยพรก็บอกอยู่แล้วคือเคลื่อนบุญกุศล บุญกุศลสูงแล้วย่อมมีหนทางทะลุปรุโปร่ง หากตนไม่มีบุญกุศลสูงอยู่กับตัวแล้วจะเอาอะไรอวยพรคนอื่น? อีกอย่าง การอวยพรจะ ะต้องเป็นการอวยพรที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ถ้าทำเพื่อละโมบอะไรบางอย่างจะไม่มีผล มิหนำซ้ำนี่คือฤทธิ์ในด้านอภินิหาร ในโลกที่นายอยู่นี้ นอกจากนายแล้วคนอื่นทำไม่ได้” ร ระบบว่า
ฟางเจิ้งขมวดคิ้ว “แต่มีคนไม่คิดแบบนั้น”
ฟางเจิ้งจำได้ ตอนแรกเขาถามหลวงตาหนึ่งนิ้วว่าการอวยพรเป็นความงมงายล้าสมัยหรือไม่ เป็นพวกต้มตุ๋นหรือเปล่า
หลวงตาหนึ่งนิ้วส่ายหน้า ตอบกลับว่า ‘อภินิหารของพระพุทธองค์ อภินิหารของเต๋ากับอิทธิฤทธิ์มีอยู่จริง และก็ไม่มีอยู่จริง เอ็งเชื่อมันก็มีอยู่ อย่างเช่นการอวยพร เอ็งเชื่ออาจารย์ อาจารย์พูดอะไรเอ็งก็เชื่อ อาจารย์บอกว่าเอ็งเจอความทุกข์ยากก็จะผ่านไปได้ พอเจอปัญหาเอ็งก็จะยึดมั่นความเชื่อนี้จนผ่านไปได้ เพราะว่าอาจารย์เคยบอกว่าเอ็งทำได้! เอ็งเชื่อม มั่นไม่ลังเล ตรากตรำพยายาม สู้สุดชีวิต เช่นนั้นบนโลกนี้ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ผ่านไปไม่ได้ นั่นแหละคืออิทธิฤทธิ์ อภินิหารพระพุทธองค์ และอภินิหารเต๋า เอ็งไม่เชื่ออาจารย์ อาจารย์บอก กอะไรเอ็งไม่เชื่อ เวลาเจอปัญหาอาจารย์ก็ช่วยอะไรเอ็งไม่ได้ เอ็งยอมแพ้ ผ่านไม่ได้ ทุกข์ยาก ดังนั้นเอ็งจึงคิดว่าอาจารย์หลอกเอ็ง ไม่มีประโยชน์ เป็นสิ่งงมงาย’
คิดถึงตรงนี้ ฟางเจิ้งเอ่ยว่า “คนธรรมดาก็มีอภินิหารของคนธรรมดา…” ฟางเจิ้งเอ่ยคำพูดของหลวงตาหนึ่งนิ้วให้ฟังหนึ่งรอบ
ระบบยิ้มบอก “นี่คืออภินิหารในความหมายจริงๆ อยากจะฝึกอภินิหารแขนงนี้ยากกว่าฝึกอภินิหารแท้จริงร้อยเท่าพันเท่า อยากจะให้คนอื่นเชื่อนาย นายต้องมีทุนให้คนอื่นเชื่อก่อน มีคุ ณธรรมสูงส่งเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่ชน นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ง่ายๆ”
ฟางเจิ้งเหมือนจะเข้าใจ
ตอนนี้เอง ตู้เหมยเข้ามา เห็นรอยยิ้มเจ้าตัวน้อยก็อิจฉานิดๆ “เจ้าตัวน้อยดูชอบแกมากนะ อาไม่เคยเห็นเขายิ้มเลย”
ฟางเจิ้งตั้งสติได้ พูดยิ้มๆ ว่า “มีวาสนาต่อกัน”
“ไปไกลๆ เลย! ไม่มีวาสนาต่อกัน ไม่มีสักนิด!” ตู้เหมยรีบโวยวาย มีวาสนากับหลวงจีน? นี่คือจะออกบวชรึเปล่า? ตีให้ตายเธอก็ไม่ยอม
ฟางเจิ้งถูกตู้เหมยผลักออกมา จึงยิ้มเจื่อนๆ เขาพูดอะไร? มีวาสนาต่อกันจะต้องออกบวช? เฮ้อ…อีกอย่าง หลวงจีนสมัยนี้เป็นอาชีพที่ไม่เลวเลยนะ
ฟางเจิ้งส่ายหน้าก่อนได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากบ้านข้างๆ มองไปเห็นพ่อครัวสวมชุดพ่อครัวสีขาวกลุ่มใหญ่กำลังให้โอวาทอยู่ ตู้เหมยพูดขึ้น “นี่คือพ่อครัวระดับสูงที่ตาหยางเชิญมาจาก กอำเภอ เป็นไง ดูมีสง่าราศีไหม?”
ฟางเจิ้งพยักหน้า “ดูมีราศี”
สิ้นเสียงก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากอีกด้าน ฟางเจิ้งมองไป เห็นคนสวมผ้ากันเปื้อนสีขาวกลุ่มหนึ่งกำลังตะโกนอะไรบางอย่างอยู่
ตู้เหมยพูด “นั่นเหล่าหลี่ ปกติถ้าหมู่บ้านจัดงานเลี้ยงจะให้เขามาช่วยทำอาหาร พวกเขารับผิดชอบอาหารท้องถิ่นของหมู่บ้านเรา พ่อครัวใหญ่พวกนี้รับผิดชอบทำอาหารที่เมื่อก่อนพวกเราได ด้กินกันน้อยมากและเหล่าหลี่ทำไม่เป็น ถือว่าแบ่งงานกัน…”
“เหตุใดเชิญพ่อครัวใหญ่แล้วยังเชิญพวกเขา? หรือว่าพ่อครัวใหญ่ทำอาหารท้องถิ่นประจำหมู่บ้านไม่เป็น?” เด็กแดงถามด้วยความไม่เข้าใจ
“อาหารท้องถิ่นประจำหมู่บ้านเหรอ แน่นอนว่าคนในหมู่บ้านก็ต้องทำได้ดีกว่า” ตู้เหมยตอบอย่างมีเหตุผล
ออกจากลานบ้านมา เด็กแดงก็ยังคิดไม่ออก
ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นจึงลูบหัวเขา “นี่คือวัฒนธรรมหมู่บ้าน วัฒนธรรมน้ำใจคน เหล่าหลี่เป็นพ่อครัวที่มีชื่อในแปดหมู่บ้านสิบลี้ เขาไม่ไปร้านอาหารใหญ่ แต่บ้านใครจัดงานเขาจะไปช่วย ยทำอาหาร รสมือก็ไม่เลวด้วย แต่ว่าถ้าให้พ่อครัวใหญ่เหล่านั้นทำก็น่าจะทำได้เหมือนกัน ที่เชิญเหล่าหลี่มาก็เพราะน้ำใจคน คนหมู่บ้านเหมือนกันยังไงก็ต้องเจอหน้ากัน ถ้านายจัดงา านไม่เชิญเขา เท่ากับดูถูกเขารึเปล่า? ต่อให้เขาไม่คิดแบบนั้นก็ต้องมีคนสงสัยว่าไปทุบหม้อข้าวหม้อแกงเขารึเปล่า ปากเขาไม่พูด ในใจอาจจะเสียใจ นี่ก็เพื่อกันไม่ให้มองหน้ากันไม่ต ติด”
“ยุ่งยากมาก…ถ้าเป็นพวกข้า ข้าคือนายจ้าง ข้ามีสิทธิ์ทั้งหมด ข้าจะเชิญใครก็ได้ ไม่ยอม? ก็จะตีจนกว่าจะยอม” เด็กแดงพูด
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “จีนเป็นสังคมน้ำใจคน น้ำใจคนใหญ่กว่าฟ้า ประโยชน์คือเวลาที่บ้านมีเรื่องอะไรก็จะหาคนมาช่วยได้ ฉลองปีใหม่ที่บ้านก็คึกคัก ไม่เงียบเหงา บรรยากาศการฉลองยิ่งใหญ ญ่ ทุกคนมีความสุข”
“ไม่มีข้อเสียเลยเหรอ?” หมาป่าเดียวดายถามโดยจิตใต้สำนึก มันไม่เชื่อเรื่องน้ำใจคนแม้แต่น้อย เพราะมันถูกลูกหมาป่าขับไล่ออกมา
กระรอกตอบกลับทันที “มี! คนเยอะขนาดนี้ จะได้กินของอร่อยๆ แค่ไหนกันเชียว ถ้าเป็นฉัน…จะต้องทำใจไม่ได้แน่ๆ…”
เด็กแดงมองค้อนทีหนึ่ง “เจ้าโง่ คนพวกนี้ไม่ได้มากินฟรีๆ แต่ต้องใส่ซองมาด้วย”
“อ้อ อย่างนั้นเอง” กระรอกรักษาสมดุลได้เล็กน้อย
ทันใดนั้นเอง ชายหญิงคู่หนึ่งฉุดดึงกันเข้ามา ผู้หญิงสีหน้าบึ้งตึง เอ่ยด้วยความโกรธว่า “เฉินต้าหมิง ฉันบอกแล้วนะว่านี่ครั้งสุดท้าย! ถ้าทีหลังยังเป็นแบบนี้อีกเราหย่ากัน!”
“ตกลง อย่าพูดเลยน่า คนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น…” ผู้ชายหน้าแดง ตอบด้วยความกระดากอายเล็กน้อย
“คนหมู่บ้านเดียวกันกับผีน่ะสิ! คนพวกนี้เป็นญาติพี่น้องคุณรึไง? คลอดลูกทีต้องให้พวกเรามาช่วยงาน แต่งงานก็ให้เราไปช่วยงาน ลูกครบเดือน ครบปี เข้าเรียน ฉลองวันเกิด พวกเขาฉล ลองวันเกิด คนแก่ฉลองวันเกิดก็ต้องให้เราไปช่วยงาน! ไหนเมื่อก่อนคุณบอกว่าลูกโตแล้วจะดีเอง แต่ลูกโตจะแต่งงานซื้อบ้านแล้วเรายังต้องมาช่วยงานอีก! ตอนนี้เป็นไง แม่หมูคลอดลู กพวกเราต้องมาช่วยงานใช่ไหม? พรุ่งนี้แม่ไก่ออกไข่พวกเราต้องมาช่วยงานด้วยรึเปล่า?” ผู้หญิงคนนั้นตะโกนว่าด้วยความโมโห
“วันนี้ไม่เหมือนกัน วันนี้บ้านลูกผู้พี่ผมคลอดลูก เพิ่งมีตอนอายุเยอะนี่เอง…” เฉินต้าหมิงพูด
“ฉันถึงมาไง ฉันถึงบอกว่าจากนี้! จากนี้! จากนี้! ฉันจะเป็นบ้า ฉันไม่น่าแต่งงานกับคุณเลยจริงๆ เราแต่งงานมายี่สิบปี ต้องกลับบ้านแทบทุกปี ลำบากหาเงินแทบตาย พวกเขาโทรมาก็ต้องไป ฉันใกล้จะทนไม่ไหวแล้วนะ!” ผู้หญิงตะโกนต่อ
“เอาละๆ ไม่ต้องพูดแล้ว มีอะไรไปคุยกันที่บ้าน” เฉินต้าหมิงพูด
“ทำไม? กลัวใครได้ยินเหรอ ฉันไม่กลัว! ฉันทนมายี่สิบปีแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว! มีสิทธิ์อะไรฮะ? มีสิทธิ์อะไรที่พวกเขามีเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งแล้วพวกเราต้องควักเงินให้? ยืมเงินมาหลา ายปียังไม่คืน ฉันจะไปทวงคุณก็บอกว่าเป็นญาติพี่น้อง ต้องให้เกียรติกัน แต่เขาให้เกียรติคุณไหม มีเกียรติแล้วมีเงินซื้อบ้านแต่ไม่คืนเงินคุณน่ะเหรอ ฉันจะบอกให้นะ ญาติพี่น้องแ แบบนี้ฉันไม่มีซะยังดีกว่า!” ผู้หญิงพูดต่อ
“หวังอวิ๋นเฟิ่ง เอาละ พอแล้ว! มีอะไรกลับบ้านไปค่อยคุยกันไม่ได้รึไง?” เฉินต้าหมิงก็โกรธแล้วเหมือนกัน
“คุณตะคอกใส่ฉัน?!” หวังอวิ๋นเฟิ่งโกรธเช่นกัน
“คุณไปเองเถอะ!” หวังอวิ๋นเฟิ่งพูดจบก็หมุนตัวจากไป