บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 515 มีสติปัญญา
จางจื่อกับอิงจื่อนอนไม่หลับ ในหัวคิดแต่ว่าจะย้ายระฆังใหญ่อย่างไร แต่ไม่ว่าคิดอย่างไรก็คิดหาวิธีย้ายระฆังใหญ่อย่างรวดเร็วในคราวเดียวไม่ได้…
ภายในห้องคุยกันอย่างร้อนแรง แต่ไม่มีใครสังเกตเลยว่าใต้ชายคาบ้านมีกระรอกตัวหนึ่งนั่งยองอยู่ด้วย
“อาจารย์ พวกเขาพูดแบบนี้” กระรอกนั่งยองบนบ่าฟางเจิ้งพลางพูดด้วยความโมโห
“ไม่กระทำไม่ตาย ในเมื่อพวกเขาอยากตาย เช่นนั้นก็กระทำไปเถอะ”
“อาจารย์ ท่านฉลาดขนาดนี้ ศิษย์มีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ ท่านจะ…” กระรอกพูดมาครึ่งหนึ่ง
ฟางเจิ้งพลันขัดคำพูด “จิ้งควน คิดไม่ออกก็พยายามคิด ต้องเรียนรู้การพิจารณาถึงจะพัฒนาได้ มีอะไรก็ถามแต่อาจารย์ จากนี้ถ้าอาจารย์ไม่อยู่ข้างนาย นายจะทำยังไง? นายคิดปัญหาข้อนี้เ เองเถอะ อมิตาพุทธ ไม่รู้ว่าพวกจิ้งเจินกำลังทำอะไร”
ฟางเจิ้งเอ่ยจบก็เดินไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันตรงหน้าผากมีเหงื่อซึม ใจฝ่อแล้ว! เขาย่อมรู้ว่ากระรอกจะถามอะไร ปัญหาคือเขาก็ไม่รู้ว่าจะขโมยระฆังใหญ่หย่งเล่อลงเขาอย่างไรเช่นก กัน! ใช้เครื่องบิน? อย่าล้อเล่นน่า จีนมีการควบคุมทางอากาศเข้มงวดขนาดนั้น ขับเครื่องบินมาขโมยของ นี่คงกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าคุณเป็นขโมยน่ะสิ!
วิธีอื่นๆ? นอกจากอภินิหารแล้ว ฟางเจิ้งคิดไม่ออกจริงๆ
อาจารย์ถูกลูกศิษย์ถาม แถมยังถูกศิษย์ที่บ้องแบ๊วและใสซื่อที่สุดถาม นั่นมันขายหน้าเกินไป ดังนั้นหนีไปก่อนจะดีกว่า
หนึ่งคืนผ่านไปเงียบๆ วันที่สอง ฟางเจิ้งทานอาหารเช้าเสร็จก็ตีกลอง จากนั้นเมื่อกำชับพวกเด็กแดงว่าให้เฝ้าให้ดีและระวังขโมยแล้วก็ลงเขาไป
เด็กแดงมองแผ่นหลังของฟางเจิ้งพลางสัมผัสฤทธิ์เดชในร่างกาย ก่อนยิ้มมีความสุข “ขโมยน้อยมาเยอะๆ เถอะ หม้อเหล็กของมหาราชาอดอยากปากแห้งไม่ไหวแล้ว ฮ่าๆ…”
ตอนลงเขามา พวกลุงต๋ารอฟางเจิ้งอยู่ข้างล่างนานแล้ว
พวกเขาพบหน้ากัน ทักทายกันง่ายๆ ก่อนจะตรงเข้าประเด็น
“เวลาไม่คอยท่า เรารีบเข้าภูเขากันเถอะ” ลุงต๋ากล่าว
ฟางเจิ้งพยักหน้า แล้วจึงพาลุงต๋า อิงจื่อ จางจื่อ และเจ้าใบ้เข้าสู่ภูเขาทงเทียน
ระหว่างทางสี่คนชื่นชมป่าไผ่ไม่ขาดปาก ร้องว่ามหัศจรรย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีไผ่หนาวช่างแปลกใหม่
แต่เข้าภูเขาทงเทียนมาแล้ว พวกเขาจริงจังขึ้น ระวังตัวอย่างยิ่ง กลัวว่าสัตว์ร้ายจะเข้ามา หรือถูกแมลงพิษงูพิษซุ่มโจมตี ส่วนฟางเจิ้งนั้น…
“หลวงพี่ ท่านเดินช้าหน่อย เดินเร็วขนาดนั้นไม่กลัวแหวกหญ้าถูกงูกัดเหรอคะ?” อิงจื่อเห็นฟางเจิ้งเดินเร็ว เธอเดินตามออกจะกินแรงเล็กน้อย จึงรีบเอ่ยเตือน
ฟางเจิ้งยิ้มบอก “อมิตาพุทธ สีกา พระพุทธองค์จะปกป้องอาตมาเอง งูอะไรพวกนี้ไม่ทำร้ายอาตมาหรอก”
สิ้นเสียง มีแสงสีเขียวพุ่งออกมาจากต้นไม้ ดิ่งตรงมาที่หัวโล้นของฟางเจิ้ง!
“ระวัง!” อิงจื่อร้องตกใจ
ทว่ามีคนเร็วกว่าอิงจื่อ นั่นคือลุงต๋า! มืดสั้นในมือเขาออกจากฝักในฉับพลัน และฟันไปที่งูพิษ!
ทว่ามีมือใหญ่เร็วกว่าลุงต๋า! คว้างูพิษหลบมีดในมือลุงต๋าไป ลุงต๋าหรี่ตาลง รู้ว่าเจอยอดฝีมือเข้าแล้ว! พอมองตามมือนั้นไป เห็นเพียงว่าคนที่ลงมือคือหลวงจีนซึ่งเขาดูถูก ! ส่วนงูนั่นถูกฟางเจิ้งบีบหัวไว้ในมือ ร่างบิดไปมาไม่หยุด แต่ไม่อาจดิ้นหลุดออกมาได้
“หลวงพี่มือไวมาก” ลุงต๋ามองฟางเจิ้งด้วยความตกตะลึง
ฟางเจิ้งแสดงความเคารพกลับด้วยมือเดียว “อมิตาพุทธ ขอบคุณประสกที่พร้อมลงมือช่วยเหลือ”
ลุงต๋าหน้าแดง เมื่อครู่เขาลงมือจริงๆ แต่ช่วยคนไม่สำเร็จ แถมยังเกือบฟันมือหลวงจีน ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงขายหน้ากันเล็กน้อย
“หลวงพี่ ส่งงูเขียวในมือท่านให้ผมเถอะ เอามาตุ๋นซุปมื้อกลางวันได้” จางจื่อว่า
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “อาตมาจะฆ่าสัตว์ได้อย่างไร?”
“แต่ว่าเมื่อกี้มันจะฆ่าท่านนะ ตอนนี้ท่านฆ่ามัน ก็ถือว่าหายกันไม่ใช่เหรอคะ?” อิงจื่อถาม
ฟางเจิ้งยิ้ม “คนกับงูจะมีความรู้ความอ่านเหมือนกันได้ยังไง” เอ่ยจบฟางเจิ้งก็พูดกับงูเขียว “เจ้าตัวน้อย ตัวยังเล็ก แต่ความทะเยอทะยานไม่เบา นายกัดอาตมา หรือคิดว่าจะกินอาตมาได ด้? วันหลังถ้ากล้าบุ่มบ่ามมาอีก อาตมาจะไม่ให้อภัยนาย รีบไปซะ แล้วอย่าลอบจู่โจมใครอีก”
“ฮ่าๆ…หลวงพี่ ท่านพูดกับงู มันจะเข้าใจเหรอคะ” อิงจื่อเม้มปากหัวเราะ
“เคยเจอพวกแสร้งทำตัวลึกลับมาก็เยอะ แต่แสร้งได้ขนาดนี้ ฉันเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก” จางจื่อหัวเราะเช่นกัน แม้ฟางเจิ้งมือเร็วมาก เหมือนว่าจะมีฝีมือแก่กล้า แต่ทำแบบนี้ยังทำให้ เขารู้สึกว่าน่าหัวเราะ
ทว่าต่อมา เขากลับหัวเราะไม่ออก
เมื่อเห็นงูเขียวพลันยกตัวขึ้นโค้งตัวแสดงความเคารพฟางเจิ้งราวกับคน ทำสามครั้งแล้วถึงหมุนตัวมุดหายเข้าไปในพุ่มหญ้า จากไปแล้ว!
“ไอ้บ้า เมื่อกี้นี้เหมือนว่างูนั่นจะทำความเคารพเลย…” จางจื่อทำหน้ามึนงง
อิงจื่อกลืนน้ำลายลงคอ “คงไม่ใช่ว่ามีสติปัญญาหรอกนะ? ลุงต๋า นี่มันเกิดอะไรขึ้น ลุงอธิบายหน่อยสิ?”
มุมปากลุงต๋ากระตุกเล็กน้อย เขาก็อยากอธิบายเหมือนกัน เขามีความรู้กว้างขวางก็จริง แต่ไม่เคยเห็นเรื่องประหลาดแบบนี้! นอกจากงูมีสติปัญญา ไม่ก็หลวงจีนนี่เป็นปีศาจ เขาไม่รู้จะอธิบ บายอย่างไรดี หรือว่าจะเลียนแบบผู้เชี่ยวชาญพวกนั้นแล้วบอกว่าเป็นอาการหลอนหมู่? ลุงต๋าจึงมองฟางเจิ้ง “ขอให้เจ้าอาวาสช่วยอธิบายด้วย”
ฟางเจิ้งพูดด้วยใบหน้าสดใส “ทุกสรรพสัตว์มีจิตวิญญาณ เขาเองก็คงสัมผัสเจตนาดีของอาตมาได้ พอรอดจากภัยมาได้จึงสำนึกบุญคุณ”
พูดจบ แม้แต่เจ้าใบ้ที่เงียบมาตลอดยังส่งสายตามองค้อนระดับสุดยอดให้ฟางเจิ้ง ประหนึ่งว่าอยากจะมองค้อนให้หลวงจีนเหม็นโฉ่ที่ในปากมีแต่ก๊าซเสียนี่ให้ตายไปเลย
ฟางเจิ้งไม่พูด ลุงต๋าก็ไม่ถาม เพียงแต่ในใจเกิดความตื่นตัวขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ค่อนข้างสำนึกเสียใจที่ว่าจ้างฟางเจิ้งเข้าภูเขา นัยน์ตามืดทะมึนเล็กน้อย ไม่รู้ว่าในใจวาง งแผนอะไรอยู่…
“หลวงพี่มีเมตตา นี่เป็นเรื่องดี หลวงพี่ นำทางไปเถอะ วันนี้เราต้องขึ้นถึงยอดเขา” ลุงต๋าเงยหน้าชี้นิ้วไปยังเส้นทางสู่ยอดเขา
ฟางเจิ้งพยักหน้า ก่อนจะนำทางไป
“เจ้าใบ้ อีกเดี๋ยว…” ลุงต๋าพูดกับเจ้าใบ้สองประโยค เจ้าใบ้สื่อว่าเข้าใจ ดวงตาเล็กที่หรี่แคบมาตลอดขยับประกายหนาวเยือกเสี้ยวหนึ่ง
จางจื่อกับอิงจื่อตามหลัง อิงจื่อพูดว่า “หลวงจีนนี่แปลกๆ”
“ทำไมฉันรู้สึกว่าคนที่ภูเขานี่แปลกกันหมดเลย” จางจื่อนึกถึงหมาป่าที่เย้ยเยาะเขาตัวนั้น ไม่รู้ทำไมเขาถึงเริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเถ้าแก่ซยงแล้ว
เมื่อเข้าภูเขาทงเทียนมา ฟางเจิ้งต้องหยุดรอพวกลุงต๋าตลอด แม้พวกลุงต๋าจะชำนาญการเดินทางเข้าภูเขา แต่ป่าเขาก็ยังเป็นป่าเขา ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว พุ่มไม้เตี้ยกับหนาม หลายครั งที่เงยหน้ามองเห็นได้แต่เดินไปไม่ได้ ระยะทางสิบกว่าเมตรกลับต้องเดินอ้อมเป็นวงกลมวงใหญ่ ทุกก้าวต้องระวัง ต้องป้องกันทุกเวลา…
แต่ฟางเจิ้งไม่ต้อง มีจีวรขาวจันทร์ปกป้องไว้ ไม่ว่าจะเป็นไก่หมาแมวอะไร อาตมาก็เดินผ่านไปได้ แน่จริงกัดอาตมาเลย! ถึงอย่างไรก็กัดไม่เข้าอยู่แล้ว
…………………………………….