บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1639: ข้าต้องการออกโรงคนแรก
ตอนที่ 1639: ข้าต้องการออกโรงคนแรก
เสิ่นชิงสือมาจากนครเซียนโฉลกเมฆา มีความสามารถอยู่ในขอบเขตอัศจรรย์
ซูอี้คุ้นเคยกับนครเซียนโฉลกเมฆาเป็นอย่างดี
ครั้งนั้น หลังจากที่เขาเพิ่งไปถึงแดนบรรลุสรวงหุบเขากวางขาวแห่งแคว้นจิ่งได้ไม่นาน เคยโดนคนจากนครเซียนโฉลกเมฆาไล่ล่า
ตอนนั้น ชายหนุ่มสังหารเซียนแท้ขอบเขตสุญตาของนครเซียนโฉลกเมฆาไปมาก และยังเคยโดนทูตสวรรค์ที่ถูกเรียกว่า ‘เฮยม่อ’ เล่นงาน
ถึงแม้สุดท้ายซูอี้จะฆ่าสังหารคนผู้นี้ไปแล้ว ทว่ายังโดนอำนาจเซียนที่ฝ่ายตรงข้ามสำแดงในครั้งสุดท้ายซัดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
จนท้ายสุด ได้รับความช่วยเหลือจาก ‘อาหลี’ สาวน้อยผู้เป็นใบ้
หลังจากนั้น ซูอี้จึงเข้าใจได้ว่า เทพผู้ยืนอยู่เบื้องหลังนครเซียนโฉลกเมฆาก็คือ ‘คนตกปลา’ คนนั้น!
ครั้งนั้น สาเหตุที่ฝ่ายตรงข้ามจับตามองมาที่เขา ล้วนเป็นเพราะ ‘พลังเหตุต้นผลกรรม’ ที่ติดมาพร้อมกับเบ็ดนั่น
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นธรรมดาที่ซูอี้จะรู้สึกไม่ค่อยดีต่อ ‘เสิ่นชิงสือ’ ผู้มาจากนครเซียนโฉลกเมฆาคนนี้
ขณะเดียวกันกับที่ซูอี้กำลังพินิจมองเสิ่นชิงสือ สายตาทุกคู่บนแท่นเซียนสุรบถเมฆาก็กำลังพินิจมองซูอี้อยู่เช่นกัน
เมื่อพบว่าเขาเป็นคนหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกว่า ๆ อย่างแท้จริง สีหน้าของตัวตนทั้งหลายก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้น
ตัวตนระดับมหาเซียนคนหนึ่งไม่อาจระงับความรู้สึกได้อีก ร้องตวาดออกไป “เผยหงจิ่ง เห็นแล้วหรือยัง ผู้ที่คอยดูการต่อสู้ในเมืองหมื่นดาราล้วนกำลังด่าทอหอตำราภูผาขจีของพวกเจ้าอยู่!”
มีคนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าพาชายหนุ่มขอบเขตจักรวาลมาหาที่ตายจริง ๆ เช่นนั้นหรือ?”
มีคนกระฟัดกระเฟียด ปากกล่าว “ข้ารับรองได้เลยว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าเผยหงจิ่ง จะต้องชื่อเสียงย่อยยับ หอตำราภูผาขจีของพวกเจ้าจะกลายเป็นความอัปยศของแดนเซียน!”
ถ้อยคำวาจาของมหาเซียนผู้นั้นไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย แทบจะชี้หน้าด่าเผยหงจิ่งอยู่แล้ว
มหาเซียนอีกคนหนึ่งถึงขั้นเบนหัวหอกไปที่ซูอี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาให้เจ้ามาตาย เหตุใดจึงมาอีก? หรือว่าโดนเผยจิ่งหงข่มขู่? พูดมา ข้าจะมอบความยุติธรรมให้แก่เจ้าเอง!”
เผยหงจิ่งทนไม่ไหว ได้แต่หัวเราะฝืด ๆ ออกมา
“ข้ากลับคิดว่า ที่พี่เผยทำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะมีความตั้งใจบางอย่างลึก ๆ ทุกท่านอย่าเพิ่งโกรธไป คอยดูกันไปก่อน”
นางเบนสายตามองไปยังซูอี้ “ส่วนสหายน้อยท่านนี้ ในเมื่อพี่เผยให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ คงไม่ใช่ตัวตนที่ขอบเขตจักรวาลทั่วไปสามารถเปรียบเทียบได้เป็นแน่ เพราะอย่างไรเสีย มีใครบ้างในโลกนี้ที่จะโง่เขลาจนถึงขั้นรนหาที่ตายเช่นนี้? ข้าหวังยิ่งนักว่าสหายน้อยท่านนี้จะนำความตื่นตะลึงยินดีมาให้แก่พวกเรา”
พูดจบ นางหันไปผงกศีรษะให้ซูอี้ราวกับให้กำลังใจ
ซูอี้ตะลึง ยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้กล่าวอะไร
เผยหงจิ่งถ่ายทอดเสียงกล่าวอธิบาย “ท่านนั้นคือฮูหยินเซียงอวิ๋น มาจากหอตำราสัตย์ซื่อยุติธรรม เป็นสหายของข้า ครั้งนี้หอตำราสัตย์ซื่อยุติธรรมของพวกเขาได้ส่งตัวราชันเซียนผู้เก่งกาจที่ถือได้ว่าโดดเด่นมากมาท่านหนึ่ง”
พูดจบ เขามองไปที่ซูอี้ ส่งสัญญาณให้มองสตรีรูปร่างดีที่ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินเซียนอวิ๋น
นั่นคือสตรีที่มีท่าทีอ่อนช้อยสวมชุดกระโปรงสีเขียว หน้าตาสวยแฉล้ม
เผยหงจิ่งกล่าว “นางมีนามว่าอวี๋เซิง ความสามารถเป็นที่น่าตะลึง ไม่ด้อยไปกว่าเนี่ยเวยรุ่ยแห่งหอตำรากระท่อมสน ข้าคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่า ฮูหยินเซียนอวิ๋นจะยอมให้สตรีนางนี้เข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้”
ซูอี้ฟังออก เผยจิ่งหงดูจะชื่นชมและให้ความสำคัญต่อราชันเซียนหญิงที่มีนามว่า ‘อวี๋เซิง’ คนนี้มาก
เวลานี้ ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือเอ่ยพูด กลบเสียงทั้งหมดในงาน “เอาล่ะ เรื่องทั้งหมดได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ทุกท่านอย่าได้ถกกันถึงเรื่องนี้อีกเลย”
ทุกคนเงียบนิ่งไปในทันใด
พวกเขาต่างก็รู้กันชัดเจนว่า หากไม่ได้รับการพยักหน้าตอบรับจากทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้หอตำราภูผาขจีส่งเซียนขอบเขตจักรวาลเข้ามาร่วมงานได้
เสิ่นชิงสือกล่าวสำทับ “หลังจากครึ่งเค่อผ่านไป ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตก็จะเริ่มขึ้น สหายเต๋าที่เข้าร่วมศึกในครั้งนี้เริ่มจับฉลากได้”
ทันใด บ่าวคนหนึ่งข้างกายเสิ่นชิงสือก็เดินออกมา สองมือประคองกระบอกฉลาก มาอยู่ตรงหน้าซูอี้กับราชันเซียนคนอื่น ๆ อีกสิบเจ็ดคนที่มาร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้
หลังจากจับฉลากเสร็จ ผลการจัดอันดับการขึ้นประลองเป็นตายของพวกเขาทั้งสิบแปดคนก็จะได้ข้อสรุป
ไม่นานนัก การจับฉลากก็สิ้นสุดลง หลังจากประกาศผล ซูอี้ได้ขึ้นไปประลองเป็นคนที่เจ็ด!
“ประลองเป็นคนที่เจ็ดเช่นนั้นหรือ?”
ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวกับตัวเองเบา ๆ
ผู้ชายสวมชุดสีเทาสบถเสียงร้องฮึ “เป็นอย่างไร เด็กน้อยอย่างเจ้ายังอยากจะรนหาที่ตายเป็นคนแรกอีกเช่นนั้นหรือ?”
ซูอี้ตอบน้ำเสียงราบเรียบ “แน่นอน ข้าคิดว่ากฎการจับฉลากนี้ควรต้องเปลี่ยนใหม่ได้แล้ว เหมือนดังที่เจ้าว่า จัดให้ข้าได้ออกโรงเป็นคนแรก”
ผู้ชายสวมชุดสีเทานิ่งตะลึง
คนอื่น ๆ ก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน คนหนุ่มขอบเขตจักรวาลคนนี้ช่างไม่กลัวตายเอาเสียเลย ยังอยากจะตายให้เร็วขึ้นอีกเช่นนั้นหรือ?
มีคนหัวเราะด้วยความไม่พอใจ “น่าขัน! กฎก็คือกฎ จะแก้ไขเพื่อเจ้าเพียงคนเดียวได้อย่างไรกัน?”
“ร้อนใจอยากตายเร็ว ๆ มากเช่นนั้นหรือ?”
“หึ หอตำราภูผาขจีช่างร้ายกาจเสียจริง ไม่รู้ว่าไปหาเด็กน้อยที่ไม่รู้จักกลัวตายเช่นนี้มาจากที่ใด”
….ทุกคนต่างก็พูดจาเสียดสีกันไปต่าง ๆ นานา ไม่เพียงแต่ด่ากล่าวโทษซูอี้เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นยังถือโอกาสหัวเราะเยาะเผยจิ่งหงอีกด้วย
สุดท้าย ไม่มีใครทำตามคำแนะนำของซูอี้
คนต้อยต่ำ คำพูดไร้น้ำหนัก ก็เป็นเช่นนี้
ซูอี้ไม่ขัดขืนดื้อดึงอีก
……
เวลาเที่ยงตรง เสียงแตรยาวก็ดังกึกก้องไปทั่วปฐพี
นอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด บนแดนร้างกระหายโลหิตที่ไร้ขอบเขต ผู้แข็งแกร่งของเผ่ามารนอกแดนเริ่มเดินทางกันแล้วในเวลานี้
ครืน!
ฟ้าดินสั่นสะเทือน พลังมารทะลุฟ้า
กองทัพที่ประกอบด้วยผู้แข็งแกร่งระดับมหามารหกตนกับผู้แข็งแกร่งระดับเสนามารสิบแปดตนมุ่งหน้ามายังด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแห่งนี้
มหามารของเผ่ามารนอกแดนเป็นตัวตนน่ากลัวที่สามารถทัดทานมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ของแดนเซียนได้!
ตอนนี้ มหามารทั้งหกออกเดินทางพร้อมกัน เพียงกลิ่นอายพลังที่ปล่อยออกมาจากตัวก็ถึงกับทำให้ฟ้าดินต้องเปลี่ยนสี ภูเขาและลำน้ำต้องอับแสง
ส่วนด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดทางนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายล้วนหยุดลง หัวใจทุกผู้สั่นสะท้าน กลั้นหายใจ ทำสมาธิ เบนสายตามองไปอย่างพร้อมเพรียงกัน
ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!!
ครืน!
มองไปก็เห็นผู้แข็งแกร่งเผ่ามารนอกแดนเหล่านั้นกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว ฉับพลันพรมแดนก็ปรากฏขึ้น ราวกับมีม่านสวรรค์โปร่งใสกั้นกลางระหว่างแดนร้างกระหายโลหิตกับด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
พรมแดนที่ว่านั้นรุนแรงร้ายกาจ แฝงไว้ซึ่งกฎเกณฑ์วิถีเซียนผุดขึ้น ลี้ลับและบางเบา ถูกใช้ออกผ่าน ‘ศิลาวิถีปกครองสวรรค์’!
ทันใด ผู้แข็งแกร่งของเผ่ามารนอกแดนเหล่านั้นก็หยุดลงตรงหน้าพรมแดนเส้นนั้น ไม่กล้าเดินหน้าเข้ามาอีก
“คนผู้นั้นต้องเป็นอิ๋นเป๋ยอู่แน่! เสนามารผู้ไร้เทียมทาน เป็นคนหนุ่มยุคใหม่ของเผ่ามารจันทราเงิน มีรากฐานน่ากลัวและเก่งฉกาจนัก!”
ฝ่ายแดนเซียนทางนี้ สายตานับหลายคู่หันไปมองที่คนคนเดียวกัน
คนนั้นคือชายรูปงามหน้าตาคล้ายกับหนุ่มน้อย ผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ใบหน้าหล่อเหลา สวมชุดสีดำ ยืนมือไพล่หลัง
ท่าทีสบาย ๆ ทั้งยังคาบก้านหญ้าเล่นในปาก เวลาที่ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นหรี่ลง คล้ายกับพระจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า
อิ๋นเป๋ยอู่!
ท่ามกลางศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ เขาเป็นบุคคลไร้เทียมทานระดับเสนามารที่ได้รับการจับตามองอย่างที่สุด ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของเขาดังกระฉ่อนไปทั่วด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
และก็เป็นเพราะการปรากฏตัวของอิ๋นเป๋ยอู่เช่นกัน ทำให้ผู้แข็งแกร่งของแดนเซียนจำนวนมากไม่เห็นความสำคัญของศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้
โดยไม่ต้องสงสัย เพราะอิ๋นเป๋ยอู่เป็นคนเก่งที่สุดของฝั่งมารนอกแดน!
“มหามารหกคน ในจำนวนนี้มีสามคนที่มาจากเผ่ามารจันทราเงิน ส่วนคนอื่นอีกสามคนมาจากเผ่ามารอัคคีทอง เผ่ามารรวมละล่อง และเผ่ามารเรืองอาคเนย์”
บนแท่นเซียนสุรบถเมฆา เพียงแวบเดียวเท่านั้นซูอี้ก็มองรากฐานของมหามารทั้งหกตนนี้ออก
ส่วนผู้แข็งแกร่งระดับเสนามารสิบแปดตน เขาแค่กวาดตามองเท่านั้น ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
แม้กระทั่งอิ๋นเป๋ยอู่ผู้นำมาซึ่งการจับตามองของคนจำนวนนับไม่ถ้วน ก็ยังไม่เคยได้รับความสนใจจากซูอี้เลยเช่นกัน
ทว่าเผชิญกับกองกำลังเช่นนี้ ทุกผู้ฝั่งแดนเซียนต่างก็ไม่ประมาท แต่ละคนสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ
บรรยากาศอึมครึมและวังเวง พลังแห่งการเข่นฆ่าตลบอบอวลไปทั่วผืนปฐพี
ฝั่งมารนอกแดนทางนั้น
ทันใดมีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผู้ร่วมรบของฝ่ายแดนเซียนของพวกเจ้า ล้างคอจนสะอาดเพื่อรอรับความตายแล้วใช่หรือไม่?”
เสียงดังราวกับเสียงอสนีบาต ดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน
อิ๋นเซี่ยวเทียน ตัวตนระดับมหามารของเผ่ามารนอกแดน และก็เป็นผู้นำกองทัพฝ่ายมารต่างแดนในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
คำพูดประโยคนี้ของเขา เต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลน ทำให้ทุกคนในฝั่งแดนเซียนสีหน้าบูดบึ้ง ไม่พอใจ
จะโอหังเกินไปแล้ว!
เห็นชัดว่าไม่ได้มองฝั่งแดนเซียนของพวกเขาอยู่ในสายตา!
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือยืดตัวขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่ต้องพูดมาก ประลองเป็นตายกันเลยดีกว่า”
อิ๋นเซี่ยวเทียนเงยหน้าหัวเราะเสียงดัง “ได้! ในเมื่อรีบร้อนอยากตายนัก ข้าก็จะส่งเสริมพวกเจ้า!”
พูดจบ เขาก็โบกมือ “จินจง เจ้าออกไปประลองก่อนเป็นคนแรก”
“ขอรับ!”
ชายร่างสูงใหญ่มีเพลิงมารสีทองแผ่กระจายไปทั่วตัวก้าวเดินออกมา
สายตาของเขาราวกับอัสนี กวาดมองไปบนแท่นเซียนสุรบถเมฆาแห่งนั้นแล้วแสยะยิ้ม “ฝั่งแดนเซียนของพวกเจ้าทางนั้น ใครจะมาหาที่ตายก่อนเป็นคนแรก?”
เพลิงพลังปะทุฟ้า กำลังอานุภาพน่ากลัว
“โอหังอะไรนัก ข้าฉินผู้นี้จะมาเด็ดหัวของเจ้า!”
เสียงสบถร้องฮึดังขึ้น บนด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ราชันเซียนคนแรกออกรบแล้ว
คนผู้นี้เป็นชายที่แต่งกายด้วยชุดทหาร นามว่าฉินเฟิง ราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์!
เขาก้าวลงมาจากแท่นเซียนสุรบถเมฆา ตรงไปยังนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ทะลุผ่านไปนอกพรมแดนป้องกันเส้นนั้น
สวบ!
แค่ครู่เดียว สายตาทุกคู่ของกองทัพเทพและมารทั้งสองฝ่ายก็จับจ้องไปที่ร่างของฉินเฟิงกับจินจงของเผ่ามารนอกแดนอย่างพร้อมเพรียงกัน
บรรยากาศตรงหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัด กดดัน
ศึกใหญ่กำลังปะทุขึ้นแล้ว!
กฎศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตไม่มีความซับซ้อน
ทั้งสองฝ่ายต้องต่อสู้กันนอกพรมแดนป้องกันของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด สู้กันตัวต่อตัวจนตายกันไปข้างหนึ่ง
หนีไม่ได้!
ยอมแพ้ไม่ได้!
ใช้สมบัติล้ำค่าและพลังจากภายนอกที่เกินกว่าขอบเขตของตัวเองไม่ได้!
จะต้องสู้กันจนตายกันไปข้าง!
ในช่วงระหว่างนี้ ตัวตนยิ่งใหญ่ของกองทัพทั้งสองฝ่ายไม่อาจยื่นมือเข้าสอดได้
“เด็ดหัวของข้าเช่นนั้นหรือ? ฮ่า ๆๆ ถ้าเช่นนั้นข้าจะทุบหัวของเจ้าให้แตกละเอียดเสียก่อน!”
เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสดังขึ้น จินจงบุกออกไปในทันใด
ตูม!
ร่างของเขาระเบิดเพลิงมารสีทองสูงหมื่นจั้ง ราวกับเทพมารเดินออกมาจากเพลิง จากนั้นซัดฝ่ามือเข้าใส่ฉินเฟิง
ขณะเดียวกัน ฉินเฟิงชักดาบรบออกมา กฎเกณฑ์วิถีเซียนสาดส่องไปรอบตัว จากนั้นรุกเข้าไปเผชิญหน้า
ศึกใหญ่ระเบิดขึ้นแล้วในเวลานี้ เพียงชั่วครู่ก็เข้าสู่การต่อสู้ที่ดุเดือดและอันตรายอย่างที่สุด เสียงร้องตื่นตระหนกดังขึ้นเป็นพัก ๆ
แม้กระทั่งมหาเซียนเหล่านั้นก็ยังกลั้นหายใจสงบสติ จ้องศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตที่ดุเดือด
ทว่าซูอี้กลับเก็บสายตากลับมา หยิบไหสุราออกมาจิบ พลางทอดถอนใจ
เขามองออกนานแล้ว ถึงแม้ฉินเฟิงจะเป็นราชันเซียนขั้นสมบูรณ์ ระดับวิถีก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่ง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับจินจง ผู้แข็งแกร่งระดับเสนามารที่มาจากเผ่ามารอัคคีทองเช่นนี้ มีแต่แพ้เท่านั้น
การคาดคะเนเช่นนี้ ทำให้ซูอี้รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
และก็เป็นตามความคาดหมาย…
เหมือนกับต้องการจะพิสูจน์ผลการคาดเดาของซูอี้ หลังจากผ่านไปสักครู่ ฉินเฟิงก็แพ้
ถูกจินจงตบกระโหลกจนแตกในฝ่ามือเดียว ตายอนาถคาที่
ฝั่งแดนเซียนสงบนิ่ง ไร้สุ้มเสียง
ฝั่งมารนอกแดนกลับมีเสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นเป็นพัก ๆ
ช่างบาดรูหูเสียเหลือเกิน!!