บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1630: ทุบสถิติติดต่อกัน
ตอนที่ 1630: ทุบสถิติติดต่อกัน
ภายในโถงบนชั้นหก
ซูอี้คิดคำนึง ก่อนจะตวัดปลายนิ้ว
เปรี้ยง!
เก้าเคล็ดวิชาเลิศล้ำอันบังเกิดจากอักขระมหาวิถีนับไม่ถ้วนแหลกสลายไป ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอักขระนับไม่ถ้วนอีกครั้ง
แล้วเขาก็เดินเข้ามา สิบนิ้วพลิ้วไหวดุจผีเสื้อล่องผ่านมวลบุปผา จัดเรียงอักขระที่กระจัดกระจายขึ้นใหม่บนเวหา
ประโยคต่าง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น และภายใต้การเคลื่อนไหวดุจธารารินไหลของซูอี้ วลีแต่ละประโยคก็ถูกร้อยเรียงใหม่อย่างต่อเนื่อง
ในที่สุด บทความมหาวิถีอันเรืองรองก็ปรากฏขึ้นบนอากาศ
แต่ละถ้อยคำหนักแน่นตรงแน่วเช่นกระทิงศึก!
ทั่วทั้งโถงสะท้อนกังวานก้อง วจีอันไม่ต่างจากระฆังรับอรุณ ฆ้องโมงยามวิกาลสะท้อนสั่นเนิ่นนาน
เมื่อถึงจุดนี้ ชายหนุ่มก็พยักหน้าพึงพอใจ
นี่คือการพัฒนาสูงสุดของอักขระมหาวิถีนับไม่ถ้วนเหล่านั้น ซึ่งสามารถแยกส่วนประกอบเป็นเก้าเคล็ดวิชาได้ แต่ก็สามารถก่อเป็นคัมภีร์วิถีที่สมบูรณ์เล่มหนึ่งได้เช่นกัน!
ขณะเดียวกัน พิรุณแสงมหาวิถีก็ปรากฏขึ้นเยี่ยงน้ำตก ไหลท่วมทั่วทั้งร่างของชายหนุ่ม ทำให้อำนาจมหาวิถีของเขาพัฒนาขึ้นมากมายในทันที!
“ระดับนี้สนุกดีแฮะ ของรางวัลก็ดีไม่น้อย”
ซูอี้แย้มยิ้ม ก่อนจะหันหลังจากไป
และเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าซึ่งเร้นกายเฝ้ามองอยู่ต่างก็ตกตะลึงแลทึ่มทื่อ
ก่อนหน้านี้ พวกเขามั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่าผลลัพธ์การทดสอบของซูอี้ อย่างมากที่สุดก็แค่เทียบชั้นจอมราชันเมฆาสวรรค์เมื่อกาลก่อนเท่านั้น
ทว่าใครเล่าจะคิดว่าเขาจะใช้วิชาอันเกือบจะแยบยลไร้ที่ติประสานอักขระมหาวิถีทั้งหลายเป็นคัมภีร์วิถีได้!
สิ่งนี้เลิศล้ำและน่าอัศจรรย์กว่าวิชาอนุมานมหาวิถีเสียอีก ทั้งยังทำลายสถิติสูงสุดที่จอมราชันเมฆาสวรรค์สร้างเอาไว้อย่างท่วมท้น!
จริงอยู่ที่พวกเขาต่างก็เป็นคนเก่าคนแก่แห่งหอตำราภูผาขจี แต่ก็เพิ่งรู้ในยามนี้เองว่าการทดสอบในชั้นที่หกซุกซ่อนปริศนายิ่งใหญ่เช่นนี้ไว้!
เนิ่นนานจากนั้น สัตว์ประหลาดเฒ่าผู้หนึ่งพลันตะโกนขึ้น “ท่านทั้งหลาย หากข้าเข้าใจไม่ผิด คัมภีร์วิถีที่เจ้าหนุ่มผู้นั้นเพิ่งอนุมานได้เมื่อครู่น่าจะเป็นคัมภีร์ดาวฤกษ์ไร้ประมาณ!”
เฮือก!
ทุกผู้ล้วนปั่นป่วน สีหน้าเปี่ยมความไม่อยากเชื่อ เสียอาการโดยสมบูรณ์
คัมภีร์ดาวฤกษ์ไร้ประมาณคือหนึ่งในสี่คัมภีร์โบราณประจำหอตำราภูผาขจี กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในมรดกสูงสุดวิถีเซียนของสำนักผู้ฝึกตนขงจื่อ!
ทว่าหอตำราภูผาขจีนั้นประสบหายนะร้ายแรงนับแต่ยุคอวสานเซียน กระทั่งคัมภีร์วิถีนี้ยังสูญหาย ก่อให้เกิดความเสียหายไม่น้อยเลย
จวบจนปัจจุบัน มันได้กลายเป็นความอาวรณ์สูงสุดในหัวใจศิษย์หอตำราภูผาขจีเมื่อครู่
ทว่าใครเล่าจะคิดว่าเมื่อชายหนุ่มประหลาดผู้นั้นผ่านบททดสอบชั้นหก เขาจะทำให้คัมภีร์วิถีโบราณนี้หวนคืนสู่โลกหล้า?
“ข้าช่างโง่เง่านัก ไม่เคยรู้เลยว่าคัมภีร์ดาวฤกษ์ไร้ประมาณ แท้จริงจะซ่อนอยู่ในหอภูผาขจีชั้นหก…”
บางผู้กล่าวอย่างละอาย
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องพบสหายน้อยผู้นั้นให้จงได้ มีเพียงเขาที่ได้เห็นเคล็ดทั้งหมดของคัมภีร์ดาวฤกษ์ไร้ประมาณ ต่อให้ต้องจ่ายด้วยสิ่งใด เราต้องให้คัมภีร์ดาวฤกษ์ไร้ประมาณนั้นปรากฏขึ้นสืบต่อในหอตำราภูผาขจีของเราต่อไปอีกหน!”
บางผู้กล่าวอย่างหนักแน่น
“ถูกต้อง ข้าเห็นด้วย!”
“ช้าก่อน ยามนี้สหายน้อยผู้นั้นกำลังทดสอบต่อเนื่อง ต้องมิเข้าไปรบกวนเขา”
“ได้”
……
บททดสอบตั้งแต่ชั้นเจ็ดถึงเก้านั้นมุ่งเป้าไปที่หัวใจ ความเพียรและความกล้าหาญของเซียนขอบเขตจักรวาล
ซูอี้หาได้สนใจบททดสอบเช่นนี้ไม่
ด้วยประสบการณ์ที่มีมากกว่าหนึ่งอดีตชาติ ความคิด ความเพียร และความกล้าหาญของเขาจึงเหนือชั้นกว่าผู้ใดในโลกหล้าจะเทียบได้แล้ว
เขาย่อมมิสนใจการทดสอบเช่นนี้
“ข้าหวังเพียงเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังมากนัก”
ซูอี้มายังชั้นเจ็ด
ระดับนี้ทดสอบหัวใจ มีมุกวิญญาณสี่สิบเก้าชิ้นที่เกิดขึ้นจากอำนาจค่ายกลลอยละล่องในโถง
มุกวิญญาณแต่ละชิ้นบรรจุภาพมายาอันน่าสะพรึงกลัว มุ่งเป้าทิ่มแทงหัวใจ
ผู้มีจิตอ่อนแออาจเสี่ยงเป็นบ้าได้!
หากผู้ทดสอบต้องการผ่านระดับนี้ เขาต้องรับการโจมตีหัวใจจากมุกวิญญาณเก้าชิ้นให้ได้
หลังจากมาถึง สายตาของเขาก็กวาดมองมุกวิญญาณทั้งสี่สิบเก้าชิ้น จากนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อส่งวายุพัดโหม ทำลายมุกวิญญาณทั้งสี่สิบเก้าชิ้นนั้นในรวดเดียว
ตู้ม!
ภาพมายาอันน่าสะพรึงกลัวสี่สิบเก้าประการปรากฏขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ดุจพายุร้ายหมายกระหน่ำจิต ปั่นป่วนทั่วหัวใจของซูอี้
ทั้งหมู่มารร่ายระบำ กู่คำรามลั่นดุจอสนีบาต สะเทือนหัวใจเซียนทั้งหลายทุกขณะจิต
ทั้งสารพัดหายนะพิบัติร้าย ทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ท่ามกลางโลกมายาดุจคนบาปต้องทัณฑ์สวรรค์ อยู่รอดก็ไม่ คิดตายก็มิอาจ
มีกระทั่งประสบการณ์ในอดีตอันแท้จริงปรากฏขึ้นใหม่ในสายตาของเขา ผู้คนคุ้นเคยในความหลังพากันปรากฏตรงหน้า ทักทายเขาคนแล้วคนเล่า
บ้างประหลาดใจยินดี บ้างตื่นเต้นเกินสะกดกลั้น บ้างร่ำไห้ด้วยความปรีดา น้ำตาหลั่งนองหน้า…
ภาพเหล่านั้นเป็นเช่นสัจธรรมที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่าซูอี้กลับไร้การสะท้านสะเทือนแต่ต้นจนจบ ทำเพียงมองอย่างเฉยชาเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง…
“พี่เขยเจ้าคะ! ข้าเรียนเสร็จแล้วเจ้าค่ะ!”
ตรงหน้าสำนักดาบซ่งอวิ๋น เขาได้พบกับน้องสาวของภรรยาเหวินหลิงเสวี่ยรีบเดินเข้ามาหา ใบหน้างดงามและรูปลักษณ์อ่อนเยาว์ของสาวน้อยปรากฏขึ้นเป็นภาพสะดุดตาท่ามกลางแสงอัสดง
เหวินหลิงเสวี่ยกะพริบตา ถามไถ่อย่างสงสัย “พี่เขย ท่านมิได้มารับข้ากลับบ้านหรือเจ้าคะ? ไปกันเถอะ มืดป่านนี้แล้ว แม่ข้าต้องฉวยโอกาสนี้ว่าท่านอีกแน่”
ว่าแล้ว นางก็ดึงแขนเสื้อของชายหนุ่มและเตรียมพากันเดินจากไป
ซูอี้รำพึง “หากเจ้าเป็นหลิงเสวี่ยจริง ๆ คงดีเพียงไรกัน…”
เพียงดีดนิ้ว เหวินหลิงเสวี่ยและทุกสิ่งรอบกายเขาพลันสลายไปเยี่ยงธุลี
แล้วซูอี้ก็หลับตาลง กระซิบในใจว่า “ทลาย!”
ตู้ม!
ดุจเสียงอสนีบาตดังก้องในห้วงความคิด บดขยี้หายนะอันน่าสะพรึงกลัวจากภาพมายาทั้งสี่สิบเก้าภาพลงสิ้น
และหัวใจของชายหนุ่มก็คืนกลับสู่ความสงบ ไร้สีสัน ไร้หวั่นไหว
ภาพมายาเล็กน้อยเช่นนี้ก็มิต่างจากคันฉ่องไร้พิษภัย
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง โถงชั้นเจ็ดก็ว่างเปล่า เหลือเพียงพิรุณแสงพร่างพราวดุจมายาพร่างพรมลงบนร่างของซูอี้ หลอมรวมเข้ากับจิตสำนึกของเขา
ชั่วพริบตานั้น เขารู้สึกเพียงความอิ่มเอิบใจ ความคิดกระจ่างชัด ตระหนักถี่ถ้วนถึงการเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนซึ่งเกิดในห้วงความคิดอย่างเงียบเชียบ
“ควรค่าแล้วที่เป็น ‘พลังสำเร็จคุณธรรมปฐมสวรรค์’ แห่งสายสำนักขงจื่อ น่าอัศจรรย์จริงแท้”
ซูอี้ลอบชื่นชม
พลังสำเร็จคุณธรรมปฐมสวรรค์นี้มีเพียงตัวตนระดับบรรพชนบางผู้ในสำนักขงจื่อเท่านั้นที่จะฝึกฝนก่อขึ้นได้ ลึกลับเกินคาดหยั่ง มีคุณประโยชน์สูงส่งสำหรับการขัดเกลาจิตใจ
ซูอี้ไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากผ่านชั้นเจ็ดมาได้ เขาจะยังได้รับโอกาสเช่นนี้ด้วย
สิ่งนี้ยังทำให้เขาเริ่มสนใจบททดสอบต่อไปขึ้นมาในที่สุด
เขาเดินไปยังชั้นแปดโดยไร้รีรอ
ทว่าชายหนุ่มก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่า แม้บททดสอบในชั้นแปดจะมุ่งชี้วัดความเพียร มันก็มิได้ยากเกินไปนัก
มันก็แค่ใช้อำนาจค่ายกลผนึกอำนาจฝึกฝนทั้งหมดของผู้ฝึกตน ให้เขาตกสู่สภาพสิ้นหวังเยี่ยงคนใกล้จมน้ำ
ยิ่งรอดจากสถานการณ์คับขันนี้ได้นาน ผลลัพธ์ยามการทดสอบเสร็จสิ้นก็ยิ่งเด่นดี
ทว่าเรื่องนี้สำหรับซูอี้หายากเย็นไม่
หากไม่ใช่เพราะเขาอยากลองดูว่าผลประโยชน์ยามผ่านบททดสอบนี้เป็นเช่นไรล่ะก็ เขาคงหันหลังจากไปแล้ว
หลังจากใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม ซูอี้ก็เบื่อจัดจนตัดสินใจจากไป
ยามนี้ พิรุณแสงปรากฏขึ้นจากหอชั้นเก้า แล้วไหลเข้าสู่ร่างของซูอี้
หลังตรวจตราสักเล็กน้อย เขาก็อดใจสะท้านมิได้
ปรากฏว่าพิรุณแสงลึกลับนี้เพิ่มศักยภาพของเขาขึ้นเล็กน้อย!
ต้องเข้าใจว่าศักยภาพนั้นเป็นอำนาจที่ลึกลับที่สุดในร่างมนุษย์ ต้องมีการกระตุ้นข้ามขีดจำกัดทีละขั้นตอนผ่านการขัดเกลา ไม่มีโอสถเซียนหรือวิชา รวมถึงสมบัติใดในโลกหล้าที่เพิ่มขีดจำกัดศักยภาพในตัวบุคคลได้
ตลอดสิบปีที่เก็บตัวในแดนสารทวสันต์ เขาทำทุกวิถีทางเพื่อกระตุ้นศักยภาพในขอบเขตจักรวาลโดยไม่ปกปิดสิ่งใด
ทว่ายามนี้ เมื่อหลอมรวมเข้ากับพิรุณแสงอันประหลาดลึกลับนี้ ศักยภาพของเขาก็ขยายขอบเขตกว้างไกลขึ้นอีก!
‘แปลกจริง เมิ่งซินกวนผู้นั้นไม่เห็นเคยบอกว่าชั้นที่แปดนี้ซ่อนโอกาสลึกลับอันพบได้แต่มิอาจหาเช่นนี้ไว้ หรือว่านับแต่โบราณนานมา ยังไม่มีผู้ใดเคยได้รับมันเลย?’
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะหันหลังจากไป
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงชั้นเก้า
เพียงครู่ต่อมา วจีวิถี ณ ชั้นเก้าก็กู่ก้อง นิมิตผุดขึ้นมามากมาย
ทว่าชายหนุ่มกลับส่ายหน้าแล้วจากไปอย่างผิดหวัง
ระดับนี้อันตรายจริงแท้ มันทำให้ผู้ทดสอบรู้สึกราวกับเข้าสู่โลกที่ไม่รู้จัก และมีภยันตรายอันร้ายแรงซ่อนอยู่มากมาย
แต่ละสิ่งล้วนเปี่ยมความน่าสะพรึงกลัวเลิศล้ำ เพียงพอให้เหล่าเซียนขวัญหนีดีฝ่อ!
เช่นหายนะประหลาดอย่างหายนะสิ้นกฎเกณฑ์ หายนะต้องห้ามอย่างหายนะอวสานเซียน ภาพอันไม่อาจอธิบายของธารสายยาวแห่งยุคสมัย…
หายนะและสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีตัวตนอยู่ในโลกหล้า ทว่าเป็นความน่าสะพรึงกลัวเกินหยั่งรู้สำหรับตัวตนวิถีเซียนส่วนใหญ่!
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนในขอบเขตจักรวาลเลย กระทั่งเซียนแท้และราชันเซียนส่วนใหญ่ยังมิอาจรับรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวภายในสิ่งประหลาดเหล่านี้ได้ด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ หากผ่านมาถึงชั้นเก้า เขาจึงคาดเดาได้ว่าจะต้องมาประสบเรื่องน่าตื่นตระหนกตกใจเพียงใด
และเมื่อรู้สึกแตกตื่นไปกับสิ่งร้ายกาจอันแปลกประหลาดเหล่านี้ มันก็หมายความว่าแพ้พ่ายแก่บททดสอบ
โชคร้ายที่สำหรับซูอี้ผู้ผ่านประสบการณ์อดีตชาติมามากมาย ซ้ำยังรับมือกับหายนะประหลาดสั่งตายมาเกินคณานับ สิ่งเหล่านี้หามีมูลค่าใดไม่
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาผิดหวัง
สิ่งปลอบใจเดียวคือหลังจากผ่านชั้นเก้ามา เขาก็ได้รับผลประโยชน์ประหลาดมาหนึ่งสิ่ง
นั่นคือปราณมหาวิถีตระการเที่ยง!
ในสายตาของผู้ฝึกตนในสำนักขงจื่อ ภายในร่างกายมนุษย์นั้นมีปราณอันทรงพลังสายหนึ่งอยู่ เป็นเช่นมหาตะวันเหนือหล้า ชำระล้างปัดเป่าเภทภัยทั้งมวล!
อันที่จริงแล้ว นี่คืออำนาจลึกลับอันสามารถพัฒนาความคิด สยบจิตใจผู้คนได้
ยกตัวอย่างเช่นในโลกนี้ กระทั่งบัณฑิตผู้ไร้พลัง อ่อนแอเยี่ยงไก่ ขอเพียงในใจอดกลั้น มีจิตวิญญาณทรงพลัง พวกเขาก็สามารถเดินท่ามกลางค่ำคืนอันแร้นแค้น ดวงตาธรรมดาคู่นั้นสามารถจ้าจรัสเปี่ยมรัศมีดุจตะวันคล้อยขนานแดนดิน ภัยพาลใด ๆ มิอาจกล้ำกราย
นี่คืออำนาจสยบจิตใจของปราณมหาวิถีตระการเที่ยง!
เมื่อซูอี้ในยามนี้ผ่านบททดสอบเก้าชั้นแรก เขาก็ใช้เวลาไปเพียงชั่วยามเศษ
หากมิใช่เพราะเขาใช้เวลาหนึ่งชั่วยามไปกับชั้นแปด ความเร็วในการผ่านด่านของเขาก็คงเร็วกว่านี้ มิใช้เวลาเนิ่นนานดังที่เห็น
เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้เร้นกายประจักษ์การผ่านด่านทดสอบที่เจ็ด แปด และเก้าของชายหนุ่มแล้วนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน
ตะลึงเสียจนสิ้นวาจา!