บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 516 ใช้วิธีแบบเดียวกันคืนสนอง
ยิ่งเดิน ลุงต๋ายิ่งตกใจ หลวงจีนตรงหน้าเดินในป่าทึบราวกับเดินบนพื้นราบ จีวรขาวไม่เปื้อนแม้แต่ใบไม้ ไม่สกปรกเลยแม้แต่น้อย! ประกอบกับเรื่องงูก่อนหน้านี้ ใจลุงต๋ายิ่งหนักอึ้งข ขึ้นเรื่อยๆ หลวงจีนนี่เป็นใครกันแน่?
ตอนกลางวัน ในที่สุดทุกคนก็ปีนมาถึงภูเขาลูกแรก ขณะยืนบนยอดเขา ลุงต๋าเอามือวางตรงหน้าผากพลางมองไปรอบๆ อิงจื่อกับจางจื่อนั่งพักบนพื้น เจ้าใบ้ถือเข็มทิศในมือ หมุนไปรอบๆ
ส่วนฟางเจิ้งนั่งอยู่ไม่ไกล มองการกระทำคนพวกนี้อย่างเงียบๆ
ลุงต๋ากระซิบบางอย่างข้างหูจางจื่อ จางจื่อพยักหน้า จากนั้นพูดกับฟางเจิ้ง “หลวงพี่ ผมเห็นทางด้านนั้นมีลำธาร ผมจะไปตักน้ำมานะ”
ฟางเจิ้งพยักหน้าให้
จางจื่อลงเขาไปไม่นานก็กลับมา หิ้วกระติกน้ำในมือมาด้วยจริงๆ เขาแบ่งน้ำให้ทุกคนไปพลาง ส่งสายตาตึงเครียดให้ลุงต๋าไปพลาง
ลุงต๋าพยักหน้าเล็กน้อย จางจื่อพลันร้องตกใจว่า “เฮ้ย กระเป๋าเงินผมตกที่ริมน้ำ หลวงพี่ ท่านว่าผมไปกลับเหนื่อยจะตายแล้ว ลุงต๋ากับเจ้าใบ้ก็อายุเยอะ อิงจื่อก็เป็นผู้หญิง ผ ผมไม่วางใจ…”
ฟางเจิ้งมองจางจื่อด้วยแววตาใสบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทว่าในความบริสุทธิ์เหมือนมีวิสัยทัศน์ ราวกับกำลังพูดว่า ‘ฉันรู้ว่าพวกแกจะทำอะไร!’
ฟางเจิ้งมองด้วยแววตานั้นจนจางจื่อไม่สบายไปทั้งตัว ประหนึ่งว่าอีกฝ่ายมองทุกอย่างออก
จางจื่อพูดว่า “หลวงพี่…”
ฟางเจิ้งยืนขึ้น “ประสกพูดมีเหตุผล อาตมาจะไปหาเอง”
จางจื่อถอนหายใจโล่งอก รีบชี้ทางให้ ก่อนฟางเจิ้งจะลงเขาไปตามทิศทางอย่างแม่นยำ
ลุงต๋ายืนอยู่บนภูเขา มองลงไปตรงตีนเขา “แกไม่ได้ชี้ทางผิดใช่ไหม?”
“วางใจได้ลุงต๋า หลวงจีนนี่ซวยแล้ว ตอนผมไปเห็นหมีตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่ริมแม่น้ำจริงๆ ถ้าเขาไปละก็ หึๆ…” จางจื่อเลียริมฝีปาก
อิงจื่อถามด้วยความไม่เข้าใจ “พวกลุงคุยอะไรกันน่ะ?”
จางจื่อบอก “ไม่มีอะไร…อ้อ ลุงต๋า เถ้าแก่ซยงออกเดินทางรึยัง?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง เข้าป่ามาแล้วไม่มีสัญญาณ แต่เขาน่าจะรีบร้อนกว่าแกแน่ คาดว่าฟ้ามืดก็น่าจะถึงเมืองเฮยซาน พรุ่งนี้น่าจะถึงตีนเขาเอกดรรชนี” ลุงต๋าตอบ
พวกเขาคุยกันสักพัก ก็พลันได้ยินเสียงคำรามของหมีตรงตีนเขา! ตามมาด้วยเสียงร้องตกใจของฟางเจิ้ง!
จางจื่อพลันกระโดดขึ้นมา หัวเราะพูดว่า “ฮ่าๆ…สำเร็จแล้ว!”
ลุงต๋ายิ้มเช่นกัน “ช่วยไม่ได้ เจอหมีดำในป่าเขา ทุกคนต้องวิ่งหนี หลวงพี่ถูกหมีฆ่าซะแล้ว เฮ้อ…นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ”
อิงจื่อขมวดคิ้ว “ลุงต๋า เราเป็นขโมย แต่ไม่เป็นต้องเอาชีวิตจริงๆ เลยนี่?”
“ใครเอาชีวิตใคร? พวกเราทำอะไร? จางจื่อทำกระเป๋าเงินตก เขาไปหาแล้วบังเอิญเจอหมี จะมาโทษเราได้รึไง? อิงจื่อ เวลาพูดระวังปากหน่อย อย่าพูดอะไรมั่วซั่ว” ลุงต๋าถลึงตามองอิง งจื่อทีหนึ่ง
อิงจื่ออ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ถอนหายใจแล้วไปนั่งข้างๆ…
“เอาละ คนนำทางเสร็จไปแล้ว พวกเราต้องเดินทางที่เหลือเอง ถ้าฉันมองไม่ผิด ถ้ำมังกรอยู่ไม่ไกลแล้ว” ลุงต๋ากล่าว
“ลุงต๋าหาเจอแล้วเหรอ?” จางจื่อถามด้วยความตื่นเต้น
ลุงต๋าพูด “ยังไม่แน่ใจ ตรงนี้มีเทือกเขา แต่เป็นเทือกเขาดิน ต้องไปสืบดูข้างใน การหาสุสานไม่ใช่เกม แกคิดว่าหาวันหนึ่งเจอ ขุดแล้วก็ไปเหรอ ฝันไปเถอะ! ไม่มีสิบวันหรือครึ่งเดื อน เราไม่ได้ออกไปหรอก” ลุงต๋าพูดจบก็พาคนพวกนี้ลงเขาไป
แต่เดินไปได้ไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันดังจากด้านหน้า
“มีคน?!” จางจื่อกับอิงจื่อตื่นตัวพร้อมกัน
ลุงต๋าบอก “ใจเย็น มีคนอย่าตื่นตัว ถ้าถามก็บอกว่ามาเก็บสมุนไพรบนเขา”
สองคนพยักหน้ารัวๆ เจ้าใบ้เดินตามอยู่ข้างหลัง ทำหน้าสื่อว่าอย่างไรก็ได้
ครู่หนึ่งเสียงคนใกล้เข้ามา ขณะเดียวกันยังมีเสียงวิ่งและเสียงหอบหายใจมาด้วยกัน
พวกเขาเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างหนึ่ง ลุงต๋าส่งสัญญาณให้ทุกคนระวังตัว
ต่อมามีร่างสีขาวพุ่งออกมาจากในป่าไม้ จีวรขาว หัวโล้น ฟางเจิ้งนั่นเอง!
“หลวงพี่ฟางเจิ้ง? ท่านไม่เป็นไร?” อิงจื่อร้องตกใจ
ผลคือฟางเจิ้งทำหน้าแปลกๆ “ตอนนี้ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่วิ่งมีเรื่องแน่! บ้าจริง วิ่งเร็ว หมีมาแล้ว!”
ฟางเจิ้งพูดช้า รอจนตอนที่เขาเอ่ยถึงหมี เขาก็วิ่งแซงทุกคนไปไกลแล้ว!
ขณะเดียวกันมีร่างสีดำทมิฬโผล่มาในป่า ร่างสูงเกือบสองเมตร ร่างกายใหญ่ยักษ์เดินทุกก้าวทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนตาม นั่นคือหมีดำตัวใหญ่แถบตะวันออกเฉียงเหนือ! หมีดำพุ่งเป็นแนวข ขวางเข้ามาราวรถหุ้มเกราะ จุดที่มันผ่านจะชนจนหักกระเจิง เหยียบย่ำพุ่มไม้ วัชพืช และหน่ออ่อนไปไม่รู้เท่าไร ปากใหญ่คล้ายอ่างโลหิตอ้าออกกว้าง เห็นหนามบนปลายลิ้นได้ชัดเจน!
“ลุงต๋า…” อิงจื่อตกใจจนแทบจะร้องไห้เสียเดี๋ยวนั้น
แต่ลุงต๋ายังไม่ทันพูดอะไร จางจื่อก็วิ่งไปแล้ว “วิ่งเร็ว!”
“หนีไม่ได้ให้แกล้งตาย เดิมพันเถอะ!” ลุงต๋าพูดจบก็พลิกตัวเอาหน้านอนคว่ำลงกับพื้น สองมือกุมหัวไว้…
อิงจื่อกับเจ้าใบ้นอนหมอบลงไปด้วยท่าทางเหมือนลุงต๋า
พอนอนหมอบบนพื้น อิงจื่อสัมผัสได้ชัดเจนถึงพื้นดินที่สั่นไหวตามฝีเท้าของหมีดำยักษ์ พละกำลังที่น่าสะพรึงนั้น หากเหยียบบนตัวเธอเข้า? แค่คิดเธอก็กลัวอย่างยิ่งแล้ว…อธิษฐา านอยู่เงียบๆ ว่าอย่าถูกหมีดำเข้ามาอุดหนุนเลย
คิดไปเรื่อยเปื่อยจนหมีดำเข้ามาใกล้ ต่อมาได้ยินเสียงกร๊อบดังมาจากลุงต๋า เหมือนอะไรบางอย่างแตกหัก ทำเอาอิงจื่อตกใจจนตัวสั่น
ตามด้วยเสียงฝีเท้าหมีดำไกลออกไป…
ทว่าอิงจื่อยังไม่กล้าขยับ เพียงมองลุงต๋าด้วยความเป็นห่วง เห็นลุงต๋าพลิกตัวมาแล้ว ใบหน้าเขียวคล้ำ ผิวขาวซีด เหงื่อเม็ดใหญ่เท่าถั่วไหลลงมา สองมือกุมที่ขาขวา สีหน้าดูเจ จ็บปวดอย่างยิ่ง
เจ้าใบ้เองก็ลุกขึ้นนั่ง รีบพลิกตัวมาช่วยเหลือ ช่วยดูขาให้ลุงต๋า
อิงจื่อถึงค่อยวิ่งเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง “ลุงต๋า ลุง…เป็นยังไงบ้าง?”
ลุงต๋ากัดฟันพูด “ไอ้หมีบ้านั่น ตอนเดินมันเหยียบขาลุง คงจะหักแล้ว”
แม้ลุงต๋าจะเจ็บปวด แต่ที่น่าฉงนคือเขาไม่ร้องเลย เวลาพูดยังกดเสียงเบาลง กลัวว่าหมีจะกลับมาอีก
“อะไรนะ ขาลุงหัก? นี่…” อิงจื่อตกใจสะดุ้ง เข้าป่าต้องพึ่งพาลุงต๋ากับเจ้าใบ้ ตอนนี้ลุงต๋าเป็นแบบนี้ก็เท่ากับเสียกำลังรบหลักไป แล้วจะไปต่อกันอย่างไร?
“ไปสุสานโบราณไม่ได้แล้ว ต้องหาวิธีกลับกันก่อน ไม่อย่างนั้นต้องอยู่ในภูเขาใหญ่นี่” ลุงต๋าพูด
เจ้าใบ้ทำเสียงอือสองที ลุงต๋าพูดว่า “ได้ นายทิ้งของที่ไม่มีประโยชน์ไปแล้วแบกฉัน อิงจื่อ เธอไปหาน้ำกับอาหารมา”
“ได้…หืม? แล้วจางจื่อจะทำยังไง?” อิงจื่อถาม
“เจ้าโง่นั่น พอเจออันตรายก็วิ่งไม่หันมาเลย มันชอบวิ่งก็ให้วิ่งไป!” ลุงต๋าพูดอย่างโมโห บางคำเขาไม่ได้พูดออกไป ถ้าถูกหมีดำเลือกเป้าหมายแล้วยังวิ่งหนี โดยพื้นฐานถือว่าจบ บเห่แล้ว ลุงต๋าขาหักก็ไม่มีกะจิตกะใจกับความสามารถไปช่วยจางจื่อเช่นกัน จึงปล่อยให้เขาเกิดและดับไปเองตามธรรมชาติเสีย