บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1616: จิตวิญญาณนักดาบ
ตอนที่ 1616: จิตวิญญาณนักดาบ
ตู้ม!
อาภรณ์ของซูอี้โบกสะบัด ดูจะมีจักรวาลพร่างดาวอันไร้ขอบเขตทะลักออกมาจากร่างสูงใหญ่นั้น ก่อเกิดเป็นเสียงคำรามแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่กว้างไกลเกินคณานับ
แสงวิถีเรื่อเรืองทะลักเยี่ยงกระแสวารีจากผิวกาย เจิดจรัสเยี่ยงบรรพตดาบอันแหลมคมดุจขุมนรกเงียบงันปรากฏโฉมท่ามกลางท้องนภาครามชั่วนิรันดร์
“นี่…”
ทังเป่าเอ๋อร์ขยี้ตาอย่างเผลอไผลไม่อยากเชื่อ
ทังหลิงฉีอดหัวใจกระตุกเต้น หนังศีรษะชาวาบโดยพลัน
ก่อนหน้านี้ บรรยากาศรอบกายซูอี้นั้นสงบนิ่ง ดาษดื่นเช่นปุถุชนธรรมดาในโลกหล้า
ทว่ายามนี้ ซูอี้ดูราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
ทุกกิริยาเปี่ยมด้วยจิตบ้าคลั่งอหังการ ไม่ต่างจากจับจ้องจอมดาบเหนือสวรรค์ ให้ความรู้สึกเลิศล้ำเหนือผู้ใด!
ทั่วฟ้าดินปั่นป่วนสะเทือนสั่น วาตะเมฆาแปรทิศอลหม่าน!
“ขอบเขตจักรวาล?”
ชายผู้นั้นผงะไป การค้นพบนี้ห่างจากการคาดเดาก่อนหน้าของเขาไกลลิบ!
“มีปัญหาตรงไหนหรือ?”
ซูอี้ถามยิ้ม ๆ
ชายผู้นั้นรำพึง “ชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษ แต่กลับสังหารห้าราชันเซียนจากลัทธิอัคคีเทพได้ ว่าตามตรง ตลอดชีวิตจากยุคอวสานเซียนจวบกาลนี้ อย่าว่าแต่เคยประสบ กระทั่งได้ยินถึงยังไม่เคย”
วาจาเหล่านี้ตรงใจทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์นัก!
ทัศนาทั่วหล้าตลอดกาลนาน ใครบ้างเคยได้ยินถึงผู้เลิศล้ำเหลือเชื่อเพียงนี้?
ซูอี้กล่าวเลื่อนลอย “ขอบเขตมหาวิถีนั้นเปรียบดั่งไหสุรา บางไหจุได้เพียงราวครึ่งจิน ทว่าบางไหกลับบรรจุธารนทีมหาสมุทรไว้ได้”
ดวงตาของชายผู้นั้นเจิดจ้าเยี่ยงประทีป จับจ้องซูอี้และกล่าวยิ้ม ๆ “หมายความว่าไหสุราขอบเขตจักรวาลของเจ้าจุธารนทีมหาสมุทรได้หรือ?”
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าว “ผิดแล้ว ข้าจุได้ทั้งธารนทีมหาสมุทร รวมไปถึงจักรวาลพร่างดาวเหนือนภาได้ และหากต้องทำ ทั่วฟ้าดินถิ่นสวรรค์ ข้าล้วนบรรจุได้ทั้งสิ้น”
คนทุกผู้ “…”
ชายผู้นั้นอดเชิดหน้าหัวเราะลั่นนภา และกล่าวชมออกมามิได้ “ช่างกล้านัก! ทั่วฟ้าดินถิ่นสวรรค์ ข้าล้วนบรรจุได้ทั้งสิ้น! นักดาบเราต้องแบบนี้สิ!”
ทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์มองหน้ากันอย่างตะลึงในใจ ใครเล่าจะไม่เห็นว่าคนคลั่งดาบดูจะชื่นชอบเห็นดีกับวาจาอันดูทะนงของซูอี้?
กระทั่งชอบใจสุด ๆ เสียด้วย!
ทว่าซูอี้กลับส่ายหน้าอีกหน “นักดาบเช่นเรา ไฉนความกล้าต้องถูกจำกัดเพียงนี้ด้วย?”
คนทุกผู้ “???”
ชายผู้นั้นอดยิ้มและถามอย่างจริงจังมิได้ “เช่นนั้น ในความเห็นสหายเต๋า จิตวิญญาณนักดาบเช่นเราต้องเป็นอย่างไรกัน?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “หลังการดวลนี้ หากเจ้ายังไม่ตาย ข้าจะบอกให้”
ชายผู้นั้นผงะไป
ก่อนหน้านี้ เขากล่าวไว้ว่าหากซูอี้รับสามดาบของเขาได้ เขาจะปล่อยซูอี้ไป และไม่ถือหากจะบอกเรื่องในกาลก่อนให้ซูอี้ฟังสักหน่อย
และยามนี้ ซูอี้ก็เล่นลูกไม้เดียวกัน!
“ก็ได้ ข้าก็คันมือแล้ว ประชันเหนือวิถีดาบ ชี้วัดสูงต่ำดีกว่า!”
ชายผู้นั้นยื่นนิ้วดีดดาบของเขา ส่งวจีสะท้อนทั่วเก้าสวรรค์
ท่าทีของเขาดูราวคนบ้า ดวงตาแผดเผาดุจตะวันเจิดจ้า ภาวะดาบอันร้ายกาจทะยานจรดฟ้า นำมาซึ่งจิตฆ่าฟันสะท้านโลกา
ซูอี้กล่าวเนิบ ๆ “ไม่ขอวัดสูงต่ำ แต่ขอให้เจ้ากระทำสมความคาดหวังข้า”
ปราณบนร่างของเขากำลังทวีความแข็งแกร่ง!
ทั้งทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์ล้วนกระสับกระส่ายขึ้นมาอีกหน
“จะว่าไป ข้ามีนามว่าเซียวโม่ โลกนี้ขนานนามข้าเป็นคนคลั่งดาบ!”
คนคลั่งดาบ?
ซูอี้ผงะไปครู่หนึ่ง และจำได้ทันทีว่าครั้งเขายังอยู่ในจักรดาราตงเสวียน ปราชญ์หงอวิ๋นเคยเข้าใจผิด คิดว่าเขาคือราชันเซียนนาม ‘คนคลั่งดาบ’ และกล่าวกันว่าคนคลั่งดาบคือผู้นำสิบราชันเซียนจากศาลเซียนรวมศูนย์อยู่นี่นา?
ก่อนที่ซูอี้จะทันได้คิดต่อ คนคลั่งดาบก็โจมตีออกมาแล้ว
อาภรณ์ของเขาสะบัดไหว ดาบวิถีในมือพลันกู่ก้อง ระเบิดปราณสังหารร้ายแรงโจมตีบนอากาศ
เปรี้ยง!
ฟ้าดินสามหมื่นจั้งปรากฏรอยร้าวเล็กละเอียดแผ่ขยายนับไม่ถ้วน
หนึ่งปราณดาบเปี่ยมอำนาจทำลายล้างระเบิดออกจากดาบวิถีในมือคนคลั่งดาบ ทำให้ทั่วฟ้าดินแปรสีสัน
ยามนั้นดูราวหมื่นดอกไม้ไฟเบ่งบาน งดงามตรึงตาอย่างยิ่ง ทำให้ฟ้าดินทั่วด้าวแดนล้วนถูกกลบรัศมีสิ้น
เป็นความเลิศเลอท่ามกลางฟ้าดิน
ขณะที่ภาวะดาบนี้ตรึงตาสะกดใจ มันก็แสนน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
ดาบนี้มีนามว่า ‘เพลิงพลุยามกลี’!
มันคือหนึ่งในสามวิชาดาบที่คนคลั่งดาบภาคภูมิสูงสุด ทุ่มเทกายใจหล่อหลอมความสำเร็จวิชาดาบของเขา ขัดเกลาตกผลึกแสนนมนานจนอำนาจและภาวะดาบนี้สู่จุดสูงสุดเนิ่นนาน สั่งการได้ง่ายดายดุจปลายนิ้วสัมผัส!
เพียงหนึ่งดาบ ราวดอกไม้ไฟพร่างจักรวาล งดงามเฉิดฉายไร้สิ้นสุด!
เมื่อเผชิญหน้าดาบนี้ ซูอี้ก็อดหัวเราะลั่นนภามิได้ ร่างโก่งงอเยี่ยงคันธนู ใช้ฝ่ามือเยี่ยงสาย เกร็งศอกดึงกลับ พาดธนูขึ้นสายโดยพลัน
อำนาจวิถีดาบอันน่าสะพรึงกลัวควบแน่นในมือซูอี้ จากนั้นก็ทะยานเวหาฟาดฟันลง
ตู้ม!!
ฟ้าดินพลันสั่นสะเทือน
ฝ่ามือของซูอี้เรียบง่ายคมกริบ ทว่ากลับมีอำนาจร้ายกาจเยี่ยงเทพสวรรค์ สั่นสะท้านโลกาบ้าคลั่ง
และปราณดาบเฉิดฉายเยี่ยงดอกไม้ไฟเหนือล้าก็เป็นเช่นถ้วยบนจานรองเหนือโต๊ะอาหาร ระเบิดแหลกได้ด้วยเพียงหนึ่งฝ่ามือ
อำนาจเซียนมนุษย์สยายทั่วทศทิศ กระจ่างทั่วจักรวาลกว้างไกลพันลี้!
ในสายตาของทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์ผู้มองจากไกล ๆ ฝ่ามือของซูอี้ราบเรียบเยี่ยงวาตะเมฆา กวาดชำระหมู่ดอกไม้ไฟเหนือสวรรค์แห่งกลียุค
เพียงคำว่าอหังการมิอาจใช้บรรยาย!
คนคลั่งดาบนิ่งไป อดเชิดหน้าเสสรวลลั่นนภามิได้ “ลมราตรีบูรพาหอบพฤกษ์บุปผานับพัน พัดพามวลดาราดุจพิรุณ การโจมตีนี้ของสหายเต๋าปราบวิชาของข้าได้อย่างแยบยลไร้ทางต่อกร ทรงพลังยิ่งนัก!”
ดาบนี้ทำให้เขาตระหนักในที่สุด ว่าชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษผู้นี้แม้จะมีการฝึกฝนเพียงขอบเขตจักรวาล ทว่าความแข็งแกร่งของเขาท้าทายสวรรค์ยิ่งนัก ความน่ากลัวในวิถีดาบของเขานับได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวตราบฟ้าดิน!!!
และนี่ยังทำให้จิตต่อสู้ในใจของคนคลั่งดาบระเบิดออกมาอย่างสมบูรณ์ ทั่วร่างตื่นเต้นระริกระรี้ จิตสู้รบสังหารเดือดพล่าน
ซูอี้กล่าวเพียงว่า “อย่าละมืออีกเลย ให้ข้าเห็นอำนาจต่อสู้สูงสุดโดยแท้จริงของเจ้าเถอะ”
“ได้!”
คนคลั่งดาบแผดเสียงลั่น หนึ่งดาบทะยานเวหา
ดาบนี้แสนเรียบง่ายไร้ความพิเศษ เป็นความสุดโต่งคนละขั้วกับดาบอันเลิศเลอพริ้งพรายเมื่อครู่
ดุจเป็นการชำระล้าง
ทว่ากลับแสนเป็นธรรมชาติเยี่ยงวายุเคลื่อนกลีบบงกช หยาดน้ำค้างพร่างพรมจากใบบัว ดุจอรุณแรกสาดแสงทั่วโลกหล้า
ภาวะดาบนี้เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ
แต่มันก็เป็นอำนาจดาบสังหารสูงสุดอันไร้ความโดดเด่นตกแต่งใด ๆ!
หวนคืนสู่สามัญ
ฟ้าดินพลันร่ำร้องสั่นสะท้าน บรรพตลำธารเคลื่อนสะเทือน และในซากโบราณแห่งนี้ เหล่าเมฆสายฟ้าปกคลุมทั่วเลือนหายไปอย่างเงียบเชียบ
อำนาจดาบอันชวนใจสะท้านปกคลุมทั่วทุกอณูแห่งฟ้าดิน!
ทังหลิงฉีเหงื่อกาฬแตกเยี่ยงถูกแช่แข็ง เคล็ดวิชาดาบนี้น่าสะพรึงกลัวจนแม้ราชันเซียนจะมองจากไกล ๆ ก็ยังสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังบีบรัดเกินหายใจ
หัตถ์หยกของทังเป่าเอ๋อร์กำหากัน อำนาจฝึกฝนทั่วร่างยังมิอาจทานอำนาจดาบอันร้ายกาจซึ่งแพร่มาต้องกาย ผิวกายกระจ่างรู้สึกเจ็บแปลบ วิญญาณสั่นสะท้านเกินหยุดยั้ง
ดาบนี้ร้ายกาจยิ่ง!!
คนคลั่งดาบ ณ ขณะนี้เป็นเช่นปราชญ์วิถีดาบอันสาบสูญ เพียงหนึ่งดาบมีอำนาจพลิกนภาสะท้านแดน!
เมื่อเผชิญดาบนี้ ซูอี้ก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
เส้นผมยาวของเขาปลิวไสว ดวงตาลึกล้ำพร่างประกาย ไม่แปลกใจทว่าแสนยินดี
คนคลั่งดาบผู้นี้ห่างไกลเกินกว่านักดาบทั่วไปจะเทียบได้จริงแท้ และความสำเร็จวิถีดาบเช่นนี้นับเป็นคู่ต่อสู้อันร้ายกาจสูงสุดนับแต่ซูอี้เคยประสบนับแต่ฝึกฝนมาในชาตินี้ และยังเป็นคู่ต่อสู้ซึ่งทำให้ซูอี้ประหลาดใจได้สูงสุดอีกด้วย!
ชายหนุ่มไม่ลังเล สูดหายใจลึก ๆ ยืดร่างตรงแล้วใช้นิ้ววาดไปน้อย ๆ เยี่ยงดาบ
เรียบง่ายไร้อำนาจใด
ทว่าเมื่อการวาดนิ้วชี้ส่ง ๆ เช่นนี้ปะทะกับดาบของคนคลั่งดาบ….
จากนั้น…
ตู้ม!!!
สุญญะแดนดิน ณ จุดปะทะของทั้งสองพลันแหลกระเบิด อำนาจดาบทลายสรวงปะทุพลุ่งพล่าน ฟ้าดินถิ่นนั้นโกลาหลปั่นป่วนมิเหลือดี
ทั้งเศษซากและด้าวแดนใกล้เคียงล้วนถูกป่นเป็นผุยผง
ทังหลังฉีสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ และพาทังเป่าเอ๋อร์ถอยไปไกลทันที
เมื่อเขาเห็นคลื่นอำนาจทำลายล้างถาโถมกวาดเข้ามาไกล ๆ ทุกสิ่งล้วนพังทลายดับสลาย หนังศีรษะของทังหลิงฉีก็ชายิบ มือเท้าสั่นสะท้านเกินหยุดยั้ง
ศึกเช่นนี้น่าสะพรึงกลัวเกินบรรยาย
ถามตนดูก็รู้ว่า ราชันเซียนเช่นเขาคงถูกฆ่าตายในพริบตาไปง่าย ๆ แล้ว!!!
ท่ามกลางฝุ่นควัน ร่างสูงใหญ่ของซูอี้เซถอยไป กว่าจะยืนตั้งหลักได้ก็ห่างไปเก้าจั้ง
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาซีดขาวเล็กน้อย ทั่วร่างปั่นป่วนรวนเรดุจน้ำเดือดในกา
ขณะเดียวกัน ร่างของคนคลั่งดาบก็โงนเงน ดาบในมือสั่นสะท้านไร้สิ้นสุด สีหน้าซูบผอมของเขาปรากฏความไม่อยากเชื่อ
กันได้หรือ?
ดาบนี้เป็นที่รู้จักในนาม ‘สิ้นพยายาม’ ซึ่งเขาทุ่มกำลังสุดตัวออกดาบ มีอำนาจเหนือชั้นกว่า ‘เพลิงพลุยามกลี’ เป็นไหน ๆ
แต่ก็ยังมิอาจเอาชนะคู่ต่อสู้ได้!
“ดาบนี้กล่าวได้ว่าเป็นจุดสุดยอดในขอบเขตราชันเซียน กล่าวได้ว่าแยบยลในวิถีดาบ และในหมู่ผู้ร่วมวิถี ก็กล่าวได้เช่นกันว่าแสนเลิศล้ำ”
ไกลออกไป ซูอี้ปัดฝุ่นจากอาภรณ์ ทอดถอนใจออกความเห็น
คนคลั่งดาบรำพึง “แต่เจ้าก็ยังรับมันได้ แล้วจะมีค่าอันใดให้ชื่นชม? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจวบยามนี้ ข้ายังทำให้เจ้าออกดาบสักดาบยังมิได้ ช่าง… เกินไปแล้วจริง ๆ”
ศึกประชันดาบที่สองนี้ทำให้เขายิ่งตระหนักว่าชายหนุ่มนามซูอี้ผู้นี้เป็นคู่ต่อสู้อันน่าอัศจรรย์เพียงไร
มิอาจใช้ระดับขอบเขตมาวัดได้โดยสมบูรณ์!
ทว่าสิ่งนี้ยิ่งทำให้คนคลั่งดาบดีใจเนื้อเต้น จิตต่อสู้แผดเผาในดวงตาอย่างบ้าคลั่ง
เขานั้นหมกมุ่นกับดาบ จึงถูกขนานนามเป็น ‘คนคลั่งดาบ’!
เพราะความบ้าคลั่งนี้เอง เขาจึงมีอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์ เหนือชั้นกว่าผู้ใดในโลกหล้าบนวิถีดาบ!
นี่คือสิ่งที่เขากล่าวว่าหากไม่บ้า อยู่มิได้!
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “ยามข้าพบคู่ต่อสู้เช่นเจ้าแล้วชักดาบ มันจะเป็นการแบ่งแยกสูงต่ำ ลิขิตเป็นตาย! ทว่าในยามนี้ เพียงความสำเร็จวิถีดาบของสองดาบก่อนหน้านี้ที่เจ้าแสดง ยังมิพอให้ข้าชักดาบหรอก”
วาจาของเขาสุขุม ไม่ใช่การพูดเพื่อลดทอนกำลังใจใด ๆ
ทว่าเมื่อกระทบโสตทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์ พวกเขาทั้งสองก็ผงะนิ่ง มิอาจคาดคิดได้เลยว่าซูอี้ต้องมั่นใจเช่นไร จึงกล้าพูดออกมาได้เพียงนี้!
คนคลั่งดาบเม้มปาก ก่อนจะเสสรวลขึ้นกะทันหัน “ในโลกหล้าทุกวันนี้ มาพบพวกเดียวกันเช่นเจ้า ข้าตายไปก็หาเสียดายไม่ ไร้ห่วงสำเร็จล้มเหลว ทว่าข้านั้น…”
“รู้สึกเพียงแสนสาใจ!”
………………..