บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1642: ซูอี้ออกโรง
ตอนที่ 1642: ซูอี้ออกโรง
วาจาของราชันเซียนจางหลินสะท้อนทั่วฟ้าดินเนิ่นนาน
มหาเซียนทั้งหลายล้วนดูกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
บนกำแพงด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ผู้ชมหลายคนลดสายตาลงราวกับละอาย
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว นี่แหละสิ่งที่เขากังวลที่สุด!
การที่อีกฝ่ายบอกความคิดของตนออกมาเช่นนี้ บางทีอาจเป็นตัวอย่าง
หากทุกผู้คิดเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดใครเล่าจะยอมสละชีวิตหลั่งเลือดต่อสู้ให้กับแดนเซียน?
เมืองหมื่นดาราเป็นปราการบนชายแดนสนามรบ เป็นแนวป้องกันทัพหน้าแห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด จะเปิดให้คนจากโลกภายนอกเข้ามาได้เช่นไร?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเปิดบ่อนพนันในเมือง เอาชีวิตของเหล่าราชันเซียนผู้เข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตมาเป็นสิ่งบันเทิง การกระทำเช่นนี้สมควรตายด้วยซ้ำ!
ทว่ายามนี้ เมื่อได้ยินเสียงคำรามของจางหลิน คนบางผู้หาคิดเช่นนั้นไม่!
“กลัวก็คือกลัว เหตุใดต้องหาข้ออ้าง!”
บนกำแพงเมือง ผู้ชมในชุดผ้าแพรผู้หนึ่งกล่าวดังลั่น
“นั่นสิ หากไม่พอใจ ก็ปาดคอตัวฆ่าตัวตายไปเลยสิ จะได้ช่วยไว้หน้าแก่ฝ่ายแดนเซียนของเราด้วย!”
“ไม่อายบ้างหรือที่ให้พวกเผ่ามารนอกแดนมาเห็นเรื่องตลกเช่นนี้?”
“ผู้อาวุโสอวี๋เซิงไม่ได้กล่าวอันใด แล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาก่อเรื่องใหญ่โต?”
หลายผู้ส่งเสียงโวยวายมาจากบนกำแพงเมือง กล่าวหาจางหลินว่าขี้แพ้ ประชดประชันอย่างไร้ความเกรงใจ
ใบหน้าของจางหลินแดงก่ำด้วยโทสะ เขาเสสรวลอย่างโกรธแค้น “ดูสิ ไอ้พวกสารเลวพวกนี้ ยังอยากให้ข้าสละชีพสู้อยู่หรือ?”
เหล่าราชันเซียนผู้เข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตต่างรู้สึกขมขื่นใจเช่นกัน
วาจาของจางหลินสอดคล้องกับความคิดของพวกเขา ชวนให้หดหู่หม่นหมอง
ยามพวกเขาเข้าร่วมศึกชี้เป็นตาย ในใจก็คิดไว้แล้วว่าต้องตาย
ใครเล่าจะคาดว่าพวกผู้ชมฝ่ายแดนเซียนจะแค่อยากเห็นเรื่องสนุก กระทั่งเอาชีวิตพวกเขาไปเดิมพันกันสนุกสนาน?
บ้าไปแล้ว!
ทางฝั่งมารนอกแดน หลังจากเห็นเหตุการณ์นี้ ก็อดหัวเราะกันมิได้ เสียงเสสรวลของพวกเขาแพร่ไปทั่วด้าวแดน
“พอที!”
ใบหน้าของทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือดำคล้ำ ขณะจ้องมองจางหลินและกล่าวว่า “ตามกฎแล้ว เมื่อเข้าร่วมสงคราม เจ้าต้องมิถอนตัวเด็ดขาด หาไม่ก็ต้องตาย!”
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ สายตาทุกคู่มองมายังจางหลิน
จางหลินแค่นยิ้มเย้ยหยันราวผิดหวัง “มีแต่ตายกับตาย แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะไม่ลงแรงเพื่อไอ้สารเลวพวกนั้น ข้าบอกแล้ว พวกเขาหาคู่ควรไม่!”
วาจาของเขาสนั่นก้อง
ทุกผู้ล้วนได้ยินความแค้นเคืองและโทสะในวาจาเหล่านั้น!
มหามารอิ๋นเซี่ยวเทียนที่อยู่ข้างนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดกล่าวอย่างใจร้อน “อย่าเสียเวลา รีบฆ่าเขาสิ แล้วส่งคนอื่นมาสู้จนตัวตาย!”
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือสูดหายใจลึก ๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าหน้าที่!”
เขากำลังจะออกคำสั่งประหารจางหลิน
“ช้าก่อน!”
ซูอี้ลุกขึ้น “ข้าจะไปสู้แทนเขาเอง”
“เจ้าหรือ?”
เสิ่งชิงสือขมวดคิ้ว เจ้าหนูในขอบเขตจักรวาลนี้โผล่มาเพิ่มความปั่นป่วนเสียได้!
รอบข้างเกิดเสียงอื้ออึง
“ไม่ใช่ว่าคนแซ่ซูนั่นเป็นเซียนขอบเขตจักรวาลหรือ? เขาอยากจะมาสู้แทนจางหลิน คงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง!”
“โอ้ ดูห้าวหาญเสียจริง ทว่ากลับโง่เง่ายิ่งนัก!”
“ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าเหตุใดเขาจึงมาสู้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงเซียนขอบเขตจักรวาลแท้ ๆ?”
…รอบข้างปั่นป่วนราวหม้อระเบิด ซูอี้ผู้ยืนขึ้นอาสาตนถูกคำตำหนิเสียดสีประดังประเดมิขาดสาย
อันที่จริง เมื่อเขากับเผยหงจิ่งมาในวันนี้ พวกเขาก็มิอาจนับได้แล้วว่าถูกประชดล้อเลียนมามากมายเพียงไร
ยามนี้เมื่อเขาลุกขึ้นอาสาต่อสู้แทนจางหลิน เหล่ามหาเซียนก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจยิ่ง
เผยหงจิ่งมิอาจทานทนอีกต่อไป เขาผุดลุกขึ้นกล่าวเสียงเย็น “การตัดสินใจนี้เป็นของข้า และข้าประกันด้วยชีวิตได้ว่าสหายเต๋าซูสามารถพอต่อสู้กับราชันเซียนได้จริง หากข้าล้อเล่นผิดวาจา ข้าจะสะบั้นหัวตัวเองทันที!”
“ผู้ใดยังคิดเป็นอื่น?”
วาจานั้นก้องกังวานทั่วทั้งบริเวณโดยรอบ
มีการฝึกฝนขอบเขตจักรวาล แต่กลับแข็งแกร่งพอจะต่อสู้กับราชันเซียนได้?
ทุกผู้ล้วนผงะ แทบสงสัยว่าตนหูฝาดหรือไม่
ทว่าเผยหงจิ่งใช้ชีวิตตนเป็นประกัน ผู้คนจึงทำได้เพียงต้องเชื่อ!
ขณะเดียวกัน ฝั่งมารนอกแดนเองก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน
“มีการฝึกฝนขอบเขตจักรวาล แต่แข็งแกร่งพอจะต่อสู้กับราชันเซียนได้? ดี! งั้นก็ให้ไอ้หนูนั่นออกมาสู้สิ ข้าล่ะอยากเห็นนักว่านี่จะเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทานเพียงใด!”
มหามารอิ๋นเซี่ยวเทียนเอ่ยปาก วาจาสะท้านทั่วฟ้าดินเยี่ยงอัสนี
มหามารตนอื่น ๆ เองก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป
มีการฝึกฝนขอบเขตจักรวาล แต่จะต่อสู้กับราชันเซียน?
ตะลึงโลกาจริงแท้!
ในหมู่เก้าเผ่ามารนอกแดน พวกเขาไม่อาจหาตัวตนท้าทายสวรรค์เช่นเดียวกันได้เลย!
แน่นอน เงื่อนไขก็คือวาจานั้นต้องเป็นจริง!
มหามารผู้หนึ่งกระซิบด้วยแววตาแข็งกร้าว “หากเรื่องนี้เป็นความจริง เช่นนั้นคนผู้นี้ก็ต้องถูกกำจัดในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี้ ไม่ให้เป็นปัญหาในภายหน้า!”
“ถูกต้อง อันตรายแฝงเช่นนี้ต้องถูกลิดรอน! ข้าไม่อยากได้ศัตรูร้ายคนใหม่ในแดนเซียนเป็นภัยต่อเราอีกแล้ว!”
มหาเซียนตนอื่น ๆ สนทนากัน วาจาเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
เมื่อคิดดูว่าเขามีการฝึกฝนขอบเขตจักรวาล แต่แข็งแกร่งพอจะต่อสู้กับราชันเซียนได้ ฝีมือเช่นนี้ หากเติบโตเคลื่อนขอบเขตในวิถีเซียนต่อไปจะร้ายกาจเพียงไร?
และยังมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อเผ่ามารนอกแดนของพวกเขาอีกด้วย!
บนแท่นเซียนสุรบทเมฆา
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือเหลือบมองซูอี้อย่างเย็นชา “ในเมื่อมีสหายเต๋าเผยเป็นประกัน ข้าจะยอมให้เจ้า เซียนขอบเขตจักรวาลเข้าร่วมศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตในวันนี้ด้วยก็ได้ และข้าจะมิสนใจการกระทำแหกกฎศึกนี้ของเจ้าอีก”
กล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นเข้มงวด “แต่หากเจ้าเผยอำนาจตกต่ำเกินไป ต่อให้เจ้าตายในศึก ข้าก็จะสลักความผิดของเจ้าลงบนทำเนียบอัปยศแห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด!”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาก็กังขาในความแข็งแกร่งของซูอี้เช่นกัน!
ทว่าชายหนุ่มเมินเฉยสิ่งนี้ไปสนิท
เขาหันไปกล่าวกับจางหลินว่า “ขอให้จำไว้ ผู้ที่เจ้าโกรธเคืองในวันนี้หาใช่ตัวแทนแดนเซียนและสรรพชีวิตทั้งหลายไม่”
จางหลินนิ่งไป
ก่อนจะทันได้พูด เขาก็พบว่าชายหนุ่มออกจากแท่นเซียนสุรบทเมฆาเหนือสนามรบนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดไปแล้ว
ยามนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน ท้องนภาเฉิดฉายจรัสจ้า
ซูอี้ปรากฏกายลำพัง อาภรณ์เขียวสะบัดพลิ้ว กลายเป็นจุดสนใจของทุกผู้ในทันใด
“เขามีความสามารถพอจะสู้กับราชันเซียนได้จริง ๆ หรือ?”
ทางฝั่งแดนเซียน ผู้คนต่างประหลาดใจ
“พี่เผย สหายเต๋าซูผู้นั้นเขา…”
ก่อนฮูหยินเซียงอวิ๋นจะทันพูดจบ เผยหงจิ่งก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดูให้ดีเถิด เรื่องดี ๆ กำลังจะบังเกิดขึ้นแล้ว เรามารอดูว่าสหายเต๋าซูจะก่อเรื่องน่าประหลาดใจใดให้เราดีกว่า!”
วาจานั้นเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นลุ้นรอ
เขารอช่วงเวลานี้อยู่เนิ่นนานแล้ว!
ฮูหยินเซียงอวิ๋นดูจะสัมผัสอารมณ์ของเผยหงจิ่งได้ นางจึงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เขา… เป็นเซียนขอบเขตจักรวาลที่สามารถทำเช่นนั้นได้จริง ๆ หรือ? หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก…”
อวี๋เซิงมองร่างสูงใหญ่ของซูอี้บนสนามรบ หัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ฟ้าดินเงียบสงัด
ทันทีที่ชายหนุ่มมาถึงสนามรบ สายตาของเขาก็มองไปยังฝั่งมารนอกแดนห่างออกไป และกล่าวว่า “ผู้ใดจะมารับความตายก่อน?”
วาจานั้นเฉยเมยเรียบง่าย ทว่าเผยให้เห็นถึงความคิดที่ถูกไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน!
ทว่าเมื่อฝั่งมารนอกแดนเจอท่าทางเช่นนี้ พวกเขากลับระเบิดหัวเราะ
“ฮ่า ๆๆ ไอ้หนูนี่มันยโสจริง!”
“เซียนน้อยขอบเขตจักรวาล ตัวตนเช่นมดปลวก แต่กลับตะคอกใส่เรา ทำให้ข้านึกถึงประโยคหนึ่งในแดนเซียนที่ว่าตั๊กแตนเขย่าพฤกษาขึ้นมาเลย น่าขันนัก!”
เหล่ามหามารล้วนสรวลเส
ในขณะที่เหล่าเสนามารต่างกระเหี้ยนกระหือรือ
“ให้ข้าไปเถอะ ข้ารับปากจะตบไอ้หนูนั่นให้ตายให้เอง!”
บางผู้แค่นเสียงเย้ย
“อย่าเลย ให้ข้าไปเถอะ หากวันนี้ข้ามิได้แล่เนื้อเถือกระดูกมันหน่อย คงมิสมต่อวาจาเขานัก!”
“อย่ามาแย่งเซ่ ข้าต่างหากที่ควรไปสู้!”
…เหล่าเสนามารต่างแย่งกันออกมาจัดการกับซูอี้!
ซูอี้หาใส่ใจไม่ เขาทำเพียงกล่าวลอย ๆ “พวกเจ้ามาด้วยกันเลยเป็นไร? จะได้มิเสียเวลา”
ทุกผู้ “???”
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแดนเซียนหรือเผ่ามารนอกแดน ล้วนสงสัยว่าตนหูฝาดหรือไม่
นี่เป็นสิ่งที่เซียนขอบเขตจักรวาลกล้าพูดจริง ๆ หรือ?
ใครเล่าจะกล้าเชื่อว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากลุ่มเสนามารที่สามารถทำให้เหล่าราชันเซียนในโลกหล้าหวาดกลัว ซูอี้จะยังคงยึดมั่นในอำนาจเพียงนี้?
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือและเหล่ามหาเซียนต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง
“จินอู๋เกิน เจ้าไปลองมือไอ้หนูนี่หน่อยซิ หากเป็นเพียงคำลวงก็ให้มันตายช้า ๆ ล่ะ”
มหามารอิ๋นเซี่ยวเทียนออกคำสั่งอย่างเย็นชา
การให้ตายช้า ๆ หมายความเช่นไร?
ผู้คนอดไม่ได้ที่จะคิดถึงภาพอันสยดสยองที่ซูอี้ถูกทรมานอย่างเหี้ยมโหดจนตายขึ้นมา ในใจก็หนาวเยือกขึ้นมา
“ขอรับ!”
เสียงขานรับหนักแน่นดังก้องสะเทือนฟ้าดิน แล้วเสนามารผู้มีรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ผิวของเขาเป็นสีทองเหลือง เส้นผมเป็นสีทอง ใบหน้าเย็นชา คู่เนตรจรัสจ้าเยี่ยงประทีป ปราณจากร่างของเขาดุดันเยี่ยงเทพมารก่อพิบัติ!
เปรี้ยง!
วายุเมฆาป่วนปั่น สุญญะสั่นสะท้าน
ปราณจากร่างของจินอู๋เกินหาด้อยไปกว่าเฟิงชื่อผู้ทำให้อวี๋เซิงบาดเจ็บสาหัสเมื่อครู่ไม่!
สิ่งนี้ทำให้เหล่าราชันเซียนในฝ่ายแดนเซียนเปลี่ยนสีหน้าไปมากมาย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเผ่ามารนอกแดนหาประมาทซูอี้ผู้เป็นเซียนขอบเขตจักรวาลไม่ และส่งเสนามารผู้ทรงพลังออกมา!
จินอู๋เกินแย้มยิ้มกว้างและกล่าวว่า “ไอ้หนู ฟังให้ดีนะ ข้าจะหักขาเจ้าก่อน จากนั้นก็ฉีกแขนเจ้า แล้วกระทืบหัวเจ้าให้แหลกด้วยเท้าเดียว!”
วาจายังมิทันสิ้น ร่างสูงใหญ่บึกบึนของเขาก็พุ่งตรงเข้ามาเยี่ยงอสนีบาตสีทองทะลวงผ่านนภา เอื้อมมือคว้าร่างของชายหนุ่มเอาไว้
ตู้ม!
หัตถ์ใหญ่สีทองขนาดหลายพันจั้ง ห้อมล้อมด้วยรัศมีมารร้ายกาจปรากฏขึ้นบนเวหา คว้าเข้ามาอย่างดุร้าย
มันเป็นประหนึ่งตาข่ายยักษ์คลุมฟ้า มอบความรู้สึกมิอาจหลบหนีหลีกเลี่ยง
เพียงหนึ่งการโจมตีก็ทำให้คนมากมายสะท้านเฮือก
ทว่าซูอี้หาหลบเลี่ยงไม่
ร่างของเขายืนนิ่ง ทำเพียงสะบัดแขนเสื้อ
เปรี้ยง!
หัตถ์ใหญ่สีทองขนาดหลายพันจั้งระเบิดแหลกเยี่ยงทำจากกระดาษ ท้องนภาเปี่ยมไปด้วยพิรุณแสง
ม่านตาของจินอู๋เกินหดตัวกะทันหัน รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ทว่าเขาไร้โอกาสตั้งตัว
ซูอี้คว้ามือบนอากาศ
กล่าวให้กระชับคือ เขาโบกมือราวไร้เรี่ยวแรง
ทว่าร่างสูงใหญ่เยี่ยงยักษ์ปักหลั่นของจินอู๋เกินกลับถูกชายหนุ่มคว้าไว้ แน่นิ่งดุจเหยื่อผู้ติดกับ!
เปรี้ยง!!
ซูอี้พลิกฝ่ามือ แล้วร่างของจินอู๋เกินก็ร่วงลงฟาดพื้นสนั่นลั่น พสุธายุบเป็นหลุมใหญ่ เศษกรวดศิลกระเด็นกระดอนทั่วสารทิศ
เสนามารระดับสูงสุดผู้หนึ่งถูกปราบลงในพริบตาราวไก่พื้นบ้านสุนัขพื้นเมืองไร้ทางสู้!