บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1640: อวี๋เซิง
ตอนที่ 1640: อวี๋เซิง
ฉินเฟิง
ราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ เป็นผู้มีฝีมือล้ำเลิศคนหนึ่งในบรรดาราชันเซียนทั้งหลายที่เข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้
ทว่า โดนฆ่าสังหารภายในเวลาแค่ชั่วครู่!
ภาพเหตุการณ์น่าสลดเช่นนั้นราวกับค้อนเหล็กหนัก ๆ ทุบกระแทกลงบนหัวใจทุกคนฝั่งแดนเซียน
บ้างเศร้าสลด
บ้างกังวลใจ
ศึกแรกเปิดประเดิมก็ปิดฉากลงด้วยความพ่ายแพ้ สร้างความกระทบกระเทือนใจอย่างหนักโดยไม่ต้องสงสัย
“ยังอยากจะเด็ดหัวข้า ไม่รู้จักประมาณตน!”
ในสนาม เสียงหัวเราะดังกระหึ่มของจินจงดังขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวใคร
“ราชันเซียนของฝั่งแดนเซียนนับวันก็ยิ่งใช้ไม่ได้”
มหามารตนหนึ่งส่ายหน้าราวกับผิดหวังเสียเหลือเกิน
“แย่มากจริง ๆ”
อิ๋นเป๋ยอู่ขมวดคิ้ว “ข้าเข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ เดิมทีคิดว่าจะได้เจอคู่ต่อสู้ที่พอใช้ได้บ้าง แต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว ข้าขี้เกียจจะออกศึกด้วยตนเองเสียแล้วสิ”
เห็นได้ชัดว่าเขามั่นใจและหยิ่งผยองในตัวเองมาก แสดงความดูแคลนและผิดหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“จินจง เจ้าต้องการจะเข้ามาพักผ่อนสักหน่อยหรือไม่?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนถาม
ตามกฎศึกเซียนมารเดิมพันชีวิต ขอเพียงได้รับชัยชนะก็สามารถหยุดพักได้ชั่วคราวเพื่อรอการประลองนัดต่อไป
หรือเลือกที่จะเข่นฆ่าต่อ ก็ได้เช่นเดียวกัน
จินจงตอบอย่างรวดเร็ว “ไม่ต้อง ข้ายังไม่สาแก่ใจ!”
พูดจบ เขามองไปที่แท่นเซียนสุรบถเมฆาด้วยความท้าทาย กล่าว “คนที่จะออกมาสู้เป็นคนที่สองคือใคร? รีบไสหัวมา!”
วาจาที่กล่าวเต็มไปด้วยความหมิ่นประมาทดูแคลน
สายตาทุกคนในฝั่งแดนเซียนต่างก็มองไปที่ผู้ชายผู้สวมชุดเกราะมือถือหอกรบคนนั้น
อู่เหิงทง!
ราชันเซียนรุ่นอาวุโส มีความสามารถแกร่งกล้า ผ่านการต่อสู้รบราฆ่าฟันมานับครั้งไม่ถ้วน มีประสบการณ์โชกโชน
เขาก็คือราชันเซียนที่จะออกรบเป็นคนที่สอง!
เขาสาวเท้าก้าวใหญ่ ๆ ตรงไปยังแท่นเซียนสุรบถเมฆาอย่างไม่รอช้า
และเสียงทุ้มหนักของเขาก็ดังก้องไปทั่วแท่นเซียนสุรบถเมฆา
“อาจารย์ หากว่าข้าต้องตายในการต่อสู้ครั้งนี้ หวังว่าท่านจะสามารถเก็บกระดูกของข้ากลับมาฝังที่บ้านเกิดข้า ศิษย์… ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง!”
ทุกคนต่างก็สีหน้าแปรเปลี่ยน กระสับกระส่าย
มหาเซียนม่ออวิ๋นกล่าวรับปากหนักแน่น
เขาคืออาจารย์อาของอู่เหิงทง
การประลองครั้งที่สองเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ต้องยอมรับว่าอู่เหิงทงแข็งแกร่งมาก ทว่าจินจงไล่รุกอย่างดุเดือด ไม่กลัวตายแม้แต่น้อย
ระหว่างการประลอง อู่เหิงทงได้รับบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ชุดเกราะที่ใส่หลุดรุ่ย หอกรบในมือหักเป็นท่อน ๆ
ทว่าเช่นเดียวกัน จินจงแห่งเผ่ามารนอกแดนก็ได้รับบาดเจ็บมากเช่นกัน!
ศึกครั้งนี้ สามารถกล่าวได้ว่า ‘สยดสยอง’
แต่น่าเสียดาย สุดท้ายอู๋เหิงทงก็ยังพ่ายแพ้อยู่ดี
โดนจินจงชกจนร่างเละในหมัดเดียว หมัดทะลุอก ร่างฉีก เลือดสาดกระเซ็น
ทุกคนในเหตุการณ์เงียบกริบ
คนของฝั่งแดนเซียนต่างก็แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา
“เหิงทง…”
มหาเซียนม่ออวิ๋นแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด นัยน์ตาแดงก่ำ สองมือกำหมัดแน่น เคียดแค้นชิงชัง
ซูอี้ยกไหสุราขึ้นราดลงบนพื้น กล่าวในใจเบา ๆ ‘ต่อให้ตายกระดูกก็ยังหอม สมแล้วที่เป็นวีรบุรุษ สหายเต๋า จงไปสู่สุคติ!’
เมื่อการประลองครั้งที่สามเริ่มขึ้น เป็นเพราะจินจงได้รับบาดเจ็บสาหัส ฝั่งมารนอกแดนทางนั้น จำต้องให้จินจงหยุดพักชั่วคราว
เปลี่ยนตัวผู้แข็งแกร่งระดับเสนามารที่มีนามว่า ‘ฝูเสวี่ยเซิง’ ขึ้นแทน
คนผู้นี้มาจากเผ่ามารรวมละล่อง ใบหน้างดงามเยือกเย็น มีดวงตาสีเขียวมรกต กลิ่นอายปีศาจยั่วยวน
ส่วนฝั่งแดนเซียน ราชันเซียนที่ออกศึกมีนามว่าโจวเชียนชิว เป็นราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง มาจากสำนักเซียนวารีสวรรค์
คนผู้นี้เพิ่งขึ้นสู้ ไม่เกินสามกระบวนท่าเท่านั้นก็ถูกฝูเสวี่ยเซิงบิดคอ ร่างถูกเผากลายเป็นธุลี!
ทำให้คนทั้งหลายในแดนเซียนสีหน้าบูดบึ้งดูไม่ได้
ซูอี้ก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
ความสามารถของโจวเชียนชิวคนนี้ ไม่ถือว่าสุดยอด เทียบกับฉินเฟิงกับอู่เหิงทงที่ออกศึกเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้!
นอกจากนี้ ราวกับคนผู้นี้รู้ตัวก่อนแล้วว่าต้องตายตก ขณะที่ต่อสู้ห้ำหั่น จิตใจหวั่นไหว ความมุ่งมั่นเลือนหาย ไม่สามารถต้านทานต่อสู้ได้แม้แต่น้อย
มหาเซียนตนหนึ่งทนไม่ไหวกล่าวประชด “หึ สำนักเซียนวารีสวรรค์ของพวกเจ้าช่างเข้าใจทำเสียจริง ส่งราชันเซียนที่มีจิตมารผจญจนใกล้จะแตกสลายมาตาย!”
ประโยคเดียว ทำให้สีหน้าคนจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนไป
ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ เวลาที่ขุมกำลังวิถีเซียนทั้งหลายส่งราชันเซียนเข้ามาร่วม จะส่งผู้แข็งแกร่งที่ไม่ค่อยได้เรื่องมาเพราะเกรงว่าราชันเซียนระดับสุดยอดของสำนักตนเองจะพลาดพลั้ง
ตัวประหลาดขอบเขตมหาเซียนตนหนึ่งของสำนักเซียนวารีสวรรค์กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “โจวเชียนชิวเป็นราชันเซียนของสำนักข้า หากว่ามีตัวเลือกอื่น สำนักของข้าจะส่งเขาออกศึกเช่นนั้นหรือ?”
มีคนกล่าวต่อว่าขึ้นมาในทันใด “เท่าที่ข้ารู้มา โจวเชียนชิวผู้นี้เป็นตัวตนของสำนักในสังกัดที่อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักเซียนวารีสวรรค์ของพวกเจ้าเท่านั้น และเพิ่งเข้าสวามิภักดิ์ต่อสำนักวารีสวรรค์ของพวกเจ้าเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ตัวตนร้ายกาจอะไรเลยสักนิด!”
เห็นว่าเริ่มจะมีปากเสียงขึ้นแล้ว ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือส่งเสียงตวาด “อย่าได้ทะเลาะกันอีก ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ?”
ทุกคนจึงเงียบเสียงลง
ซูอี้มองดูสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้ว อดส่ายหน้าไม่ได้
ขุมกำลังวิถีเซียนที่เฝ้าประจำการ ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเหล่านี้ นับวันมีแต่จะแย่ไปทุกที!
เหมือนดังสำนักเซียนวารีสวรรค์ เห็นชัด ๆ ว่าเลี่ยงการออกศึก ไม่เห็นความสำคัญของศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ จึงได้ส่งราชันเซียนในสังกัดออกมาตาย!
และสถานการณ์เช่นนี้ จะต้องมีอยู่ไม่น้อยเป็นแน่!
เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ซูอี้รู้สึกสลดใจอยู่บ้าง
แค่ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตเท่านั้น ทว่าฝั่งแดนเซียนทางนี้กลับเป็นฝ่ายมีปัญหาขึ้นมาเสียก่อน ต่างฝ่ายต่างมีความคิดแตกแยก!
ไม่นานนักการประลองครั้งที่สี่ก็เริ่มขึ้น
ฝั่งแดนเซียนทางนี้ ราชันเซียนอาวุโสที่ออกโรงมีนามว่า ‘หนิวมู่’ วิถีลึกล้ำไม่น้อย มีประสบการณ์การต่อสู้อย่างโชกโชน
แต่เสียดาย เทียบกับฝูเสวี่ยเซิงของเผ่ามารนอกแดนแล้ว อย่างไรเสียก็ยังด้อยกว่า สุดท้ายยังคงต้องพ่ายแพ้ไป
ถูกแทงทะลุกลางหน้าผาก ร่างกายและวิญญาณแตกดับ
จนถึงตอนนี้ ฝั่งแดนเซียนทางนี้พ่ายแพ้ติดต่อกันสี่สนาม ทำให้ทุกคน ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดพากันหน้าสลดหมดคำพูด แต่ละคนต่างก็กังวลใจ สีหน้าเคร่งเครียด
“แดนเซียนของพวกเจ้าไม่มีคนอื่นอีกแล้วหรือ จึงได้ส่งพวกไม่ได้เรื่องเช่นนี้มา ข้ารู้สึกผิดหวังอย่างมาก!”
บนสนามประลองที่ห่างออกไป ฝูเสวี่ยเซิงผู้รับชัยชนะติดต่อกันสองครั้งส่งเสียงพูดประชดประชัน
“หรือว่า คนของแดนเซียนของพวกเจ้ากลัว? ไม่กล้าต่อสู้กับพวกข้าอีก!”
มหามารชราภาพตนหนึ่งเอ่ยพูดด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ
“ฮ่า ๆ แดนเซียนในตอนนี้ ไม่ไหวเลยจริง ๆ ไร้ซึ่งวีรบุรุษ มีแต่ตัวตลก!”
คำพูดเปรียบเปรยเหล่านั้นทำให้คนของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดรู้สึกอัปยศอดสู ในใจมีไฟลุกฮือ อยากจะระเบิด
“ข้าจะไปฆ่าเขา”
อวี๋เซิงผู้มีใบหน้างดงามสวมชุดกระโปรงสีเขียวก้าวออกมา
นางมาจากหอตำราสัตย์ซื่อยุติธรรม เป็นผู้ออกศึกคนที่ห้า
“ระวังตัวด้วย”
ฮูหยินเซียงอวิ๋นสั่งกำชับ
อวี๋เซิงรับคำ จากนั้นพุ่งออกไปจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ราชันเซียนหญิงคนนี้ท่าทางอ่อนโยน สงบนิ่งประดุจน้ำ แต่เมื่อนางมาอยู่บนสนามประลองแล้ว ในตัวมีพลังยิ่งใหญ่โชติช่วงพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า
ครืน!
ฟ้าดินสั่นสะเทือน เมฆสีเขียวขนาดเท่ากับฝ่ามือผุดล้อมรอบตัวอวี๋เซิง ทำให้ลักษณะของนางแลดูสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา
“หืม?”
เมื่อรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพลังของอวี๋เซิงแล้ว ซูอี้รู้สึกประหลาดใจ
“เมฆาเขียวมหาวิถีแปดร้อยดอก! พลังสะท้านฟ้าสามหมื่นจั้ง! นึกไม่ถึงเลยว่าหอตำราสัตย์ซื่อยุติธรรมในตอนนี้ยังมีคนที่สามารถฝึกฝน ‘คัมภีร์วิถีสลายเมฆาเขียว’ ได้จนถึงขั้นนี้!”
ซูอี้ตกใจ
ก่อนหน้านี้ เผยหงจิ่งเคยแนะนำอวี๋เซิงให้เขารู้จัก
ทว่าซูอี้เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่า คำบอกกล่าวของเผยหงจิ่งนั้นไม่ถูกต้อง รากฐานและความสามารถของอวี๋เซิงคนนี้ ควรจะเหนือกว่าเนี่ยเวยรุ่ยมาก!
คัมภีร์วิถีสลายเมฆาเขียวนี้เป็นหนึ่งในสามมหาคัมภีร์ยิ่งใหญ่ของหอตำราสัตย์ซื่อยุติธรรม มีความลึกล้ำเป็นอย่างมาก
ตามที่ซูอี้รู้มา ผู้ใดก็ตามที่สามารถฝึกฝนคัมภีร์ฉบับนี้ได้ ล้วนเป็นบุคลากรแห่งโลกกว้างที่หาพบได้ยากทั้งสิ้น!
“คราวนี้ มีความหวังขึ้นมาแล้ว”
ซูอี้รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมา
การประลองสี่ครั้งเมื่อก่อนหน้านี้ ฝั่งแดนเซียนทางนี้พ่ายแพ้ย่อยยับจนไม่มีที่จะซุกหน้า ทำให้ซูอี้รู้สึกอึดอัดอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง
แต่ตอนนี้ เมื่ออวี๋เซิงปรากฏตัว นางทำให้เขามองเห็นโอกาสพลิกผันขึ้นมา!
อย่างรวดเร็ว การประลองครั้งที่ห้าก็เปิดฉาก
อวี๋เซิงเพิ่งขึ้นประลองก็แสดงความร้ายกาจอันน่าตื่นตะลึงออกมา รวดเร็วปานอัสนี รุนแรงปานผ่ากระบอกไผ่ สยบความผยองของฝูเสวี่ยเซิงลงไปในทันใด
หลังจากผ่านไปเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น อวี๋เซิงก็บุกโจมตีจนฝูเสวี่ยเซิงได้รับบาดเจ็บไปทั้งตัว
ฝีมือการต่อสู้ที่รวดเร็วและรุนแรงเช่นนั้น สง่างามเหนือชั้น นำมาซึ่งเสียงร้องเฮด้วยความดีใจของฝั่งแดนเซียน!
จนกระทั่งอวี๋เซิงสังหารฝูเสวี่ยเซิงตายคาที่ ทั่วทั้งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็ลุกเฮ ตะโกนท้าทายเสียงดังสนั่นฟ้า
ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ
แม้กระทั่งมหาเซียนเหล่านั้นก็ยังพลอยตื่นเต้นไปด้วย ปลื้มปีติยินดียิ่งนัก
ในที่สุดก็ชนะแล้วสนามหนึ่ง!
และยังเป็นชัยชนะที่งดงามเสียด้วย!
“ฮูหยินเซียงอวิ๋น การแสดงออกของอวี๋เซิงทำให้ข้าตื่นตะลึงมากจริง ๆ”
เผยจิ่งหงหัวเราะพลางกล่าว
ฮูหยินเซียงอวิ๋นไม่รู้สึกดีใจมากเท่าใดนัก กลับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล “กล่าวตามตรง เมื่อไม่นานมานี้ ระดับวิถีของอวี๋เซิงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง บัดนี้นางเป็นราชันเซียนคนแรกของหอตำราสัตย์ซื่อยุติธรรมของข้า ที่สำคัญคือ ศักยภาพกับความเก่งกาจของนางเรียกได้ว่าล้ำหน้ามาก แต่นางคนเดียว… เกรงว่ายากนักจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในวันนี้ได้”
พูดจบ นางทอดถอนใจ
กฎระเบียบของการประลองเป็นตายของเทพและมารก็คือ ยกเว้นเสียแต่ว่าผู้แข็งแกร่งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้วนตายกันหมด จึงจะสิ้นสุดการประลอง
และต้องเข้าใจด้วยว่า ฝั่งมารนอกแดนทางนั้นมีคนเก่งมากมายราวกับก้อนเมฆบนฟ้า ยิ่งกว่านั้นยังมีอิ๋นเป๋ยอู่เสนามารผู้ไร้เทียมทานและน่ากลัวเป็นตัวหลักอีก
อวี๋เซิงคนเดียว เกรงว่าไม่อาจสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดได้!
และเมื่อฝั่งแดนเซียนแพ้ นั่นก็หมายความว่า อวี๋เซิงจะต้องจบชีวิตในสนามรบด้วย!
ผลในลักษณะนี้ แค่คิดก็ทำให้ฮูหยินเซียงอวิ๋นรู้สึกกังวลแล้ว ยากนักจะดีใจขึ้นมาได้
เผยหงจิ่งอึ้งไปชั่วครู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สหายเต๋าไม่ต้องกังวลไป ศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในวันนี้ จะต้องมีเหตุพลิกผันเป็นแน่!”
ทว่าเห็นซูอี้มัวแต่นั่งดื่มสุราของตัวเองด้วยสีหน้าราบเรียบเหมือนเช่นเคยอยู่ทางนั้น
“จะมีเหตุพลิกผันเช่นนั้นหรือ?”
ฮูหยินเซียงอวิ๋นใช้ความคิด นางรู้สึกตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว ดูเหมือนว่าเผยหงจิ่งเจ้าตำหนักภูผาขจีคนนี้จะมั่นใจในตัวเซียนขอบเขตจักรวาลที่ชื่อว่าซูอี้คนนั้นมาก!
“ข้าก็หวังเช่นกันว่าจะเป็นเช่นนั้น”
ฮูหยินเซียงอวิ๋นกล่าวเบา ๆ
ฝั่งแดนเซียนทางนี้ตื่นเต้นดีอกดีใจกันยกใหญ่ ส่วนฝั่งมารนอกแดนทางนั้นกลับแลดูอึดอัด
การตายของฝูเสวี่ยเซิง สร้างความกระเทือนใจแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถที่อวี๋เซิงแสดงออกมา นำมาซึ่งการจับตามองของบุคคลระดับมหามาร!
อิ๋นเป๋ยอู่ลูบคาง กล่าว “ไม่เลว ในที่สุดฝั่งแดนเซียนก็มีตัวตนที่ยังพอเข้าตาได้สักที แต่เสียดาย ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะให้ข้าลงมือต่อสู้ด้วยตนเอง”
เขามีท่าทีสบาย ๆ นั่งอยู่กลางอากาศ ในคำกล่าววิจารณ์ที่เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ เต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเองอย่างเต็มที่
ดาบรบอันน่าตื่นตะลึงของอวี๋เซิงยังไม่แกร่งพอจะเป็นคู่ต่อสู้ของอิ๋นเป๋ยอู่เช่นนั้นหรือ?
อวี๋เซิงยืนอยู่กลางสนามยุทธ์ สีหน้าสงบราบเรียบ ไม่รู้สึกสะทกสะท้าน กล่าวเสียงแผ่วเบา “คนถัดไป”
น้ำเสียงแผ่ว ๆ ทว่าดังก้องไปทั่วปฐพี
อย่างไม่ต้องสงสัย นางไม่คิดจะหยุดพัก แต่ต้องการจะสู้รบต่อ!
………………..