บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1650: ละเลงเลือดและคิดบัญชี
ตอนที่ 1650: ละเลงเลือดและคิดบัญชี
เหล่าผู้ชมล้วนพรั่นพรึง
ตอนแรกโม่อ้าวเยวียนคิดจะใช้อำนาจระดับมหาเซียนเข้าปราบซูอี้ให้ราบคาบ
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเซียนขอบเขตจักรวาลเช่นเขาจะควบคุมกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนอันมีที่มาจาก ‘ศิลาวิถีปกครองสวรรค์’ ได้?
“เป็นไปไม่ได้! มีเพียงผู้ถือครอง ‘ยันต์กลไกโองการสวรรค์’ เท่านั้นที่ใช้กฎสวรรค์แห่งแดนเซียนได้ แล้วเขา…เขาทำได้อย่างไร?”
เสิ่นชิงสือถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
ในใจของเหล่ามหาเซียนต่างเย็นวาบเช่นกัน
ในสายตาของพวกเขา ซูอี้เป็นเพียงตัวเบี้ยซึ่งสามารถทิ้งได้ จะเป็นหรือตายก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา
ทว่าในยามนี้ พวกเขาสัมผัสได้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ!
เคร้ง!
ซูอี้ดีดนิ้ว อำนาจสวรรค์ยิ่งใหญ่พลันระเบิดอำนาจกฎเกณฑ์ออกมา บดขยี้ร่างของโม่อ้าวเยวียนทีละน้อย ป่นจิตวิญญาณของเขาเป็นผุยผง
มหาเซียนสลายสูญไปเพียงแค่นั้น!
ทุกผู้ล้วนพรั่นพรึง
มหาเซียนถูกฆ่าไปเช่นนี้หรือ?
ดวงตาล้ำลึกของชายหนุ่มมองไปยังเสิ่นชิงสือและคนอื่น ๆ ที่อยู่บนแท่นเซียนสุรบทเมฆา
“ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ ข้าคือผู้ปกครองหนึ่งเดียว!”
เมื่อเสียงกระซิบอันเยือกเย็นนั้นดังขึ้น ร่างของซูอี้ก็วูบไหว ปรากฏขึ้นบนท้องนภา
อาภรณ์สีเขียวสะบัดพลิ้วตามลม มือขวาชี้ขึ้นนภา ห้านิ้วขยับประทับเป็นตราอันประหลาดเก่าแก่
“มา!”
ตู้ม!
ณ ใจกลางเมืองหมื่นดารา ศิลาวิถีปกครองสวรรค์นั้นราวกับถูกปลุกขึ้นจากนิทรา
และเหนือศิลาวิถีปกครองสวรรค์ บังเกิดลำแสงสว่างสายหนึ่งทะยานขึ้นสู่สรวง
ทั่วท้องนภาพลันปรากฏกฎสวรรค์นับไม่ถ้วน พลุ่งพล่านดุจสมุทรกว้าง เรืองรองดุจตะวันฉาย!
ร่างสูงใหญ่ของซูอี้อาบกฎสวรรค์แดนเซียนเยี่ยงเทพเจ้า องอาจเช่นนายเหนือเห็นวิถีสวรรค์!
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้?”
“ข…เขา…เขาควบคุมกฎสวรรค์ได้หรือ?”
“สวรรค์!”
ที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด สีหน้าของทุกผู้ต่างเปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์ หัวใจลนลาน
อำนาจสวรรค์นั้นทรงพลังเหนือแดนเซียน
เมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจสวรรค์อันยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าจะเป็นมหาเซียนสะเทือนด้าวแดนหรือปุถุชนต่ำต้อยไร้ค่า ก็หาต่างจากหย่อมหญ้าน้อยไม่!
และซูอี้ที่ยืนบนอากาศในเวลานี้ ก็กำลังใช้การฝึกฝนขอบเขตจักรวาลแทนวิถีแห่งสวรรค์ดุจร่างอวตารแห่งอำนาจสรวง!
“สหายเต๋าซู มิน่าเล่า เจ้าจึงไร้ความกลัว ที่แท้นี่ก็คือไพ่ตายแท้จริงของเจ้า!”
เผยหงจิ่งกับฮูหยินเซียงอวิ๋นใจชื้นขึ้น ความกังวล อึดอัดใจและโทสะสุมทรวงถูกกวาดทิ้งไป
และอิ๋นเซี่ยวเทียนกับมหามารตนอื่น ๆ ซึ่งมองอยู่ต่างพากันตะลึง
คิดให้หัวแตกตาย พวกเขาก็ไม่คาดคิดว่าเซียนขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่งจะบงการกฎสวรรค์แดนเซียนได้!
ผู้ร้อนใจที่สุดย่อมเป็นเสิ่นชิงสือ
เขาตวาดอย่างเดือดดาล “สารเลว ข้าคือทูตอารักษ์แห่งด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด เหตุใดเจ้าจึงขโมยอำนาจกฎสวรรค์ไปได้? คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
ตู้ม!
เขาเร่งใช้ยันต์กลไกสำริดในมืออย่างสุดกำลัง เพื่อพยายามนำอำนาจการควบคุมกฎสวรรค์กลับมา
ทว่ากลับน่าอายนัก เมื่อยันต์กลไกสำริดซึ่งเขาใช้ได้ง่ายดายดุจนิ้วมือตนกลับใช้การไม่ได้ขึ้นมา ดุจกฎสวรรค์อันปกคลุมทั่วนภาไร้การตอบสนองใด ๆ
“ลองอีกหนดีหรือไม่?” ซูอี้ถามเสียงเรียบ
ใบหน้าของเสิ่นชิงสือแดงก่ำ ทั้งอับอายและเสียหน้า
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ “น่าละอายจริง ๆ ที่คนเช่นเจ้ามาเป็นทูตอารักษ์ได้ คุกเข่าลงก่อนเถอะ”
เขาพลิกฝ่ามือ
เปรี้ยง!
กฎสวรรค์ดูยิ่งใหญ่ดุจน้ำตก
“เจ้ากล้า!”
เสิ่นชิงสือตวาด ทว่าหากล้าต่อต้านไม่ เขาขับเคลื่อนพลังระดับมหาเซียนของตัวเองเพื่อหลบหลีกสุดกำลัง
ทว่าร่างของเขายังไม่ทันไปไหน อำนาจกฎเกณฑ์ก็ฟาดเข้าใส่ร่างอย่างจังประหนึ่งแส้
เปรี้ยง!!
ผิวกายของทูตอารักษ์ปริแตก โลหิตรินไหล ร่างของเขาปลิวละล่องก่อนจะกระแทกลงสู่พื้น
ทันใดนั้น กรงขังอันแปรเปลี่ยนจากอำนาจกฎเกณฑ์ก็หล่นลงมาขังเขาเอาไว้
แม้จะเป็นมหาเซียน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากฎสวรรค์ เขาก็มิอาจขัดขืน!
“ไม่นะ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ข้าเป็นทูตอารักษ์นะ หากเจ้าทำอันใดข้า มันก็ไม่ต่างกับประกาศสงครามกับทั่วแดนเซียน! เจ้าจะถูกประหารในฐานะคนทรยศแห่งแดนเซียน!!”
เสิ่นชิงสือตะโกนอย่างลนลาน
เส้นผมของเขาเปรอะเปื้อนโลหิต ดูประหนึ่งสัตว์ร้ายในกรงขัง
ก่อนหน้านี้ ชายผู้นี้ดูองอาจเยี่ยงผู้เป็นนาย บัญชาให้ซูอี้ไปตาย
ทว่าในชั่วพริบตา เขาก็กลายมาเป็นเชลย!
เหตุการณ์นี้ทำเอาเหล่ามหาเซียนล้วนตระหนก แผ่นหลังเย็นวาบ รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ
“สหายเต๋าซู ฟังข้าก่อน!”
มหาเซียนผู้หนึ่งตะโกนขึ้น “หากทำเช่นนี้ เจ้าก็มีแต่จะถูกตามล้างแค้น ทั้งยังทำให้พวกมารนอกแดนเห็นพวกเราแดนเซียนเป็นตัวตลกด้วย มันคุ้มค่าแล้วหรือ?”
ทว่าซูอี้กลับกล่าวเนิบนาบ “คุ้ม”
ตู้ม!
มือขวาของเขาฟันออกไปเช่นดาบ ปราณดาบที่ก่อร่างขึ้นจากกฎสวรรค์ฟาดฟันลงมา
มหาเซียนผู้นั้นขัดขืนอย่างสุดกำลัง
ทว่าเขาก็ไม่ต่างจากตั๊กแตนขวางเกวียน จึงถูกปราณดาบอันไพศาลนั้นสังหาร วิญญาณสลายหายในพริบตา
ต่อจากโม่อ้าวเยวียน มหาเซียนอีกผู้ก็ตกตาย!
ทุกผู้ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอยากร้องไห้ทว่าไร้น้ำตา
หากรู้แต่แรกว่าชายหนุ่มร้ายกาจเพียงนี้ ใครเล่าจะกล้าโวยวายให้เขาแลกชีวิตกับเผ่ามารนอกแดน?
มหาเซียนผู้หนึ่งกล่าวเสียงสั่น “ซูอี้ ข้าสำนึกผิดแล้ว โปรดเห็นแก่ที่ข้ารับใช้ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้มาหลายปี ให้โอกาสข้าได้กลับตัวกลับใจด้วย! ภายหน้าข้าจะชดเชยและชดใช้ความผิดในอดีตอย่างแน่นอน!”
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าว “ไม่ เจ้าต้องตาย มีเพียงการทำเช่นนี้ที่เจ้าจะควรค่ากับเหล่าผู้หาญกล้า สละชีวิตเพื่อด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดในกาลก่อน!”
“ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดในเวลานั้นจึงจะสงบสุข!”
ว่าแล้ว เขาก็มองตรงไปพลางกล่าวว่า “ในนามผู้ฝึกตนทั้งหลายแห่งแดนเซียน ข้าขอให้เจ้าตายเสีย!”
ตู้ม!
เขากดมือลงไป
ฟ้าดินรวนเร กฎสวรรค์แห่งแดนเซียนวูบไหวประหนึ่งหอกพิพากษาจากท้องนภา เสียบลงกลางอกของมหาเซียนผู้นั้น
เปรี้ยง!
ร่างของมหาเซียนผู้นั้นแหลกสลาย เลือดและเนื้อย้อมนภาคราม
ช่างร้ายกาจนัก หนึ่งโจมตีร้ายแรงถึงตาย
สรรพสิ่งในแดนเซียนล้วนเข้าใจตรงกันว่า หากเผชิญหน้ากับกฎเกณฑ์ในเก้าด่านสวรรค์ มีเพียงจอมราชันผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนเท่านั้นที่พอจะขัดขืนได้
ภายใต้ระดับนั้น มีแต่ต้องตาย!
เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ มหาเซียนทั้งสามต่างตายตก ฝนเลือดโปรยปรายทั่วทั้งฟ้าดิน เสียงร่ำไห้สะท้อนก้อง
นั่นคือนิมิตอันบังเกิดหลังการตกตายของมหาเซียน
มหาเซียนดับสูญ ฟ้าดินร่ำไห้!
ทว่าซูอี้หาเศร้าโศกไม่ เขาสะกดโทสะ ความแค้นเคืองและผิดหวังเอาไว้เต็มอก
วันนี้ เขาพลิกสถานการณ์สะบั้นเสนามารจากเผ่ามารนอกแดนลงสิบสี่ตน เพียงพอให้เหล่าเซียนชนะขาดลอยในศึกเซียนมารเดิมพันชีวิตนี้ได้แล้ว
ทว่าพวกเขากลับตอบแทนกันด้วยการทอดทิ้งหักหลัง!
อ้างไปว่าเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันบ้าง เลี่ยงหายนะอันใดนั้นบ้าง ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ เขาก็ถูกบังคับให้ไปตาย!
น่าขำเพียงใด?
น่าเศร้าเพียงใด?
ยามใดกันที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดตกต่ำจนรับมิได้เพียงนี้?
เขาไม่ต้องคิดก็รู้ว่า หากวันนี้เปลี่ยนจากตนเป็นผู้อื่น เกรงว่าพวกเสิ่นชิงสือคงขับไล่ไสส่งเขาให้เอาชีวิตไปแลก ประนีประนอมกับพวกเผ่ามารนอกแดนไปแล้ว!
เมื่อคิดถึงมลทินและความโกลาหลในเมืองหมื่นดารา วาจาอันบ้าคลั่งระคนเศร้าสร้อยของจางหลิน ซูอี้ก็ขบฟันอย่างแค้นเคือง
ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดในวันนี้ต้องถูกคิดบัญชี!
ผู้ใดมาก็หยุดเขาไม่ได้!
และในตอนนี้ มีมหาเซียนอีกผู้ต้องถูกสะสาง
วูบ!
ซูอี้หันมองชายผมขาวในชุดเทา
อู่เจิงเฉียน!
ก่อนหน้านี้ คนผู้นี้ตบหน้าจางหลิน และยังเป็นคนแรกที่เสนอให้เขาสละชีวิต
เมื่อสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มมองมา อู่เจิงเฉียนผู้ขลาดเขลาก็ร้องลั่น “ซูอี้ ข้าเป็นผู้อาวุโสจากลัทธิอัคคีเทพนะ หากฆ่าข้า เจ้ามิได้ตายดีแน่!”
ลัทธิอัคคีเทพ!
หนึ่งในสามขุมกำลังมารอันยิ่งใหญ่ เป็นยักษ์ใหญ่ในโลกา
เพียงนามนี้ก็ทำให้ขุมกำลังส่วนใหญ่ในแดนเซียนไขว้เขวได้แล้ว
ทว่าอู่เจิงเฉียนหารู้ไม่ว่า เมื่อไม่นานมานี้ ณ ซากตำหนักอนันตรัตติกาล ซูอี้ได้สังหารราชันเซียนกลุ่มหนึ่งจากลัทธิอัคคีเทพ แล้วเขายังจะห่วงคำขู่เช่นนี้หรือ?
“ขอเชิญเจ้าตายด้วยอีกคน!”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชาดุจนายเหนือสรวงประกาศโองการ
อู่เจิงเฉียนผงะ ก่อนจะเผ่นหนี และเขาก็ตัดสินใจเฉียบขาด ทำร้ายการฝึกฝนของตนเองโดยไร้ลังเล ก่อนจะใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามเพื่อหลบหนี
ทว่ายังมิทันไร…
ตู้ม!!
ร่างของอู่เจิงเฉียนกระแทกเข้ากับกำแพงอันสร้างจากกฎสวรรค์ไม่อาจทำลายซึ่งผุดขึ้นจากพื้นดังสนั่น
ด้วยการปะทะนี้ แม้อู่เจิงเทียนจะมีการฝึกฝนในระดับมหาเซียน ดวงตาของเขาก็ยังพร่ามัวด้วยความเจ็บปวด สมองเห็นดวงดาว ร่างซวนเซ
ก่อนเขาจะทันตั้งตัวติด เสียงดังก้องก็สะท้อนขึ้นมา กำแพงกฎสวรรค์พลันเปลี่ยนเป็นทัณฑ์อัสนีกระหน่ำลงมา
ชั่วพริบตานั้น ร่างของมหาเซียนคนนั้นก็แหลกสลาย
ก่อนตาย เขากู่คำรามสะเทือนสรวง
มหาเซียนผู้โวยวายจะให้ซูอี้ไปตายเมื่อกาลก่อนล้วนถูกคิดบัญชีตกตาย!
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
ยอดฝีมือในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดทั้งหลายต่างพรั่นพรึง
สี่มหาเซียนตายตกตามกัน!
หากเรื่องนี้แพร่ออกไปในแดนเซียน คลื่นยักษ์ได้ถาโถม สะเทือนแดนดินเป็นแน่!
“ฆ่าได้ดี แม้จะมีการฝึกฝนสูงส่ง สถานะสูงศักดิ์ หากกระทำผิดก็ต้องสะสาง ไม่อาจละเว้นได้!”
เผยหงจิ่งกล่าวขึ้นมา หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความสาแก่ใจ
“ถูกต้อง หากไว้ชีวิตเขา แล้วจะเผชิญหน้ากับเหล่าบรรพชนผู้สละชีวิตที่นี่เมื่อกาลก่อนได้เช่นไร?”
ฮูหยินเซียงอวิ๋นก็เห็นด้วย
นางตกตะลึงกับความเลือดเย็นของซูอี้ ทว่าก็ตื่นเต้นไปกับมัน
ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแห่งนี้แปดเปื้อนด้วยมลทิน ภยันตรายทั้งปวงควรถูกชำระสิ้น คิดบัญชีให้เฉียบขาดมาเนิ่นนานแล้ว!
เป็นมหาเซียนแล้วอย่างไร?
หากสมควรฆ่าก็ต้องฆ่า!
วิธีนี้เท่านั้นที่จะสะสางสถานการณ์ หยุดปัญหายืดเยื้อลงได้!
“ซูอี้ เจ้าจบเห่แล้ว เจ้าฆ่ามหาเซียนไปสี่ท่าน แดนเซียนต่อจากนี้จะไร้ที่ยืนแก่เจ้า!”
ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือที่อยู่ในกรงขังตวาดลั่น
มหาเซียนทั้งสี่คนนั้นต่างมีขุมกำลังใหญ่หนุนหลัง
การที่ซูอี้หันคมดาบหาพวกเขา มันก็หาแตกต่างจากการประกาศสงครามต่อขุมกำลังใหญ่เหล่านั้นไม่!
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้สนใจ
เขาตั้งใจจะประหารเสิ่นชิงสือเป็นรายสุดท้าย
ส่วนยามนี้… การคิดบัญชีนั้นเพิ่งเริ่มต้น และมันต้องดำเนินตราบกาลอวสาน!
………………..