บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1637: ไม่จำเป็นต้องอธิบาย
ตอนที่ 1637: ไม่จำเป็นต้องอธิบาย
ศิลาวิถีปกครองสวรรค์ที่มีความสูงพันจั้งนั้น เปี่ยมไปด้วยอำนาจอันสูงส่งและแปลกประหลาดของกฎสวรรค์แห่งแดนเซียน ลึกลับจนเข้าใจได้ยากยิ่ง
ทว่าซูอี้สังเกตเห็นว่า ณ ฐานแท่นศิลามีลวดลายวิถีอันแปลกประหลาดประทับอยู่
ลวดลายนี้ดูคล้ายรูปสัตตบงกช ซึ่งเต็มไปด้วยปราณร้ายกาจดุจเพลิงโหม
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็ย่นคิ้วอย่างอดไม่ได้
ลวดลายวิถีดุจสัตตบงกชนี้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นตราประทับจิตจากเทพ!
กล่าวโดยสรุปคือ ศิลาวิถีปกครองสวรรค์นี้ต้องสงสัยว่าจะถูกเทพบางผู้หมายตา แล้วทิ้งร่องรอยประทับจิตไว้!
การค้นพบนี้ทำให้เขาตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา
ศิลาวิถีปกครองสวรรค์นี้เป็นสมบัติโบราณอันปกปักษ์คุ้มครองด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด และเป็นไปได้มากว่าจะถูกเทพสร้างขึ้นในยุคสุดวิเวก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศิลาวิถีปกครองสวรรค์นี้อยู่เป็นแนวป้องกันธรรมชาติ ซึ่งขัดขวางเผ่ามารนอกแดนให้ออกจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ทว่ายามนี้ สมบัติเก่าแก่ชิ้นนี้กลับถูกเทพผู้หนึ่งหมายตา ต้องการจะทำอันใดกันแน่?
หล่อหลอมสมบัติชิ้นนี้แล้วชิงไป?
หรือจะทำลายมันเพื่อให้ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดสิ้นอำนาจคุ้มกัน?
ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ใด สำหรับซูอี้ก็มิอาจทนได้ทั้งสิ้น!
‘โชคดีที่ยามนี้ ดูเหมือนศิลาวิถีปกครองสวรรค์จะยังมิถูกกัดกร่อนหรือทำให้เสียหาย และไร้ร่องรอยการถูกหลอม ลวดลายสัตตบงกชนี้เป็นเพียงรอยตรา’
ซูอี้ครุ่นคิด
เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้อำนาจวัฏสงสารลบลวดลายสัตตบงกชนี้ออกไปโดยพลัน
ทว่าเขาก็ยั้งมือเอาไว้
เขานึกถึงคำเตือนที่เจ้าเฒ่า ‘พยากรณ์สวรรค์’ กล่าวไว้ขึ้นมาได้
การอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์เป็นเหยื่อล่อจากเทพ มีจุดประสงค์ให้เขาผู้กลับสู่แดนเซียนเป็นฝ่ายเดินเข้ามาติดกับเอง
และลวดลายสัตตบงกชบนศิลาวิถีปกครองสวรรค์นี้ก็น่าจะเป็นกับดักเช่นกัน หากทำลายมัน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลอันมิอาจคาดเดา
เพราะในเมื่อเหล่าเทพรู้อยู่นานแล้วว่าเขาจะหวนคืนสู่แดนเซียน พวกเขาย่อมต้องทราบว่า ณ อดีตชาติ เขาในนามของหวังเย่ไม่เพียงพำนักอยู่บนเขาโอฬารยุทธ์ แต่ยังเคยประจำการสู้รบในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมาเนิ่นนานหลายปีอีกด้วย!
หากเหล่าเทพจะมาวางกับดักที่นี่โดยใช้ ‘ศิลาวิถีปกครองสวรรค์’ เป็นเหยื่อ ก็นับได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ดี
“ไม่ว่านี่จะเป็นกับดักที่เทพวางไว้หรือไม่ ตรานี่ก็ต้องถูกทำลาย!”
ซูอี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังจากไปไร้วจี
……
หอตำราภูผาขจีก็มีฐานประจำการที่เมืองชั้นในเช่นกัน
มันเป็นเรือนโบราณอันโอ่โถง ซึ่งประกอบด้วยศาลามากมายและอาณาเขตกว้างใหญ่ยิ่ง
เขาสวมอาภรณ์บัณฑิตขงจื่อสีขาวดุจแสงจันทร์ สวมผ้าพันคอสี่เหลี่ยม รูปลักษณ์ผอมบาง หนวดเคราไสวดุจกิ่งหลิว ให้ความรู้สึกที่ทรงอำนาจและยิ่งใหญ่
ในฐานะประมุขหอตำราภูผาขจี เผยหงจิ่งนั้นเก่งกล้าสามารถ มีการฝึกฝนอยู่ในระดับมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์
ยิ่งกว่านั้น เขายังเพิ่งก้าวสู่ขอบเขตมหาเซียนหลังจบยุคอวสานเซียน รุ่งเรืองในวิถีห่างไกลเกินธรรมดา
“สถานการณ์ในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตวันพรุ่งนี้มิสู้ดีนัก กระทั่งความหวังจะชนะยังไม่เหลือ!”
ชายผมขาวในอาภรณ์สีเทารำพึงอย่างเป็นกังวล “จากข่าวที่ตาเฒ่าผู้นี้สืบเสาะมา วันพรุ่ง ยอดฝีมือระดับเสนามารจากเผ่ามารจันทราเงินจะเข้าร่วมในศึกชี้เป็นตายนี้แน่นอน”
“มารชั่วนั่นมีนามว่า ‘อิ๋นเป๋ยอู่’ มีฝีมือยิ่งใหญ่ท้าทายสวรรค์ ลือนามในหมู่ผู้เยาว์ของเก้าเผ่ามารนอกแดน กล่าวกันว่ากระทั่งเสนามารเฒ่าพวกนั้นยังด้อยกว่าเขาไม่รู้กี่เท่าตัว!”
วาจาของเขาทำให้บรรยากาศในโถงนิ่งสงัด
ทุกผู้หน้านิ่วคิ้วขมวด
สามพันปีมานี้ มีศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตเกิดขึ้นแปดหน และฝั่งเซียนชนะเพียงครั้งเดียว
มันเป็นความอัปยศอย่างยิ่งโดยไร้กังขา
สัจธรรมอันโหดร้ายยิ่งกว่านั้นคือ หากเทียบกับราชันเซียนในฝ่ายแดนเซียนแล้ว ตัวตนระดับเสนามารซึ่งต่อสู้ในฝ่ายมารนอกแดนนั้นแข็งแกร่งกว่ากันมาก
ไม่ใช่เพราะฝ่ายแดนเซียนมิอาจหาราชันเซียนผู้ทรงพลังได้ แต่เป็นเพราะแดนเซียนในทุกวันนี้กำลังปั่นป่วน แต่ละผู้ล้วนต่อสู้เพื่อตนเอง
ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังง่วนอยู่กับการขยายอาณาเขต น้อยนักจะมาใส่ใจศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตเช่นนี้
ขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหลายซึ่งประจำการอยู่ภายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเองก็เคยเอ่ยขอความช่วยเหลือจากเหล่าขุมกำลังยักษ์ใหญ่บางแห่ง เพราะหวังว่าอีกฝ่ายจะส่งราชันเซียนอันไร้เทียมทานมาเข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต
ทว่าแทบทุกคำขอล้วนถูกปฏิเสธ
“หากศาลเซียนรวมศูนย์ยังอยู่ก็คงดี”
ชายชราผู้หนึ่งในอาภรณ์ดำกล่าวรำพึงรำพัน
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิดขึ้น ยามศาลเซียนรวมศูนย์ยังปกครองทั่วหล้า พวกเขาเพียงออกโองการก็สามารถเคลื่อนขุมกำลังใหญ่ทั่วโลกหล้าให้ออกรบในเก้าด่านสวรรค์แดนเซียนได้แล้ว!
ไร้ผู้ใดกล้าบิดพลิ้วขัดขืน!
มีหรือโลกหล้าจะยังปั่นป่วน ผู้คนระหองระแหง แยกจากกันเป็นก๊กเป็นเหล่าเช่นนี้?
“เรื่องด่วนที่สุดในขณะนี้คือหาทางรับมือศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตพรุ่งนี้ ข้าได้ยินว่ามีขุมกำลังมากมายในแดนเซียนเราคิดจะถอนตัวแล้ว”
ชายผมขาวในชุดสีเทากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “หากข้าเดาถูก ขุมกำลังบางแห่งน่าจะมิส่งยอดฝีมือสูงสุดออกมาสู้ เหตุผลก็ง่าย ๆ คือไม่อยากให้ยอดฝีมือสูงสุดเหล่านั้นส่งตัวเองมาตาย!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว สีหน้าของผู้คนมากมายก็หม่นหมอง
เพราะเหตุใด?
มิใช่เพราะฝ่ายแดนเซียนแพ้มามากครั้งเกินไปหรือ?
และเรื่องนี้ก็ไม่อาจแยกจากตัวตนไร้เทียมทานจากเผ่ามารจันทราเงิน ‘อิ๋นเป๋ยอู่’ ซึ่งจะเข้าร่วมศึกชี้เป็นตายในวันพรุ่งนี้ได้!
ในชั่วเวลานี้ เรื่องเกี่ยวกับ ‘อิ๋นเป๋ยอู่’ ได้แพร่กระจายไปทุกที่ในเมืองหมื่นดาราแห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ทำให้ขุมกำลังวิถีเซียนมากมายมิอาจกินได้นอนหลับ!
“หากเจ้าว่าเช่นนั้น ศึกชี้เป็นตายวันพรุ่งก็ไร้โอกาสชนะได้เลยสิ?”
บางผู้ดูเศร้าหมองไม่พอใจ
บรรยากาศในโถงหดหู่ลงทุกขณะ
“ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือว่าเช่นไร?”
บางผู้อดถามมิได้
เก้าด่านสวรรค์แห่งแดนเซียนแต่ละด่านต่างมีทูตอารักษ์เป็นประหนึ่งผู้นำสูงสุดประจำอยู่
นอกจากทูตอารักษ์ ยังมีทูตรักษาการ แม่ทัพและผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ๆ อยู่
เสิ่นชิงสือคือทูตอารักษ์แห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
คนผู้นี้มาจาก ‘นครเซียนโฉลกเมฆา’ ขุมกำลังวิถีเซียนชั้นหนึ่งในแดนเซียน และตัวเขาก็ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดที่นั่น มีการฝึกฝนระดับมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์
เมื่อหนึ่งหมื่นสามพันปีก่อน เสิ่นชิงสือผ่านการคัดเลือกอันเปิดสาธารณะของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ได้รับการคัดกรองจนในที่สุดก็ได้รับใช้เป็นทูตอารักษ์แต่นั้นมา
บางผู้เหยียดเยาะ “คนแซ่เสิ่นนั่นก็สนใจแต่เรื่องตน เลิศเลอด้านความทะเยอทะยาน เขาจะทำก็แค่สั่งให้ข้าส่งราชันเซียนสูงสุดในสำนักออกไปสู้ ไร้หนทางช่วยเหลืออื่นใด”
ฟังจากคำพูดก็เห็นได้ว่าเขามิชอบใจกับทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือเท่าไรนัก
บางผู้ส่ายหัวกล่าวว่า “จะว่าเขาก็ไม่ถูก ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตเช่นนี้เปรียบเทียบความแข็งแกร่งของยอดฝีมือของแต่ละฝ่าย หาใช่กลยุทธ์ไม่”
“จะว่าไป พี่เผย หอตำราภูผาขจีของเจ้าหนนี้จะส่งผู้ใดมากัน?”
บางคนหันไปกล่าวกับเผยหงจิ่ง
เผยหงจิ่งคือประมุขหอตำราภูผาขจี มีเกียรติสูงส่งมากในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ และผู้คนก็มักจะฟังความเห็นของเขา
การสนทนาในวันนี้ เผยหงจิ่งนั้นนิ่งเงียบเสมอมา แทบมิพูดอันใดเลย เหตุผิดปกตินี้ทำให้ผู้คนมากมายคิดสนใจ
เผยหงจิ่งหลุดจากภวังค์ความคิด สายตากวาดมองคนทุกผู้ ขณะส่งเสียงในลำคอเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “บอกทุกท่านตามตรง ครานี้หอตำราภูผาขจีของข้าได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก ด้วยสหายเต๋าผู้นั้นมาที่นี่ ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตวันพรุ่งนี้ ฝ่ายแดนเซียนของเราอาจจะชนะขาดลอยก็เป็นได้!”
ทุกผู้นิ่งไป หัวใจคืนชีวิตชีวาขึ้นโดยพลัน
“พี่เผย หอตำราภูผาขจีของเจ้าไปเชิญราชันเซียนอันไร้เทียมทานมาได้หรือ?”
บางผู้กล่าวอย่างคาดหวัง
บางผู้กล่าวยิ้ม ๆ “ให้ข้าเดานะ หากพี่เผยว่าเช่นนั้น ยอดฝีมือที่เชิญมาครานี้ต้องไม่ธรรมดา และอาจมีความแข็งแกร่งที่พอจะประชันกับ ‘อิ๋นเป๋ยอู่’ จากเผ่ามารจันทราเงินนั่นด้วยก็ได้”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวเสียงเข้ม “และยอดฝีมือเช่นนั้นต่างก็หาได้เพียงจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่ หมายความว่ายอดฝีมือที่พี่เผยเชิญมาก็ต้องมาจากหนึ่งในขุมกำลังยักษ์ใหญ่แน่นอน!”
ทันใดนั้น คนมากมายก็เผยเค้าความปรีดา
หากมีราชันเซียนไร้เทียมทานจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่เข้าร่วมด้วย ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตวันพรุ่งก็อาจมีหวังพลิกสถานการณ์ได้จริง!
เมื่อเผชิญกับสายตาคาดหวังของทุกผู้ เผยหงจิ่งก็ส่ายหน้าก่อนจะกล่าวว่า “พวกเจ้าคิดผิดถนัด สหายเต๋าผู้ซึ่งหอตำราภูผาขจีของเราเชิญมานั้นไม่ใช่ทั้งคนจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่หรือราชันเซียนผู้ไร้เทียมทาน”
ทุกผู้ล้วนผงะนิ่ง มองหน้ากันไปมา
เผยหงจิ่งครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “หากพูดไป บางทีพวกเจ้าอาจไม่เชื่อกัน แต่ข้ากล้าเอาชื่อเสียงของข้าเป็นประกันว่าหากสหายเต๋าผู้นี้เข้าร่วมสงคราม เขาจะทำให้ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตหนนี้คงกลับตาลปัตรและเปลี่ยนกระแสได้แน่นอน!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา ทุกผู้ก็ยิ่งทวีความสงสัย
บางผู้กล่าวเร่ง “พี่เผย อย่ามัวแต่อ้อมค้อมเลย บอกให้เราฟังเถิด”
คนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าเช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ สีหน้าของเผยหงจิ่งก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม กล่าวอย่างจริงจัง “สหายเต๋าผู้นี้มีนามว่าซูอี้ เป็นเซียนขอบเขตจักรวาลอายุเพียงยี่สิบเศษ…”
ทันทีที่กล่าวถึงตรงนี้ เสียงร้องลั่นอย่างตกตะลึงก็ดังขึ้นขัดเขา “ขอบเขตจักรวาล?!”
เสียงนั้นลั่นไปทั่วโถง
ทุกผู้ต่างดูตั้งตัวไม่ทัน ส่งเสียงอื้ออึงมิขาดสาย
“พี่เผย เมื่อใดเจ้าจะหยุดล้อเล่นกันเสียที?”
บางผู้กล่าวอย่างไม่พอใจ
“ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี้ ราชันเซียนใดไปล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญภัยร้ายถึงตาย แล้วนี่จะส่งเจ้าหนูน้อยขอบเขตจักรวาลไปเนี่ยนะ? น่าขันนัก!”
บางผู้ถึงกับกรุ่นโกรธเดือดแค้น
บางผู้กล่าวด้วยใบหน้าย่น “เผยหงจิ่ง เจ้าเฒ่านี่บ้าไปแล้วหรือไร ส่งเซียนขอบเขตจักรวาลออกมาสู้ การกระทำของเจ้าช่างยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร!”
ก่อนหน้านี้ ทุกผู้ล้วนลุ้นรอฟังว่าอีกฝ่ายได้เชิญราชันเซียนไร้เทียมทานมาจากหนใด
แต่ใครเล่าจะคิดว่าเขาจะเป็นเซียนขอบเขตจักรวาล!
สิ่งนี้ทำให้ทุกผู้รู้สึกราวตนถูกเย้าหยอก ต่างผู้ล้วนเดือดดาลและรำคาญใจ
เผยหงจิ่งอธิบายอย่างรีบร้อน “ทุกท่าน โปรดฟังวาจาของคนแซ่เผยก่อน”
เพิ่งพูดได้เพียงเท่านี้ บางผู้ก็กล่าวขัดขึ้นอย่างเดือดดาลก่อนแล้ว “ไม่ต้องอธิบายแล้ว ข้าถามเจ้าเพียงว่าแน่ใจหรือว่าหอตำราภูผาขจีของเจ้าจะส่งเซียนขอบเขตจักรวาลมาจริง ๆ?”
สายตาของผู้อื่นเองก็มองมายังเผยหงจิ่งเช่นกัน
ฉับพลันนั้น เจ้าตัวก็สัมผัสได้ว่าความกดดันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากนั้นจึงกล่าวอย่างจริงจัง “สหายเต๋าซูผู้นั้นเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจักรวาลจริง ๆ ทว่าเขาหาเป็นเช่นเซียนขอบเขตจักรวาลทั่วไปไม่…”
บางผู้กล่าวขึ้นด้วยโทสะ “ไม่ต้องพูดต่อไปแล้ว การฝึกฝนขอบเขตจักรวาลก็แค่นั้นแหละ จะเอาอันใดมาเทียบกับราชันเซียนผู้ท้าทายสวรรค์ได้?”
บางผู้ผุดลุกขึ้นทันทีแล้วแค่นยิ้ม “ข้าพอเข้าใจแล้วว่าหอตำราภูผาขจีของเจ้าก็บ้าจี้ไปกับเขาและมิกล้าส่งราชันเซียนออกไปเช่นกัน จึงเลือกส่งเซียนขอบเขตจักรวาลออกมาตายเป็นเหยื่อสังเวย ไร้ยางอายนัก!!”
ว่าแล้ว เขาก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
“พี่เผย วิธีการหนนี้ของหอตำราภูผาขจีของเจ้าน่าผิดหวังจริง ๆ ขอตัวลาแล้ว”
“เผยหลงจิ่ง ข้าเชื่อใจเจ้าแท้ ๆ แต่เจ้ากลับทำเรื่องไร้ยางอายส่งเซียนขอบเขตจักรวาลไปตายเช่นนี้หรือ? นี่ไม่ใช่การทำให้เผ่ามารนอกแดนหัวเราะเยาะหรอกหรือ? พวกมันคงหาว่าแดนเซียนของเราไร้ผู้มีฝีมือหรือไร?”
“ลาแล้ว!”
…ผู้ทรงอำนาจคนอื่น ๆ ก็เดือดดาล ลุกขึ้นจากไปอย่างโกรธเคืองตาม ๆ กัน
ภายในโถงหลักจึงเหลือเพียงเผยหงจิ่งนั่งนิ่งลำพัง
ประมุขหอตำราภูผาขจีนั่งนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจพร้อมกับแย้มยิ้มขมขื่นกับตนเอง “เจ้าเฒ่าพวกนั้น เหตุใดจึงมิอยู่ฟังข้าอธิบายให้จบก่อนกันหนอ?”
ทันใดนั้นเอง หนึ่งวจีอันเฉยเมยพลันดังเข้ามาในโถงหลัก
“ข้าเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตจักรวาลจริง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ผู้อื่นฟัง”