บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1631: เสียงระฆังกลางวิกาล
ตอนที่ 1631: เสียงระฆังกลางวิกาล
………………..
ตอนที่ 1631: เสียงระฆังกลางวิกาล
ต่างผู้ล้วนไร้วจี ตะลึงอึ้งเสียจนไม่อาจสรรหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกได้
นั่นเป็นเพราะทุกสิ่งที่ได้เห็นนั้นต่างล้มล้างความรู้ความเข้าใจเดิมของพวกเขาไปสิ้น จนไม่อาจตัดสินหรือบรรยายสิ่งที่เห็นหรือรู้สึกจากประสบการณ์เก่าก่อนของพวกตนได้!
กล่าวสรุปก็คืออัศจรรย์เหลือเชื่อ!!
“บนชั้นเจ็ด เขาทำลายวิชามายาหลอนใจทั้งสี่สิบเก้าด้วยเพียงหนึ่งดีดนิ้ว!”
“บนชั้นแปด ความเพียรของเขามั่นคงดุจหินผา มิหวั่นไหวตราบนิรันดร์!”
“บนชั้นเก้า เขากล้าหาญไร้ใดเทียบ หาหวาดหวั่นต่อผลกระทบจากหายนะประหลาดเหล่านั้นไม่!”
เนิ่นนานจากนั้น สัตว์ประหลาดเฒ่าผู้หนึ่งก็พึมพำ “สิ่งที่ยิ่งน่าสะพรึงกลัวคือ สำหรับเขา การผ่านสามชั้นนี้ง่ายดายเยี่ยงเดินเล่น…”
บางผู้ตัวสั่น “ไม่ เจ้าผิดแล้ว สิ่งที่ประหลาดก็คือในชั้นเจ็ดมี ‘พลังสำเร็จคุณธรรมปฐมสวรรค์’ อยู่ ชั้นแปดมี ‘พลังเวียนกำเนิด’ และชั้นเก้ามีเสี้ยว ‘ปราณมหาวิถีตระการเที่ยง’ อันก่อเกิดจากฮุ่นตุ้นอยู่จริง ๆ ต่างหาก!”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าต่างสั่นสะท้าน
พลังสำเร็จคุณธรรมปฐมสวรรค์!
พลังเวียนกำเนิด!
ปราณมหาวิถีตระการเที่ยง!
นี่คือสามอำนาจมหาวิถีอันแทบจะมีอยู่เพียงในตำนานอันแปลกประหลาดลึกลับ
ในฐานะคนเก่าคนแก่แห่งหอตำราภูผาขจี สัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านั้นต่างเคยได้ยินว่า ตั้งแต่โบราณกาล บรรพชนผู้ก่อตั้งหอตำราได้ทิ้งวาสนามหาวิถีเลิศล้ำสามประการไว้ ณ บททดสอบชั้นเจ็ดถึงเก้า
พวกมันคือพลังสำเร็จคุณธรรมปฐมสวรรค์ พลังเวียนกำเนิดและปราณมหาวิถีตระการเที่ยง
ทว่านับแต่โบราณ ไม่เคยมีผู้ใดได้พบพาน!
ยอดฝีมือผู้ผ่านสามบททดสอบนี้ ไร้ผู้ใดเคยได้รับมัน
กระทั่งหอตำราภูผาขจีล้วนมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวโคมลอย ไร้ผู้ใดกล้ามองเป็นเรื่องจริงจัง
ทว่ายามนี้…
ในที่สุดเหล่าผู้เฒ่าก็เชื่อว่าข่าวลือเหล่านั้นถูกต้อง และสามวาสนานั้นมีอยู่จริง!
พวกเขาจะมิประหลาดใจได้เช่นไร?
ชายหนุ่มผู้นั้นต้องมีความคิดจิตใจ ความเพียรและความกล้าหาญท้าทายสวรรค์เพียงใด จึงได้โอกาสอันมีเพียงในคำร่ำลือทั้งสามไปครอบครองต่อเนื่องกัน?
พวกเขาหารู้ไม่ ดังนั้นจึงตกตะลึงจนไร้คำพูดเช่นกาลก่อน
“พอคิดถึงผลการทดสอบหกชั้นแรก คราใดที่เขาไม่ทำลายสถิติเดิมแล้วสร้างปาฏิหาริย์ต่อเนื่องกันได้บ้าง?”
“คนผู้นี้เป็น ‘ปราชญ์สวรรค์สร้าง’ ในตำนานแห่งวิถีขงจื่อเราโดยแท้!”
“คำเก่าเล่าไว้ หากฟ้ามิให้กำเนิดผู้เลิศล้ำ รัตติกาลจะยาวนานเยี่ยงกาลกัลป์ และคนผู้นี้… ก็เป็นเช่นนั้น!”
“สามบททดสอบต่อจากนี้จะยากเย็นที่สุด ทดสอบอำนาจต่อสู้ เรารอดูเถิดว่าเขาจะสร้างปาฏิหาริย์สะเทือนยุคสมัยเช่นกาลก่อนได้หรือไม่!”
ยามนี้ เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าล้วนมีความคาดหวังอย่างแรงกล้าในใจ
บททดสอบจากชั้นสิบถึงสิบสองนั้น บรรพชนหอตำราภูผาขจีของพวกเขาเป็นผู้สร้างเองกับมือ และทุกบททดสอบก็ได้ซุกซ่อนปริศนาอันยิ่งใหญ่เอาไว้
ตลอดกาลนับแต่กำเนิด เซียนขอบเขตจักรวาลผู้เลิศล้ำนับไม่ถ้วนได้มาลองประชันกัน ทว่าผู้ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้กลับมีเพียงหกสิบสามคนเท่านั้น!
และเซียนขอบเขตจักรวาลส่วนใหญ่ก็มาถูกสยบอยู่ที่สามชั้นสุดท้ายนี้เอง
เหมือนเมื่อไม่กี่ปีก่อน ทังเว่ยหาน ตัวตนอันดับหนึ่งในทำเนียบเซียนขอบเขตจักรวาลได้มาท้าประชัน ทว่าเขาก็หยุดชะงักอยู่ที่ชั้นสิบนี้!
สัจธรรมอันโหดร้ายยิ่งกว่าก็คือ นับแต่สิ้นยุคอวสานเซียน ก็ไร้ผู้ใดเอาชนะสามชั้นสุดท้ายได้อีกเลย
และในยามนี้ ชายหนุ่มผู้ทำลายสถิติได้สร้างปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่าก็กำลังจะมาถึงสามชั้นสุดท้าย ผู้ใดเล่าจะมิลุ้นรอ?
……
ทว่าสำหรับซูอี้ บททดสอบสามชั้นสุดท้ายนั้นน่าเบื่อหน่ายนัก ทำเอาเขาอดตีหน้าบึ้งไม่ได้
อำนาจต่อสู้?
แค่มือเดียวเขาก็ฆ่าราชันเซียนได้แล้ว!
และบททดสอบสิบสองหอภูผาขจีนี้มุ่งเป้าไปยังเซียนขอบเขตจักรวาล ไม่ว่าการต่อสู้จะดุเดือดอันตรายเพียงไร สำหรับเขามันอันตรายตรงไหน?
ณ ชั้นสิบ
ซูอี้เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่มีความแข็งแกร่งเทียบได้กับเซียนแท้ขอบเขตสุญตาขั้นปลาย ซึ่งแปรเปลี่ยนมาจากอำนาจค่ายกลวิถีโบราณ
สิ่งที่ยิ่งหายากคือ คู่ต่อสู้นี้มีจิตวิญญาณรู้คิดอันเก่าแก่ เปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวา และเชี่ยวชาญสารพัดอำนาจอันไร้เทียมทานในวิถีขงจื่อ มิอาจพานพบที่ใดได้
กล่าวคือ เซียนขอบเขตจักรวาลใด ๆ ก็แทบไร้หวังชนะยามเผชิญกับคู่ต่อสู้เช่นนี้
ทว่าชายหนุ่มไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขาทำเพียงยกมือแทนดาบ สังหารคู่ต่อสู้จนสิ้นท่า
ท่าทางดูผ่อนคลายดุจกินดื่ม
ณ ชั้นสิบเอ็ด
คู่ต่อสู้ในระดับนี้ทวีความแข็งแกร่งขึ้น แต่มันก็เทียบความแข็งแกร่งได้เพียงเซียนแท้ขอบเขตสุญตาขั้นสมบูรณ์เท่านั้น
มันยังคงถูกซูอี้ฆ่าตายทันทีด้วยหนึ่งดาบ
ณ ชั้นสิบสอง
คู่ต่อสู้ที่พบในครั้งนี้ทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย
หากเทียบกับเซียนแท้ขอบเขตสุญตาขั้นสมบูรณ์ทั่วไปในโลกหล้า มันก็กล่าวได้ว่าอาจไม่สามารถพานพบได้ในหมื่นคน ถือครองอำนาจท้าทายสวรรค์ล้ำเลิศยิ่ง!
ซูอี้เคยพบกับ ‘อิ้งซิ่ว’ ศิษย์จากแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบเซียนขอบเขตสุญตามาก่อน
เมื่อเทียบกันแล้ว คู่ต่อสู้ในชั้นสิบสองนั้นด้อยกว่าอิ้งซิ่วเพียงเล็กน้อย
เหตุที่ซูอี้ประหลาดใจนั้นเป็นเพราะเขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าบททดสอบสำหรับเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นนี้จะโรคจิตนัก
และไม่ว่าจะบ้าบอโรคจิตเพียงไร สำหรับซูอี้ก็จบได้ด้วยหนึ่งดาบ
เรียบง่าย ไร้การพลิกผันใด ๆ
ดังนั้นมันจึงทำให้ซูอี้เบื่อหน่ายยิ่ง
เทียบกันแล้ว เขาคิดว่าบททดสอบเก้าชั้นแรกน่าสนใจกว่าเสียอีก
ทว่าการทะลวงสามชั้นสุดท้ายนี้ทำให้ซูอี้ตระหนักได้หนึ่งประการ…
ตลอดกาลนานมา มีเพียงเซียนขอบเขตจักรวาลหกสิบสามคนที่สามารถผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้สำเร็จ และนี่หมายความว่าเซียนขอบเขตจักรวาลทั้งหกสิบสามนั้นต่างมีความสามารถอันท้าทายสวรรค์ จนสามารถข้ามขอบเขตไปสังหารเซียนแท้ขอบเขตสุญตาขั้นสมบูรณ์ผู้เลิศล้ำสูงสุดได้!
และนี่ยังเป็นเพียงบททดสอบของสิบสองหอภูผาขจีเท่านั้น ในอดีตกาลผ่านมา ต้องมีตัวตนท้าทายสวรรค์ในโลกเซียนมากมายกว่านี้อย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนจากทั่วทั้งโลกเซียน เซียนขอบเขตจักรวาลที่ว่ามีมากมายแล้วนั้น ก็ยังนับเป็นเพียงคนส่วนน้อยเหลือเกินที่มาถึงขั้นนี้ได้
‘โลกเซียนทุกวันนี้อยู่ในยุคทอง ภายหน้าจะบังเกิดตัวตนท้าทายสวรรค์ขึ้นมากมายอย่างไม่อาจเลี่ยงแน่นอน’
ซูอี้กล่าวในใจ ‘นับเป็นเรื่องดี’
‘ทว่าน่าเสียดายนัก อย่าว่าแต่ขอบเขตเดียวกันเลย แต่กระทั่งเซียนแท้ขอบเขตสุญตา สำหรับข้ายังมิอาจหาผู้ใดเทียบชั้นได้สักคน’
ขณะครุ่นคิด เขาก็ก้าวออกจากชั้นสิบสอง เข้าสู่ยอดเขาภูผาขจีแล้ว
รัตติกาลลึกล้ำ สายลมโชยปะทะเข้ากับภูผา
ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างผา อาภรณ์สีเขียวโบกไสวตามวายุ
“การเดินทางในวันนี้ปลดความอาวรณ์ในใจของข้าได้ในที่สุด เพียงพอจะปลอบประโลมความผิดหวังในอดีตชาติลงได้”
ซูอี้ยกไหสุราออกมาจิบ อารมณ์รู้สึกผ่อนคลายเกินพรรณนา
และในยามนี้เอง เสียงระฆังโบราณก็กึกก้องไปทั่วหอตำราภูผาขจี
……
“ผ่านได้แล้วหรือ?”
สัตว์ประหลาดเฒ่าเร้นกายผู้หนึ่งพึมพำด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
ทุกผู้ล้วนคิดว่าในสามระดับสุดท้าย ซูอี้จะต้องรับศึกอย่างดุเดือดอันตรายต่อเนื่องกัน
และด้วยโอกาสนี้ พวกเขาก็จะได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของชายหนุ่มผู้นี้
ทว่าใครเล่าจะคิดว่าพวกเขาล้วนคำนวณพลาด!
เพียงไม่กี่อึดใจ ซูอี้ก็ผ่านสามชั้นสุดท้ายได้อย่างขาดลอย!
“หนึ่งดาบหนึ่งระดับ สามดาบถล่มสามชั้นสิ้น ความแข็งแกร่งของเจ้าหนุ่มนี่เผชิญหน้ากับราชันเซียนได้แล้วหรือ?”
มีผู้กล่าวขึ้นมาอย่างตกตะลึง
“สามสถิติใหม่ ตลอดกาลแต่แรกเริ่ม ไร้ผู้ใดฆ่าศัตรูในชั่วพริบตาได้เช่นเขามาก่อน!”
บางผู้กล่าวอย่างตื่นเต้น
“จากชั้นสิบ ได้รับ ‘พิรุณมงคลปฐมสวรรค์’ ประโลมจิตเซียน!”
“จากชั้นสิบเอ็ด ได้รับ ‘ปราณมารดาหมื่นแปร’ ประโลมจิตสังขาร!”
“จากชั้นสิบสอง ได้รับ ‘พลังจิตเคลื่อนจักรวาล’ ประโลมจิตวิญญาณ!”
“ทั้งสามชั้นนี้ล้วนแต่เป็นโอกาสอันหายากยิ่งในโลกหล้า มิเคยปรากฏแก่ผู้ใดมาก่อน!”
บางผู้กล่าวไม่เป็นคำ “ข–เขา… เหตุใดเขาจึงท้าทายสวรรค์ได้เช่นนี้?”
“ผ่านสิบสองชั้นติดต่อกัน ทำลายสถิติทั้งสิบสองชั้น ก่อสิบสองปาฏิหาริย์ขึ้นตาม ๆ กัน เรื่องนี้มิเคยเกิดขึ้นยามใดมาก่อน!”
มีผู้กล่าวอย่างทึ่ง ๆ
“เลิกพร่ำเพ้อแล้วรีบไปพบสหายน้อยผู้นั้นด้วยกันเถอะ! ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปฏิบัติกับเขาอย่างให้เกียรติสูงสุดนะ!”
มีผู้ตะโกน
……
ในคืนเดียวกันนั้น บนสนามเต๋าอันลอยสูงเหนือขุนเขา
ตู้ม!
แสงสว่างวาบแหวกผ่านนภาราตรี
เพียงหนึ่งสะบัดมือ เนี่ยเวยรุ่ยก็เอาชนะคู่ต่อสู้ระดับราชันเซียนคนที่ยี่สิบสามได้อย่างราบรื่น
จากนั้น คู่เนตรงามของนางก็มองไปรอบ ๆ กล่าวด้วยวาจาเย็นชาเปี่ยมอำนาจ “วันนี้ หากยังมีผู้ใดคิดสู้กับข้าอีก ก็ออกมาได้เลย”
วจีนั้นกังวานทั่วฟ้าดิน สะท้อนก้องในขุนเขา
เหล่าผู้ทรงอำนาจจากหอตำราภูผาขจีต่างดูมืดมน หัวใจหนักอึ้ง
เนี่ยเวยรุ่ยแข็งแกร่งเกินไป!
แม้ว่าจะเป็นราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง นางก็ทรงพลังมากฝีมืออย่างยิ่ง วิถีเต๋าของนางท้าทายสวรรค์ยิ่ง และให้บรรยากาศสามารถสยบได้ทุกสรรพสิ่ง
แม้หอตำราภูผาขจีจะส่งราชันเซียนชั้นผู้ใหญ่บางผู้ออกมา ก็หยุดนางได้เพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น!
ฝีมือล้ำเลิศไร้เทียมทานเช่นนี้ทำให้เหล่าผู้ทรงอำนาจแห่งหอตำราภูผาขจีรู้สึกกดดัน โกรธ สิ้นหนทาง หงุดหงิดและอึดอัดเกินสะกดกลั้น
ทุกผู้ล้วนรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง!
ยอดฝีมือผู้ติดตามเนี่ยเวยรุ่ยต่างดูผ่อนคลายและแย้มยิ้มเต็มหน้า
นับแต่ปรากฏตัว เนี่ยเวยรุ่ยก็ชนะศึกยี่สิบสามหนติดต่อกัน!
เทียบได้กับการทำลายความภาคภูมิของหอตำราภูผาขจีลงเพียงตัวคนเดียว!
เมิ่งซินกวนเองก็อยู่ที่นั่น
หลังจากส่งซูอี้สู่เขาภูผาขจี เขาก็รีบรุดมาโดยเร็วที่สุด ทว่าก็ต้องเห็นเหล่าผู้อาวุโสราชันเซียนของหอตำราจนถูกเนี่ยเวยรุ่ยปราบลงทีละคน
ยามนี้ สีหน้าของเมิ่งซินกวนเองก็ดำคล้ำ หัวใจหนักอึ้งไปหมด
หรือหนนี้ หอตำราจำต้องเสีย ‘ดาบปลายมนตระการเที่ยง’ ไปจริง ๆ?
ทางฝั่งหอตำรากระท่อมสน ชายวัยกลางคนชุดขาวอดกล่าวมิได้ “ทุกท่านในหอตำราภูผาขจี ข้าว่าเราจบการประลองเพียงเท่านี้เถอะ หากยังสู้ต่อไป รังแต่จะเป็นการทำลายความสงบของทุกท่าน แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ยอมแพ้เสียแต่เนิ่น ๆ แล้วนำดาบปลายมนตระการเที่ยงออกมาให้เราคงดีกว่า”
วาจาของเขาทำให้สีหน้าของเหล่าผู้ทรงอำนาจจากหอตำราภูผาขจียิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสผู้หนึ่งจากหอตำราภูผาขจีก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงลึกล้ำ “วันนี้ สหายเต๋าเนี่ยต่อสู้มาเนิ่นนานแล้ว เหนื่อยล้ามาก หอตำราภูผาขจีของเราจะมิฉวยโอกาสประการนี้ พรุ่งนี้ หอตำราภูผาขจีของเราจะส่งคนมาประจักษ์ฝีมืออันเลิศล้ำของสหายเต๋าเนี่ยอีกครั้ง!”
การประลองนี้ตามที่ตกลงกันจะใช้เวลาสองวัน
หอตำราภูผาขจีของพวกเขาจะทำเพียงยอมแพ้ง่าย ๆ มิได้!
ท่าทีของเนี่ยเวยรุ่ยสงบเงียบ ขณะกล่าวเสียงเย็น “ไม่ยอมแพ้หรือ? ย่อมได้ พรุ่งนี้ข้าจะให้พวกเจ้าแพ้อย่างเต็มหัวใจ!”
กิริยาและวาจาอันสุขุมทว่าท้าทายนั้นทำให้ทุกผู้ในหอตำราภูผาวจีรู้สึกอับอาย หัวใจอึดอัดเป็นเท่าทวี
ทว่าทันใดนั้นเอง จู่ ๆ เสียงระฆังโบราณก็ดังกังวานขึ้นในฟ้าดิน สะท้านผ่านขุนเขายาวไกล
ทุกผู้ในหอตำราภูผาขจีประหลาดใจ
เนี่ยเวยรุ่ยและเหล่ายอดฝีมือจากหอตำรากระท่อมสนเองก็ประหลาดใจไม่น้อย
ปรากฏว่าวันนี้มีผู้ผ่านสิบสองหอภูผาขจีได้หรือ?