บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1638: ศึกชี้เป็นตายเปิดฉาก
ตอนที่ 1638: ศึกชี้เป็นตายเปิดฉาก
ซูอี้ถือไหสุราเดินเข้ามาภายในโถงหลัก
เผยหงจิ่งนิ่งไป ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวว่า “ขอบังอาจถาม นี่คือสหายเต๋าซูหรือไม่?”
เจ้าของชื่อพยักหน้าน้อย ๆ และกล่าวว่า “ถูกต้อง ข้ามาเยือนยามวิกาล โปรดอย่าถือสาเลย”
เผยหงจิ่งยิ้มกว้าง “แค่สหายเต๋าซูมาเยือน ข้าก็ดีใจแล้ว จะกล่าวหากันไปไย? เชิญเข้ามาเถิด!”
เขาเชื้อเชิญซูอี้ให้นั่งลง ก่อนจะรินชาให้เขาด้วยตนเอง
ประมุขหอตำราภูผาขจี ผู้เป็นหนึ่งในขุมกำลังมหาเซียนเป็นฝ่ายมารินชาเทน้ำให้กับชายหนุ่มผู้หนึ่ง หากผู้ใดมาเห็นเข้าเกรงว่าคงกรามค้างด้วยตกตะลึงเป็นแน่
ทว่ามีเพียงเผยหงจิ่งเท่านั้นที่ทราบว่า ชายหนุ่มตรงหน้าเขาควรค่าแก่ความใส่ใจเช่นนี้มากนัก!
เมื่อวานนี้ เขาได้รับสารจากผู้อาวุโสจ้าวอวิ๋นเฟิงจากหอตำราภูผาขจี โดยได้กล่าวถึงฝีมือซึ่งได้สำแดงขึ้นที่หอตำราภูผาขจีของซูอี้เอาไว้อย่างละเอียด ทั้งยังบอกให้เผยหงจิ่งดูแลชายหนุ่มให้ดี อย่าได้ละเลยแม้แต่น้อย
และสารลับฉบับนี้เองที่ทำให้ผู้เป็นประมุขตระหนักว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทานอย่างไร!
บุกเดี่ยวผ่านสิบสองหอภูผาขจีเพียงลำพัง ทลายสถิติทั้งสิบสองและสร้างสิบสองปาฏิหาริย์อันกล่าวได้ว่าไร้ผู้ใดเสมอเหมือนได้ต่อเนื่องกัน!
มองหาทั่วด้าวแดนตราบอดีตจวบปัจจุบัน ก็ไม่อาจหาผู้ใดเทียบชั้นเขาได้!
นอกจากนั้น ซูอี้ยังปราบเนี่ยเวยรุ่ยแห่งหอตำรากระท่อมสนจนแพ้พ่ายอย่างเต็มหัวใจด้วยสามหมัด
ทั้งหมดนี้ทำให้เผยหงจิ่งรู้สึกราวกับได้พบยอดคน และไม่กล้าปฏิบัติต่อคนตรงหน้าเช่นคนธรรมดา
หลังจากสนทนาพอเป็นพิธี เผยหงจิ่งก็กล่าวเข้าประเด็นว่า “หากว่ากันตามตรง เดิมที ตอนที่ข้าทราบว่าสหายเต๋าอยากเข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ ข้าก็ปฏิเสธหัวเด็ดตีนขาดเช่นกัน ไม่ใช่เพราะประเมินสหายเต๋าต่ำแต่อย่างใด แต่ด้วยคุณสมบัติของสหายเต๋าและเกียรติภูมิท้าทายสวรรค์อื่น ๆ ทำให้อนาคตของสหายเต๋ายิ่งใหญ่กว้างไกลมาก ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะสามารถขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาล และกลายเป็นตัวตน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนได้อย่างแน่นอน”
“ด้วยเหตุนี้ หากให้สหายเต๋าเข้าร่วมศึกแล้วเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้นมา ก็มีโอกาสที่จะตกตายได้ ข้าจึงลังเลในกาลก่อน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็แย้มยิ้มอย่างขมขื่น “แต่ก็ไร้หนทางแล้ว ฝ่ายแดนเซียนของเราพ่ายแพ้มานับครั้งไม่ถ้วน หากยังแพ้ต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ รากฐานของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจะต้องสั่นคลอนเป็นแน่”
ซูอี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ข้าเข้าใจ หากพ่ายแพ้สงครามบ่อยครั้งเข้า ผู้คนก็จะพากันคิดว่าเผ่ามารนอกแดนนั้นไร้เทียมทาน และจิตต่อสู้ก็จะถูกกระทบหนแล้วหนเล่า กลายเป็นความขลาดเขลาตาขาว เมื่อสงครามเซียนมารบังเกิดขึ้นอีกในภายหน้า ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ก็จะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงแน่นอน”
คนฟังครุ่นคิดอย่างลึกล้ำครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมา “สหายเต๋าช่างมีน้ำใจยิ่งนัก และเพราะเหตุนี้ ในที่สุดคนแซ่เผยจึงตัดสินใจให้สหายเต๋าเข้าร่วมประชัน แต่ไม่คาดเลยว่า… เมื่อครู่ เจ้าเฒ่าพวกนั้นจะมิยอมเข้าใจ”
ว่าแล้วเขาก็แย้มยิ้ม “แต่ข้าก็เข้าใจพวกเขาดี หากไม่ทราบมาก่อนว่าสหายเต๋าล้ำเลิศเพียงใด เกรงว่าข้าเองก็ยังคงมิยอมให้สหายเต๋าเข้าร่วมเช่นกัน”
ชายหนุ่มจิบชาและกล่าวว่า “ที่ข้ามาในคืนนี้ เพราะมีข้อสงสัยบางอย่างในใจ อยากให้สหายเต๋าช่วยชี้แนะด้วย”
เผยหงจิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ขอให้กล่าวมาเถิด”
“ผู้ใดริเริ่มศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตขึ้นหรือ?”
“พวกมารนอกแดน”
“พวกเขาทำเช่นนั้นเพื่อการใด?”
“กล่าวกันว่าพวกมันจะใช้ศึกชี้เป็นตายนี้ลดจำนวนราชันเซียนจากฝ่ายแดนเซียนของเรา และขณะเดียวกันก็เพื่อหยั่งเชิงสัจธรรมของฝ่ายแดนเซียนของเรา”
…ชั่วเวลาต่อมา ทั้งสองก็ไถ่ถามไขข้อข้องใจของกันและกัน
ไม่ว่าสิ่งใด ขอเพียงเผยหงจิ่งทราบ เขาก็บอกซูอี้โดยมิปิดบัง
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็เข้าใจ
ในฐานะปราการหลักของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด สาเหตุที่ ‘เมืองหมื่นดารา’ รุ่งเรืองขึ้นมาเช่นวันนี้นั้นไม่อาจแยกจากทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือได้
ส่วนสาเหตุที่หอวาณิช บ่อนและหอโคมเขียวทั้งหลายมาตั้งขึ้นในเมืองหมื่นดาราได้ ก็เพราะพวกเขาได้รับอนุญาตจากทูตอารักษ์คนนั้น
หรือจะกล่าวได้ว่า ‘บ่อนพนันคล้อยบัญชาสรวง’ ที่เขาพบในคืนนี้มีผู้ทรงอำนาจเฝ้าดูอยู่เบื้องหลังจริง ๆ
และคนผู้นั้นคือข้ารับใช้ข้างกายเสิ่นชิงสือ!
ซูอี้พลันถามขึ้นว่า “เจ้าว่าการที่เมืองหมื่นดาราเป็นเช่นทุกวันนี้ เป็นเรื่องถูกหรือผิด?”
เผยหงจิ่งนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ปั่นป่วนเคล้าโลกีย์ วุ่นวายไร้ระเบียบ! แต่จะให้ทำเช่นไรได้ เสิ่นชิงสือเป็นทูตอารักษ์อยู่ มีนครเซียนโฉลกเมฆาอยู่เบื้องหลัง เขา…”
ซูอี้ส่ายหน้าพลางกล่าวขัดขึ้นว่า “ไม่ต้องอธิบายแล้ว สิ่งที่ผิดก็คือผิด ต่อให้มีเหตุผลเป็นพันหมื่นก็ไม่มีทางถูกต้องขึ้นมาได้ ข้าแค่อยากรู้ว่าผู้ใดก่อความผิดทั้งหมดนี้เอาไว้ก็พอแล้ว”
ซูอี้กล่าวทั้งรอยยิ้ม “อย่าห่วงเลย ข้าแค่คิดแก้ไขความผิดพลาดซึ่งไม่ควรมีอยู่ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเท่านั้น”
เผยหงจิ่งตะลึงอึ้ง
เขาไม่คาดเลยว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมีความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้!
ต้องทราบว่าเสิ่นชิงสือเป็นมหาเซียน!!
เซียนขอบเขตจักรวาลคนใดบ้างในโลกหล้าแห่งนี้ที่กล้าทวงถามเอาเรื่องกับมหาเซียน?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเบื้องหลังของทูตอารักษ์ผู้นี้ยังมีขุมกำลังวิถีเซียนอันเลื่องลือทั่วทั้งโลกาอย่างนครเซียนโฉลกเมฆาอยู่ด้วย
หลังไตร่ตรองเล็กน้อย ประมุขหอตำราภูผาขจีก็กล่าวว่า “สหายเต๋า ด้วยความเคารพยิ่ง โลกหล้าในแดนเซียนทุกวันนี้ล้วนปั่นป่วน ระบบระเบียบพังทลาย เมื่อไร้ยักษ์ใหญ่อย่างศาลเซียนรวมศูนย์ปกครองโลกา แม้จะเปลี่ยนทูตอารักษ์เป็นคนอื่น ก็แปรเปลี่ยนภาพลักษณ์ของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ยากอยู่ดีนั่นแล”
คนฟังพยักหน้าก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “เจ้าพูดถูก แต่การแก้ไขสิ่งผิดนี้มิใช่ความสำเร็จอันเกิดขึ้นได้ภายในชั่วข้ามคืน เพราะถึงอย่างไร ความผิดพลาดในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดไม่เพียงแค่ต้องได้รับการแก้ไขเท่านั้น แต่ความผิดพลาดในแดนเซียนนี้ก็ยังต้องถูกคิดบัญชีให้ครบถ้วนด้วย”
ถ้อยคำนั้นราบเรียบ
ทว่าเผยหงจิ่งกลับได้ยินถึงนัยแฝงว่าอีกฝ่ายต้องการสะสางความปั่นป่วนทั่วโลกหล้ามหาสมุทร!
เขาอดชื่นชมในใจมิได้ว่า ซูอี้ผู้นี้ควรค่าจะเป็นผู้เลิศล้ำท้าทายสวรรค์ที่ทำให้ผู้คนในหอตำรายกย่องจริง ๆ หัวใจกว้างขวาง จิตใจยิ่งใหญ่เช่นนี้เพียงพอให้มหาเซียนเช่นเขาละอายแก่ใจได้แล้ว!
จิตใจกว้างขวาง อาทรทั่วหล้าเป็นเช่นไร?
เช่นนี้ปะไร!
ทว่าหลังจากสงบจิตใจได้ เผยหงจิ่งก็จำต้องกล่าวเตือนสติ “สหายเต๋า เรื่องเช่นนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าได้หุนหันพลันแล่นเป็นอันขาด หาไม่ หายนะสารพัดได้บังเกิดขึ้นแน่”
ซูอี้แย้มยิ้ม ไร้การตอบสนองอื่นใด
……
เช้าตรู่รุ่งขึ้น
ทันทีที่ประกายแสงแรกอรุณปรากฏขึ้นมา ฝั่งอุดรของเมืองหมื่นดาราก็ปรากฏผู้คนมากมายบนกำแพงเมืองอันตระหง่านสูง ทอดยาวเยี่ยงเนินสวรรค์ลิขิต
จากจุดนี้ จะเห็นภาพที่ห่างออกไปจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้อย่างชัดเจน
แดนร้างกระหายเลือดอันไร้ขอบเขต ท้องนภามืดครึ้มกว้างไกล และตำหนักใหญ่อันสร้างขึ้นไกล ๆ บนแดนร้างกระหายเลือด
มันคือค่ายชั่วคราวที่พวกยอดฝีมือเผ่ามารนอกแดนสร้างไว้
ภายในค่ายของเผ่ามารนอกแดน ยอดฝีมือระดับเสนามารผู้เข้าร่วม ‘ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต’ ในครั้งนี้ต่างพักอยู่ในนั้น
แม้ว่า ‘ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต’ จะเริ่มขึ้นหลังเที่ยง ทว่ายามนี้กลับมียอดฝีมือมากมายมาออกันอยู่บนกำแพงเมืองแล้ว
ขณะเดียวกัน ในเมืองหมื่นดาราอันโบราณและยิ่งใหญ่ก็ยังมีผู้คนมากมายแห่กันออกมา
“ไม่คาดคิดเลยว่าครานี้ หอตำราภูผาขจีจะบ้าจี้กลัวไปกับเขาด้วย แล้วจะส่งเซียนขอบเขตจักรวาลที่มีนามว่าซูอี้ออกไปเข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต”
“จริงหรือ? ไม่ใช่ว่ามีเพียงราชันเซียนที่เข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตได้เท่านั้นหรือ?”
“น่าจะจริง แต่ในเมื่อหอตำราภูผาขจีทำเช่นนี้ พวกเขาต้องทำบางสิ่งให้เซียนขอบเขตจักรวาลผู้นั้นเข้าร่วมได้แน่”
“หอตำราภูผาขจีคิดเช่นไรอยู่หนอ? ช่างน่าอายนัก!”
…ผู้คนบนกำแพงเมืองกำลังส่งเสียงอื้ออึง
เมื่อคืนวาน ข่าวที่หอตำราภูผาขจีจะส่งเซียนขอบเขตจักรวาลเข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตได้แพร่ออกไปทั่วทั้งเมืองหมื่นดารา ทำให้เกิดเสียงอื้ออึงมากมาย
และนามของซูอี้ก็เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้คน
สำหรับเรื่องนี้ ทุกผู้หาเข้าใจไม่ว่าเหตุใดหอตำราภูผาขจีจึงทำเรื่องเสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงตนเช่นนี้ เป็นความน่าละอายสำหรับฝ่ายแดนเซียนยิ่งนัก!
“ดูนั่นสิ มหาเซียนม่ออวิ๋นจากสำนักเซียนอัมพรมาศมาแล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็อุทานขึ้น
ชายในอาภรณ์สีหยกผู้หนึ่งเดินอยู่บนเวหาที่อยู่ห่างไกล จากนั้นก็มาหยุดตรงแท่นเซียนแห่งหนึ่งที่ลอยอยู่บนอากาศ
แท่นเซียนนั้นมีขนาดพันจั้ง มีบัลลังก์ที่นั่งมากมายลอยอยู่บนอากาศ
นั่นคือแท่นเซียนสุรบทเมฆา!
ก่อนที่ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตจะเริ่มขึ้น ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือและผู้ทรงอำนาจในแดนเซียนทั้งหลายจะรับชมศึกจากบนแท่นเซียนสุรบทเมฆาแห่งนี้
นอกจากนั้น สิบแปดราชันเซียนซึ่งจะเข้าร่วมในศึกชี้เป็นตายนี้ก็จะมารวมตัวกันบนแท่นเซียนสุรบทเมฆาด้วยเช่นกัน
และเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากมหาเซียนม่ออวิ๋น ตัวตนทรงอำนาจในระดับมหาเซียนคนแล้วคนเล่าจากฝ่ายแดนเซียนก็มาร่วมในศึกชี้เป็นตายนี้ ซึ่งก็ก่อให้เกิดเสียงเซ็งแซ่ในหมู่ผู้คนเช่นกัน
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือก็มาแล้วเช่นกัน
เขามีรูปร่างสูงชะลูด สวมมงกุฎสูงและอาภรณ์โบราณ ท่าทางทรงอำนาจ เมื่อมาถึงแท่นเซียนสุรบทเมฆา เขาก็กลายเป็นจุดสนใจของคนทุกผู้ทันที
บรรยากาศรอบข้างเงียบขรึมลงทีละน้อย เสียงเซ็งแซ่ลดลงจนเงียบกริบ
ทว่าไม่นานนัก บรรยากาศเงียบขรึมจริงจังก็ถูกทำลายด้วยเสียงตะโกนลั่น
“ดูนั่นสิ ประมุขหอตำราภูผาขจีมาแล้ว!”
ทันใดนั้น ทุกสายตาต่างหันมองเป็นตาเดียว และพบว่าเผยหงจิ่งกับชายหนุ่มในชุดสีเขียวผู้หนึ่งกำลังเดินทางมายังแท่นเซียนสุรบทเมฆา
ภาพนี้ก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงในหมู่ผู้ชมนับไม่ถ้วน
“นั่นคือซูอี้ผู้จะเข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในหนนี้หรือ? เป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษจริง ๆ ด้วย…”
“ใต้เท้าเผยหงจิ่งคิดอันใดอยู่กันหนอ?”
“เฮ้อ เห็นได้เลยว่าหนนี้หอตำราภูผาขจีก็ถอดใจกับศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี้แล้วเช่นกัน”
…เสียงสนทนานั้นเจือด้วยคำถากถาง ประชดประชันและโทสะ ราวกับมหาชนรุมประณาม
และเมื่อมหาเซียนเช่นเผยหงจิ่งได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเขาก็แสนอึดอัด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อคืน มีผู้จงใจแพร่ข่าวลือเพื่อปั่นป่วนให้สถานการณ์วุ่นวาย ทำให้เขากับซูอี้ซึ่งเพิ่งปรากฏวันนี้ต้องถูก ‘รุมประณาม’
จนเมื่อเขามาถึงแท่นเซียนสุรบทเมฆา เหล่ามหาเซียนก็มิได้กล่าวทักท้วงกับเผยหงจิ่ง บ้างเบือนหน้าหนีอย่างเดียดฉันท์ บ้างสีหน้าดำทะมึน บ้างถลึงตาอย่างโกรธเคือง
กระทั่งเหล่าราชันเซียนผู้เข้าร่วมศึกชี้เป็นตายยังเผยความไม่พอใจ
สิ่งนี้ทำให้เจ้าตัวมิสบายใจเล็กน้อย
ในขณะเดียวกันนั้น ซูอี้กลับดูสุขุมเยือกเย็นนับแต่ต้นจนจบ ไร้ร่องรอยการถูกกระทบรบกวน
นับแต่มาถึงแท่นเซียนสุรบทเมฆา สายตาของเขาก็มองไปยังคนผู้เดียว…
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ!