บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1618: นักดาบเป็นเช่นนี้
ตอนที่ 1618: นักดาบเป็นเช่นนี้
ฝุ่นควันคลายตัว ทั่วทิศปกคลุมด้วยความมืดเงียบงัน
แดนดินอันแตกสลายบนมหาบรรพตสุดสวรรค์ยิ่งดูแห้งแล้งเย็นเยียบเป็นเท่าทวี
ทังหลิงฉีกับทังเป่าเอ๋อร์ต่างฟื้นจากความสิ้นหวัง สีหน้าดูตะลึงค้างเล็กน้อย
หัวใจเต้นระรัว
ศึกในครานี้ร้ายกาจยิ่งนัก!
โดยเฉพาะการโจมตีสุดท้าย แม้ทั้งสองจะอยู่ในสนามรบ ทว่าต่างสิ้นการรับรู้ ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า ซูอี้สามารถทลายเขตแดนดาบมหาวิถีของคนคลั่งดาบได้อย่างไร
เมื่อเห็นชายหนุ่มเก็บดาบวิถีซึ่งจ่ออยู่ระหว่างคิ้วของคนคลั่งดาบในตอนนี้ และได้ยินวาจานั้นของเขา คนทั้งสองก็อดมิได้ที่จะผงะไป
เป็นเพียงวาจาไม่กี่คำ ทว่าจิตวิญญาณซึ่งแสดงออกมากลับชวนน่าตะลึงเป็นไหน ๆ!
“แม้ตระหนักถึงความกว้างใหญ่แห่งจักรวาล ข้าก็ยังอาทรต่อหย่อมหญ้าพฤกษาเขียว”
คนคลั่งดาบพึมพำเบา ๆ
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าแต่ละถ้อยคำนั้นสะท้านหัวใจของเขามากเพียงใด!
“นี่คือจิตวิญญาณที่เจ้าว่านักดาบควรมีเมื่อกาลก่อนหรือ?”
คนคลั่งดาบถาม
อาภรณ์ของเขาแหว่งวิ่นและเปรอะไปด้วยโลหิต ผิวกายปรากฏบาดแผลมากมาย
ใบหน้าผอมซูบของเขาซีดขาวเยี่ยงกระดาษ ทำให้เขายิ่งดูไร้ชีวิต
ทว่ายามมองซูอี้ ดวงตาคู่นั้นก็ยังคงบริสุทธิ์ ร้อนรุ่มและหนักแน่น
“ยังไม่ใช่”
ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อย ดวงตาวูบไหวลึกล้ำ ก่อนจะกระซิบ “จิตวิญญาณของนักดาบครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง หมู่ดาวกลางเวหา หย่อมหญ้าเศษธุลี คลื่นกระเพื่อมผวนเหนือสมุทร”
“ไม่ว่าจะอยู่เหนือนภา ล้ำเลิศเหนือการแปรเปลี่ยนแห่งโลกหล้า ก็ต้องก้มลงมองสรรพสิ่งสามัญ”
“ความอัปลักษณ์ของหัวใจคน หกโลกีย์และกิเลสทั้งปวงล้วนประจักษ์แก่ใจ!”
“ในโลกหล้าอันกว้างใหญ่ ห่อบรรพตพระสุเมรุไว้ในกำมือ”
“ทวยเทพทั่วฟ้า อริร้ายทุกภพชาติมิอาจต้านทานต่อคมดาบ”
“ไร้เทียมทานในโลกหล้า หมื่นวิถีในกำมือ หากยังคงคิดประชัน สะบั้นพันธนาการเริ่มสัญจรวิถีใหม่ แสวงหาวิถีที่สูงกว่า!”
“หากมหาวิถีไร้สิ้นสุด ก็แสวงหาอย่างไร้สิ้นสุด!”
“จิตวิญญาณของนักดาบควรเป็นเช่นนี้!”
จากนั้นเขาก็กระดกดื่มสุราในไห ในใจรู้สึกปรีดายิ่ง ความคิดกระจ่างชัด
หลังจากเก็บตัวฝึกฝนในแดนสารทวสันต์เป็นเวลาสิบปี ในยามนี้ เขาเพิ่งได้ออกมาก็เผชิญกับคู่ต่อสู้ผู้แข็งแกร่งและเลิศล้ำในวิถีดาบ จะบอกว่าปรีดาก็ยังน้อยไป!
และคนคลั่งดาบเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
วาทะเกี่ยวกับจิตวิญญาณนักดาบของซูอี้ สำหรับเขาแล้วยิ่งใหญ่และกึกก้อง รู้สึกราวกับได้รับกำลังใจ หัวใจปั่นป่วนไปชั่วขณะ ยากจะหักห้ามมิให้เกิดความรู้สึกนับพันนับหมื่น
เนิ่นนานหลังจากนั้น นักดาบผู้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกเซียนว่า ‘หมกหมุ่นในวิถีดาบ’ ก็โค้งคำนับต่ำ ๆ แก่ซูอี้
“วาจาของท่านมิต่างจากบุญคุณ ซึ่งสร้างความกระจ่างแจ้งให้แก่ข้า!”
ดวงตาของคนพูดฟังดูคลั่งไคล้และชื่นชมอย่างจริงใจ
ท่าทางนอบน้อมของเขาดูไม่ต่างจากศาสนิกชนผู้แสวงบุญ!
บางครั้ง การถูกวิสัยทัศน์และความรู้ความเข้าใจจำกัดก็มักจะทำให้เกิดคอขวดและความสับสนขึ้นระหว่างฝึกฝนบนวิถี
เหมือนเช่นการพินิจบุปผากลางสายหมอก ควานหาดวงจันทร์ในน้ำ มิอาจลุล่วงเคลื่อนความเข้าใจ
และวาจาของชายหนุ่มในสายตาของคนคลั่งดาบเปรียบดั่งประทีป ขับไล่หมอกหนา ส่องสว่างในความมืด ทะลวงชั้นหน้าต่างตรงหน้าของเขา ทำให้ได้ประจักษ์แก่วิถีดาบในระดับขั้นใหม่!
ความตระหนักรู้เช่นนี้หาต่างจากการได้รับมหาสมบัติอันพบได้แต่มิอาจควานหาไม่
ทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์ผู้มองเรื่องทั้งหมดนี้จากไกล ๆ ล้วนหัวใจเต้นกระตุก
ซูอี้แย้มยิ้ม “ความสำเร็จวิถีดาบของเจ้ามาถึงจุดแสนแยบยลแล้ว ขาดเพียงฤกษ์อันเหมาะสมและการตระหนักรู้ ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าหากข้าไปพูดเช่นนี้กับคนอื่น มันจะถูกถือเป็นวาจาเพ้อเจ้อเลย”
จากนั้นเขาก็กล่าวต่ออีกว่า “ทว่าการไว้ชีวิตเจ้ามิได้หมายความว่าข้าให้อภัยแก่เจ้าแล้ว เราคุยกันก่อนเถิด ในเมื่อเจ้าในคราก่อนรับใช้ศาลเซียนรวมศูนย์ เหตุใดยามนี้เจ้าจึงมารับใช้เจ้าลัทธิอัคคีเทพกันเล่า?”
คนคลั่งดาบกล่าวโดยมิคิด “ข้าติดหนี้ชีวิตเขาอยู่!”
ว่าแล้ว เขาก็ไล่เรียงเหตุผลของเรื่องนี้
ในยุคอวสานเซียน คนคลั่งดาบได้รับบาดเจ็บสาหัสจากหายนะล้างโลก รากฐานมหาวิถีของเขาไม่เพียงได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ที่มาแห่งชีวิตก็แทบถูกทำลาย
ยามชีวิตถึงกาลคับขัน เจ้าลัทธิอัคคีเทพก็ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ พากลับมารักษาในลัทธิอัคคีเทพ และจากนั้นมา คนคลั่งดาบก็ติดหนี้ชีวิตเขา
“ทว่าข้ามิคิดชมชอบพฤติกรรมของลัทธิอัคคีเทพมากนัก วิถีของเราก็แตกต่าง จึงมิเคยทำงานให้ลัทธิอัคคีเทพเลย”
คนคลั่งดาบกล่าว “ข้ารับปากกับเจ้าลัทธิอัคคีเทพไว้เพียงว่า หากข้าไม่คืนชีวิตสิ้นหนี้ต่อกัน ข้าก็จะทำสามสิ่งที่จะมิขัดต่อเจตจำนงให้แก่เขา เจ้าลัทธิอัคคีเทพเลือกอย่างหลัง”
“ตลอดกาลนานมา ข้าช่วยเขากระทำการสองอย่างแล้ว ประการแรกคือฆ่าคนทรยศในลัทธิอัคคีเทพ ประการที่สองคือสอนสั่งวิถีดาบให้แก่ศิษย์เอกของเจ้าลัทธิอัคคีเทพ ‘ฮัวหมิงเจิน’ อย่างระมัดระวังเป็นเวลาร้อยปี”
“และการมายังตำหนักอนันตรัตติกาลในครานี้ก็คือประการที่สาม ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ข้าก็มิติดค้างอันใดกับเจ้าลัทธิอัคคีเทพอีก”
กล่าวจบ เขาก็นำไหสุราออกมาจิบเงียบ ๆ และกล่าวอย่างเหยียดหยันตนเอง “แต่ข้าไม่คิดเลยว่าหลังทดแทนบุญคุณเสร็จ ข้าก็มาติดหนี้ชีวิตเจ้าต่อเสียได้”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “หนานผิงเทียนยังอยู่หรือไม่?”
หนานผิงเทียนเป็นบรรพชนผู้ก่อตั้งลัทธิอัคคีเทพ! บรรพชนมารไร้เทียมทานผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนก่อนยุคอวสานเซียน จอมราชันเสมอสวรรค์!
ก่อนที่ยุคอวสานเซียนจะมาถึง สาเหตุที่ทำให้ลัทธิอัคคีเทพเป็นหนึ่งในสามขุมกำลังมารใหญ่ในโลกเซียนได้ ก็เป็นเพราะหนานผิงเทียนผู้เดียว!
คนผู้นี้ยังเป็นหนึ่งในอริร้ายในอดีตของเขาด้วย
คนคลั่งดาบกล่าว “ยังอยู่ นับตั้งแต่สิ้นยุคอวสานเซียน คนผู้นี้ก็ไปซ่อนอยู่ที่ใดไม่อาจทราบ ไร้ข่าวคราวจวบทุกวันนี้ ส่วนผู้นำลัทธิอัคคีเทพคนปัจจุบันเป็นบุตรคนเล็กของจอมราชันเสมอสวรรค์ ‘หนานอู๋จิ้ว’”
ชายหนุ่มว่า “เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าลัทธิอัคคีเทพมีบทบาทเช่นไรในศึกยามตำหนักอนันตรัตติกาลพังทลาย ณ ยุคอวสานเซียน?”
อีกฝ่ายกล่าวพลางส่ายหัว “ข้าหารู้ไม่ ข้าไม่ได้สนใจเรื่องของขุมกำลังวิถีมารนี้มาตลอด และเพิ่งจะรู้เองว่าลัทธิอัคคีเทพยึดซากตำหนักอนันตรัตติกาลนี้อยู่นานแล้ว”
ซูอี้กล่าวอย่างฉงน “ครานี้ ข้าฆ่าราชันเซียนของลัทธิอัคคีเทพไปตั้งมากมาย ในเมื่อพวกเขารู้ข่าวแล้ว ไยจึงส่งมาแค่เจ้า?”
คนคลั่งดาบกล่าว “ลัทธิอัคคีเทพในตอนนี้กำลังประสบปัญหาที่รับมือได้ยากอยู่ โดยกำลังต่อสู้กับอารามบงกชแห่งแคว้นเซี่ยงอยู่ ยอดฝีมือสูงสุดในลัทธิต่างเร่งรุดไปยังแคว้นเซี่ยงกันหมดแล้ว”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง “อย่างนี้นี่เอง”
อารามบงกชเป็นหนึ่งในสุขาวดีของวิถีพุทธ ก่อนยุคอวสานเซียนเนิ่นนาน พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะสำนักพุทธสูงสุด ที่มีมรดกเก่าแก่โบราณ
หากต้องเผชิญกับยักษ์ใหญ่เช่นนี้ ก็มิน่าแปลกใจหากลัทธิอัคคีเทพจะไร้โอกาสแบ่งความสนใจ จึงทำได้เพียงเชิญให้คนคลั่งดาบมาที่นี่
“กลุ่มเต๋าใหญ่ทั้งสอง ไฉนจู่ ๆ จึงสู้กันเล่า?”
ชายหนุ่มยังคงถามต่อไปอย่างสนอกสนใจ
คนคลั่งดาบเอ่ยตอบ “ว่ากันว่าพวกเขาอยากปล้นสมบัติฟ้าดินอันเกี่ยวเนื่องกับขอบเขตมหาศาลชิ้นหนึ่ง ส่วนเรื่องอื่นข้าหาทราบไม่”
สมบัติอันเกี่ยวเนื่องกับขอบเขตมหาศาล!
ดวงตาของซูอี้หรี่ลงเล็กน้อย หากว่าเช่นนั้น มันก็มิแปลกแล้วหากสองกลุ่มเต๋าผู้ยิ่งใหญ่จะประชันกันตรง ๆ กล่าวคือ ต่อให้เป็นช่วงก่อนยุคอวสานเซียน ยามโอกาสอันเกี่ยวกับขอบเขตมหาศาลปรากฏขึ้น โลกหล้าก็จะเปี่ยมมรสุมละเลงเลือดทุกคราไป!
ต้องทราบว่าหากได้โอกาสเช่นนี้มา ก็มีโอกาสให้กำเนิดตัวตนค้ำสวรรค์อันอยู่บนจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้ แล้วกลุ่มเต๋าใดเล่าจะมิหวั่นไหว?
หนึ่งตัวตนสูงสุดแห่งวิถีเซียนนั้นสามารถส่งอิทธิพลที่จะเปลี่ยนแปลงโลกาได้!
ทว่าเขาในยามนี้หาสนใจโอกาสดังกล่าวไม่
ประการแรก ขอบเขตของเขายังคงแสนห่างไกล ประการที่สอง ศึกใหญ่เช่นนี้มักเกี่ยวพันกับขุมกำลังใหญ่มากมาย เบื้องหน้ามีอารามบงกชและลัทธิอัคคีเทพรบประชัน ทว่าซูอี้แน่ใจว่าต้องมีขุมกำลังมากมายนั่งบนภูดูเสือสู้กัน รอหาโอกาสปล้นบ้านยามไฟไหม้อยู่!
การแย่งชิงโอกาสดังกล่าวนี้ ก็คงไม่น่าแปลกใจหากจะมีกลุ่มเต๋าบางแห่งถูกทำลาย
ซูอี้ว่า “เจ้าไปได้แล้ว”
กล่าวจบ เขาก็เดินไปยังจุดที่สองอาหลานตระกูลทังรออยู่
คนคลั่งดาบนิ่งไป กล่าวอย่างประหลาดใจ “มิใช่เจ้าบอกว่ายังไม่อภัยกันหรือ?”
ซูอี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มออกมา “เจ้าตอบคำถามของข้าแล้ว จะรั้งเจ้าไว้ต่อเพื่อการใด?”
คิ้วของคนฟังขมวดหากัน “ข้ามิชอบติดหนี้ผู้ใด และมิต้องการถูกหนี้ชีวิตผูกมัด”
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวขึ้น “งั้นก็ช่วยข้าทำบางอย่างแล้วกัน คิดเสียว่าเป็นการกระทำชดเชยบุญคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้”
คนคลั่งดาบดูโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด “ขอเพียงไม่ขัดต่อเจตจำนงของข้า ข้าจะตกลงทุกสิ่ง ต่อให้ต้องตายก็ตาม”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าศาลเซียนรวมศูนย์พังทลายในยุคอวสานเซียนเช่นไร?”
ดวงตาของคนคลั่งดาบดูซับซ้อน “ย่อมเป็นเพราะประสบหายนะอันกวาดทั่วโลกหล้าจนพังทลาย”
ซูอี้ส่ายหัวกล่าว “ขุมกำลังอย่างลัทธิอัคคีเทพ ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิไร้มลทินและอารามบงกชล้วนรอดตาย ไฉนศาลเซียนรวมศูนย์จึงทำไม่ได้?”
ม่านตาของคนคลั่งดาบหดวูบ “ท่านสงสัยว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำอยู่หรือ?”
ซูอี้ว่า “ต้องมีเงื่อนงำซ่อนอยู่เป็นแน่ หากเจ้ามิถือสา ช่วยข้าสืบเรื่องนี้ทีสิ ไม่ว่าจะพบเรื่องใด หรือจะใช้เวลานานเพียงไหน ข้าต้องสืบเรื่องนี้ให้จงได้”
คนคลั่งดาบเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “ได้!”
กาลก่อน เขาเคยเป็นผู้นำสิบราชันเซียนในศาลเซียนรวมศูนย์อยู่แล้ว ย่อมมิปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแน่นอน
เขานำยันต์ลับชิ้นหนึ่งโยนให้อีกฝ่าย “รับสิ่งนี้ไป ภายหน้าเจ้าจะได้สามารถติดต่อข้าได้ตลอด”
คนคลั่งดาบเก็บยันต์ลับและจากไปโดยไม่รีรอเลยแม้แต่น้อย
ซูอี้ไปหาทังหลิงฉีและกล่าวว่า “เหตุใดพวกเจ้าจึงรอที่นี่กันเล่า?”
ทังหลิงฉีกล่าวอย่างจริงจังว่า “ตอบสหายเต๋าซูตามตรง สาเหตุที่ตาเฒ่ารออยู่ที่นี่ก็เพราะอยากเห็นว่าลัทธิอัคคีเทพจะทำเช่นไร และหากเป็นไปได้ ตาเฒ่าผู้นี้ก็อยากตอบแทนน้ำใจของสหายเต๋า ทว่ายามนี้ดูเหมือน… ข้าจะคิดมากไปเอง”
ว่าแล้วเขาก็ยิ้มแห้งออกมา
คนคลั่งดาบแพ้พ่าย ไร้โอกาสใด ๆ ให้เขาลงมือแม้แต่น้อย
ซูอี้กล่าว “รับเจตนาดีไว้แล้ว แต่หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากขอให้เจ้าช่วยข้าสักเล็กน้อย”
คนฟังกล่าวขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้นว่า “ขอสหายเต๋าว่ามาเลย”
จากนั้นเขาก็นำม้วนภาพที่บรรจุถ้อยคำ ‘รั้งสวรรค์สามฉื่อ’ ออกมาส่งให้ทังหลิงฉี “ช่วยข้าส่งสมบัติชิ้นนี้แก่ ‘เสวี่ยหงเฟิง’ ที่ตระกูลเสวี่ยหุบเขานภาเมฆหน่อยสิ”