บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1649: ขอให้สหายเต๋าซูตายเสีย!
ตอนที่ 1649: ขอให้สหายเต๋าซูตายเสีย!
………………..
ตอนที่ 1649: ขอให้สหายเต๋าซูตายเสีย!
“เจ้าเป็นแค่ราชันเซียน แต่ตอนนี้กลับพูดจายุยงผู้คนให้ปั่นป่วน หมิ่นเกียรติทุกผู้ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด วอนตายแท้!”
ดวงตาของมหาเซียนคนนั้นวาวโรจน์ “สถานการณ์โดยรวมเป็นอย่างไร? ข้อดีข้อเสียคืออะไร? ข้าไตร่ตรองได้ดีกว่าเจ้า! หากยังกล้าพูดมากกว่านี้ ข้าจะฆ่าเจ้าให้เป็นเยี่ยงอย่างเสีย!”
คำพูดอันเย็นเยียบนี้กึกก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน
จางหลินจมกองเลือด เส้นผมสยายรุงรัง หัวเราะลั่นนภา “ข้าผู้นี้หากลัวความตายไม่ ในเมื่อนึกอยากด่า ก็จะด่าตามหัวใจสั่ง!”
มหาเซียนผมขาวในชุดดำกำลังจะลงมือสังหารจางหลินโดยมิลังเล ทว่ากลับถูกฮูหยินเซียงอวิ๋นขวางไว้
“อันใดเล่า เขากล่าวผิดด้วยหรือไร?”
สีหน้าของฮูหยินเซียงอวิ๋นเยือกเย็น “อู่เจิงเฉียน เจ้าที่คิดแต่จะฆ่าคนสูงส่งตายล่ะ!”
“เซียงอวิ๋น หากเจ้ายังเข้ามาขวางเช่นนี้อีก ก็อย่าโทษที่ข้าไร้ปรานีแล้วกัน!!”
มหาเซียนนามอู่เจิงเฉียนกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
มหาเซียนคนอื่น ๆ ต่างมองหญิงสาวด้วยความเย็นชา
เมื่อเห็นว่าการลงไม้ลงมือกำลังจะเริ่มขึ้น เสิ่นชิงสือผู้เงียบอยู่ตลอดก็พูดขึ้นมาในที่สุด
“พอแล้ว!”
สีหน้าของเขาเคร่งขรึม หนึ่งวาจาหยุดทุกวจีในทันใด
จากนั้นเขาก็กล่าวกับเผยหงจิ่งว่า “พี่เผย เจ้าก็เห็นแล้วว่าทุกผู้ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดลงมติชัดเจน และในยามนี้ ผู้อาวุโสสูงสุดของหอตำราภูผาขจีของเจ้าก็อยู่ในกำมือของศัตรู เจ้าคิดเช่นไร?”
เผยหงจิ่งกล่าวอย่างเย็นชา “เสิ่นชิงสือ เจ้าจะประนีประนอมหรือไร?”
เสิ่นชิงสือขมวดคิ้วกล่าว “ในฐานะยอดฝีมือผู้หนึ่งจากฝั่งแดนเซียน เราควรมองภาพรวมเป็นสำคัญ และบางครั้งก็จำต้องแลกบางอย่าง!”
ว่าแล้วเขาก็หันไปมองเหล่าผู้ชม ก่อนจะหันมากล่าวกับซูอี้ “สหายเต๋าซู เจ้ามีฝีมือเลิศล้ำท้าทายสวรรค์ เก่งกาจใจกว้างและกล้าหาญ หวังว่าในสถานการณ์นี้ เจ้าจะยอมสละตนเพื่อช่วยเหลือทุกผู้ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้!”
“หากทำเช่นนั้น เราก็สามารถแลกคืนชีวิตของสหายเต๋าทั้งหลายผู้ตกอยู่ในมือศัตรูได้ และยังทำให้เราหลีกเลี่ยงการนองเลือดในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดโดยไม่จำเป็นได้อีกด้วย!”
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้น ขณะกล่าวอีกว่า “ข้ายังหวังว่าสหายเต๋าซูจะเป็นฝ่ายริเริ่มแลกอนาคตของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดของเรา… ด้วยการสละชีวิต!”
ว่าแล้ว เขาก็คำนับแก่ซูอี้ด้วยสีหน้าละอาย
กิริยาท่าทางอันดูสูงส่งนั้นทำให้เผยหงจิ่งและฮูหยินอวิ๋นหนิงโมโหเสียจนปอดแทบระเบิด มือเท้าเย็นวาบไปหมด หัวใจดิ่งวูบถึงตาตุ่ม รู้สึกอยากหัวร่อยิ่งกว่าคราใด
ด้วยโทสะ!
เหล่ามหาเซียนต่างหันไปคำนับซูอี้อย่างพร้อมเพรียง
“เพื่อด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ขอให้สหายเต๋าซูตายเสีย!”
“ขอให้สหายเต๋าซูตายเสีย!”
“ขอให้สหายเต๋าซูตายเสีย!”
เสียงของพวกเขาสะท้อนก้องทั่วทั้งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
เคล้าไปกับเสียงตะโกนแทรกของผู้ชมหลายคน
จางหลินผู้จมกองเลือดอยู่หัวเราะลั่น “ดูสิ! ดูสภาพอัปลักษณ์เหล่านี้! ฮ่า ๆๆๆ!”
ทว่าไร้ผู้ใดสนใจเขา
ทุกสายตาล้วนมองเพียงซูอี้
อิ๋นเซี่ยวเทียนและเหล่ามหามารทางฝั่งมารนอกแดนอดหัวเราะกันมิได้
“ไอ้หนูชั่ว ได้ยินหรือไม่ พวกเขาล้วนแต่ขอให้เจ้าตาย! ฟังสิ นี่คือเสียงจากฝ่ายแดนเซียนทั้งฝ่าย!!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนหัวเราะอย่างลำพอง
ชายหนุ่มเก็บไหสุราไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นชิงสือและเหล่ามหาเซียนที่จะส่งเขาไปตายและกล่าวว่า “พวกเจ้า… ทำให้ข้าผิดหวังนัก”
วาจานั้นราบเรียบ ไร้อารมณ์ใด ๆ
“สหายเต๋าซู ข้าต้องคิดถึงสถานการณ์โดยรวม ทำเพื่อชีวิตคนทุกผู้ที่อยู่ภายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ หากทำให้เจ้าโกรธเคือง ข้าก็ต้องขออภัยด้วย”
อู่เจิงเฉียนกลับพึมพำขึ้นมาว่า “แต่หากเจ้าสนใจเพียงตนเอง มิเห็นผู้ใดในสายตา ก็อย่าโทษข้าที่ลงมือเองแล้วกัน”
วาจานั้นดูมีวาทศิลป์ ทว่าความหมายก็ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง นั่นคือหากพูดรู้เรื่อง ก็ก้มหัวยอมรับกรรมไปเสีย
หาไม่ มหาเซียนทั้งหลายจะช่วยจัดการเจ้าให้เอง!
วูบ!
ฮูหยินเซียงอวิ๋นพาอวี๋เซิงทะยานผ่านด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมาหาซูอี้
“ข้าบอกแล้วว่า ข้าจะมิยอมรับปาก!”
น้ำเสียงของนางฟังดูหนักแน่นยิ่ง “หากจะส่งตัวสหายเต๋าซูไป ก็ข้ามศพข้าไปก่อน!”
สีหน้าของทูตอารักษ์ในเวลานี้แทบดูไม่ได้ จากนั้นเขาก็กล่าวปรามาสว่า “ฮูหยินเซียงอวิ๋น ตามกฎของด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเผ่ามารนอกแดนนั้น ข้าเป็นผู้ตัดสินทั้งสิ้น และในยามนี้ ข้าสั่งให้เจ้าถอยออกมาเดี๋ยวนี้! หาไม่แล้วจะมิได้รับการยกเว้น!!”
บรรยากาศมาคุยิ่ง
ฮูหยินเซียงอวิ๋นคล้ายจะกล่าวอะไรบางอย่าง
ทว่าชายหนุ่มกลับกล่าวขัดขึ้นว่า “สหายเต๋าไปดูละครอยู่ด้านข้างเถิด ข้าบอกสหายเต๋าเผยเมื่อคืนแล้วว่าความผิดพลาดในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดต้องได้รับการแก้ไข และผู้กระทำผิดต้องถูกคิดบัญชี!”
“และยามนี้…”
สายตาของซูอี้กวาดมองคนทุกผู้ที่นี่ “ข้าพอจะเห็นแล้วว่าผู้ใดสมควรชดใช้ ก็ถือโอกาสนี้ตัดสินเลยแล้วกัน”
ทุกผู้ล้วนตกตะลึงและสงสัยว่าตนหูฝาดไป
เซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งอยากคิดบัญชีกับคนทุกผู้ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด?
บ้าไปแล้ว!
มหาเซียนเหล่านั้นหาใช่สิ่งตกแต่งไม่ พวกเขาห่างไกลเกินกว่าตัวตนระดับเสนามารเหล่านั้นจะเทียบชั้น!
“คิดบัญชี? ฮ่า ๆๆ ไอ้หนูนี่พูดจาร้ายกาจไม่เบา!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนผู้เฝ้ามองจากระยะไกลดูตื่นเต้นและขำกลิ้ง
ในสายตาเขา ซูอี้หาแตกต่างจากสัตว์ร้ายติดกับดักเพื่อรอวันตายไม่
“เจ้าก็หนีไม่พ้นหรอก”
ชายหนุ่มเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วกล่าวอย่างจริงจัง
เปลือกตาของอิ๋นเซี่ยวเทียนกระตุก จู่ ๆ เขาก็ตระหนักว่าแม้แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังคงเยือกเย็น ดูผิดปกติอย่างยิ่ง
จากนั้นเขาก็ตะโกนบอกกับเสิ่นชิงสือทันที “เสิ่นชิงสือ จับตัวคนผู้นี้ไว้เร็วเข้า ข้าจะตกลงแลกเปลี่ยนกับเจ้าทันที หาไม่หากยังยืดเยื้อ ทุก ๆ สิบชั่วดีดนิ้ว ข้าจะฆ่าเชลยหนึ่งคน!”
เสิ่นชิงสือกับเหล่ามหาเซียนล้วนหน้าเปลี่ยนสี และเมื่อจ้องไปยังซูอี้อีกครั้ง พวกเขาก็เผยจิตสังหารออกมา
“ข้าจะรอดูว่าผู้ใดกล้า!”
ฮูหยินเซียงอวิ๋นกับเผยหงจิ่งขวางตรงหน้าชายหนุ่ม
“ภายในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแห่งนี้ ข้าคือผู้นำสูงสุด พวกเจ้าทั้งสองดื้อด้านมิฟังคำสั่งเช่นนี้ งั้นก็อย่าโทษว่าข้าผู้นี้ไร้ความปรานีแล้วกัน!”
ทูตอารักษ์เสิ่นแค่นเสียงอย่างเย็นชา จากนั้นก็ก้าวยาว ๆ ออกมาด้านนอกแท่นเซียนสุรบทเมฆา
เขานำยันต์กลไกโบราณชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วเรียกใช้มันอย่างเต็มกำลัง
ตู้ม!
ยันต์กลไกทอประกาย ส่งเสียงคำรามอันแปลกประหลาด และฟ้าดินในแถบนี้พลันปรากฏอำนาจกฎเกณฑ์วิถีเซียนขึ้นรอบกายเสิ่นชิงสือ ทำให้เขาดูไม่ต่างจากราชันภายใต้โองการสวรรค์
“อำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนเซียนของศิลาวิถีปกครองสวรรค์!”
สีหน้าของเผยหงจิ่งและฮูหยินเซียงอวิ๋นพลันดำคล้ำ
นี่คืออำนาจกฎเกณฑ์มหาวิถีที่มีเพียงทูตอารักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเท่านั้นที่ควบคุมได้ และความน่าสะพรึงกลัวของกฎสวรรค์นั้นก็ยิ่งใหญ่ไร้ประมาณ
มีเพียงจอมราชัน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเท่านั้นที่เผชิญหน้ากับมันได้
หากไม่ถึงขั้นนั้น ทุกผู้ล้วนมิอาจต่อต้าน!
เปรี้ยง!
เสิ่นชิงสือลงมือแล้ว
อำนาจกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนที่แผ่ปราณรุนแรง ได้แปรเปลี่ยนเป็นกรงกฎเกณฑ์มหาวิถีครอบใส่เผยหงจิ่งกับฮูหยินเซียงอวิ๋น
คนทั้งสองต่างชะงักนิ่ง อำนาจมหาวิถีในกายมิเชื่อฟังคำสั่ง ถูกจองจำสยบเรียบ มิอาจกระดิกได้แม้เพียงน้อย!
แม้จะเข้าใจความน่าสะพรึงกลัวของกฎสวรรค์แดนเซียนกันอยู่แล้ว ทว่ายามเผชิญหน้ากับมันจริง ๆ มหาเซียนทั้งสองก็ยังครั่นคร้ามอยู่ดี
มันไม่ต่างจากต่อสู้กับกฎสวรรค์แดนเซียน ใครเล่าจะต่อกรได้?
พวกเขาคิดพาซูอี้กับอวี๋เซิงหลบออกไปโดยไม่ลังเล
และยามนี้เอง เสียงหนึ่งก็กล่าวขึ้นอย่างเฉยชา “ให้ข้าจัดการเถิด”
สิ้นเสียง ร่างของซูอี้ก็ทะยานสู่เวหา ฝ่ามือขวาประทับตราอันประหลาดแต่เรียบง่ายบนอากาศ
“ทลาย!”
สิ้นเสียง กรงขังทั้งสองที่แปลงมาจากกฎสวรรค์แดนเซียนซึ่งยังคล้อยลงจากอากาศก็แหลกสลายเป็นพิรุณแสงนับไม่ถ้วน หวนคืนสู่กฎสวรรค์แดนเซียน
เผยหงจิ่งกับฮูหยินเซียงอวิ๋นต่างนิ่งงันด้วยความตะลึง
เสิ่นชิงสือ เหล่ามหาเซียนและทุกผู้จากฝั่งแดนเซียนต่างผงะ สีหน้าดูไม่อยากจะเชื่อ
เซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งทำลายอำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนลงได้อย่างง่ายดาย?!
ทุกผู้ล้วนมิทันตั้งตัว แทบสิ้นสตินึกคิด
“แปลกจริง!”
อิ๋นเซี่ยวเทียนกับเหล่ามหามารซึ่งอยู่ไกลออกไปต่างตะลึงเช่นกัน
พวกเขามาต่อสู้ที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดไม่รู้กี่หน ย่อมรู้ดีว่าอำนาจกฎสวรรค์ที่ปกคลุมรอบด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดร้ายกาจเพียงใด
มีเพียงตัวตนระดับจักรพรรดิมารเท่านั้นที่สั่นคลอนมันได้!
ทว่าไร้ผู้ใดคาดคิดว่าเซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งจะสามารถสลายกฎสวรรค์แดนเซียนได้ง่ายดายเยี่ยงดีดนิ้ว
ประหลาดชวนตะลึงจริงแท้!
“เป็นไปได้อย่างไร?”
เสิ่นชิงสือขมวดคิ้ว และโจมตีอีกหนโดยไม่ลังเล
ตู้ม!
เขาเรียกใช้ยันต์กลไกสำริด ดึงกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนออกมาแปรเปลี่ยนเป็นร่างแหขนาดใหญ่ปกคลุมรอบกายซูอี้
อำนาจกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนอันน่าสะพรึงกลัวนั้นประหนึ่งตาข่ายฟ้าดินที่นายแห่งสวรรค์ถักทอ ทำให้เหล่ามหาเซียนซึ่งมองจากไกล ๆ ยังหายใจไม่ทั่วท้อง
ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มหยันแล้วสะบัดแขนเสื้อ
เปรี้ยง!!
แหขนาดใหญ่ปากนั้นสลายเป็นพิรุณแสงกฎเกณฑ์พร่างพรม
ดุจกระดาษ!
“ไยจึงเป็นเช่นนี้ไปได้!?”
เสิ่นชิงสือเดือดดาล
มหาเซียนทั้งหลายต่างผงะไป นั่นสิ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้!?
อำนาจนี้ขวางเผ่ามารนอกแดนมิให้เข้าด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้เชียวนะ!
มันคืออำนาจกฎสวรรค์ที่มีเพียงจอมราชันหรือจักรพรรดิมารเท่านั้นที่ต้านทานได้!
เซียนขอบเขตจักรวาลจะสยบมันง่าย ๆ ได้เช่นไร?
ทุกผู้ต่างรู้สึกว่ามีสมองไม่พอคิด!
“ศิษย์พี่อย่าร้อนใจไป ข้าจะไปจับตัวเขาเอง!”
มหาเซียนในชุดนักพรตผู้หนึ่งอดรนทนมิได้ จากนั้นก็ทะยานเข้าโจมตีใส่ซูอี้เสียเอง
โม่อ้าวเยวียน!
มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น ซึ่งมาจากนครเซียนโฉลกเมฆาเช่นกัน เขาเป็นศิษย์น้องและหนึ่งในมือขวาของเสิ่นชิงสือ
ใบหน้าของเขาดูเยาว์วัย ผมเรียบดุจขนกระเรียน อาภรณ์พลิ้วไหว ปราณระดับมหาเซียนเอ่อล้น ดูแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
หากเปลี่ยนเป็นราชันเซียนคนอื่น อย่าว่าแต่จะขัดขืน พวกเขามิอาจทนแรงกดดันเช่นนี้ได้ด้วยซ้ำ และจะถูกปราบจนมิอาจกระดิกตัว!
ขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสถึงแรงกดดันปะทะใส่หน้า กระตุ้นให้ผิวกายหดเกร็ง
ขณะนั้นดวงตาของเขาวูบไหว ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อก่อนจะกล่าวเบา ๆ ว่า “สยบ!”
กฎสวรรค์แห่งแดนเซียนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในฟ้าดิน กดทับลงมาดุจภูผาสูงตระหง่าน
“บัดซบ เหตุใดเขาจึงควบคุม…”
สีหน้าของโม่อ้าวเยวียนพลันเปลี่ยนไป เขากรีดร้องเสียงหลงแล้วเผ่นหนีไป
ทว่าก็สายเกินไปแล้ว เมื่ออำนาจมหาศาลกดทับลงมา เขาซึ่งมีการฝึกฝนระดับมหาเซียนก็มิอาจสู้ได้ ร่างกระแทกลงพื้นแบนราบเป็นอักขระ ‘大’ ทันที
………………..