บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1652: ดุจบรรลุเป็นเทพไท้ กุมชะตาเป็นตายในมือ
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- ตอนที่ 1652: ดุจบรรลุเป็นเทพไท้ กุมชะตาเป็นตายในมือ
กฎสวรรค์แห่งแดนเซียนโหมกระหน่ำเยี่ยงทะเลเดือด
ณ ยามคับขันชี้ชะตานี้เอง อิ๋นเซี่ยวเทียนคำรามขึ้น “ซูอี้ เจ้าอยากให้ตัวประกันพวกนั้นตายตกหรือไร!”
วาจานั้นสะท้อนทั่วฟ้าดิน
ซูอี้กล่าวเสียงเบา “ดูเหมือนเจ้าจะไม่เข้าใจอำนาจกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนนี้จริง ๆ นะ”
ว่าแล้ว เขาก็ประทับฝ่ามือลง
ตู้ม!
อำนาจจองจำอันทรงพลังสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นท่ามกลางสมุทรคลั่ง สยบอำนาจของพวกอิ๋นเซี่ยวเทียนลงอย่างราบคาบในพริบตา
“เอาล่ะ เจ้าลองฆ่าดูสักคนสิ?”
ซูอี้ว่า
อิ๋นเซี่ยวเทียนแปรสีหน้า “ตัวประกันแต่ละผู้เหล่านั้นล้วนต้องคำสาปต้องห้ามของเผ่าข้า หากข้าตายไป อย่าหวังว่าพวกเขาจะรอด!”
ซูอี้ยิ้มเยาะ “คำสาปต้องห้าม? เจ้ากำลังพูดถึง ‘บัญญัติห้ามวิญญาณกำสรวล’ ‘บัญญัติห้ามมารมลาย’ หรือ ‘คำสาปหมื่นกู่ทะลวงใจ’ กันเล่า?”
อิ๋นเซี่ยวเทียนกล่าวอย่างตกตะลึง “เจ้ารู้เคล็ดวิชาเผ่าข้าได้เช่นไร?”
เขาเย็นเยือกทั่วกาย
สามคำสาปต้องห้ามนี้เป็นมรดกอันล่วงรู้เพียงตัวตนเหนือระดับมหามารภายในเผ่ามารจันทราเงินเท่านั้น
ทว่าซูอี้กลับร่ายรายชื่อมันออกมาหมดในอึดใจเดียว!
“นอกจากจะรู้ ข้ายังมีวิชาสำหรับแก้พวกมันด้วยนะ”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยเมย
อิ๋นเซี่ยวเทียนหัวเราะลั่น “น่าเสียดายที่แม้เจ้าจะมีวิชาแก้ทาง แต่เจ้าก็ช่วยพวกเขาไม่ได้!”
ซูอี้ขมวดคิ้ว เขาลงมืออย่างรุนแรงทันทีโดยมิคิดลังเลอีก
ตู้ม!
อำนาจกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนปะทุออกมา เพียงพริบตา มหามารทั้งหกรวมถึงอิ๋นเซี่ยวเทียนและสองเสนามารต่างถูกบดขยี้วิญญาณสลาย
มอดมลายสิ้นชะตา!
จุดจบนั้นหาแตกต่างจากเหล่ามหาเซียนผู้ตายตกในด่านสวรรค์ไม่
ณ ยามนี้ เหล่ามารนอกแดนผู้มายังด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ล้วนถูกจำกัดมิเหลือซาก ไร้ผู้ใดหลบพ้น!
เมื่อผู้คน ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ประจักษ์แก่เหตุนี้จากไกล ๆ พวกเขาต่างชะงักค้างกับที่
ทั้งตกตะลึงและไร้วาจา
ก่อนหน้านี้ ซูอี้ดำเนินการคิดบัญชีกับฝ่ายแดนเซียน หลั่งโลหิตย้อมเป็นธารอย่างไร้ปรานี
ทว่าพริบตาต่อมา เขาก็ทะยานออกจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด กลับไปต่อสู้เข่นฆ่าศัตรู กวาดล้างทุกผู้ตายตกในพริบตาด้วยตัวคนเดียว!
ทั่วฟ้าดินเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง เศษฝุ่นควันฟุ้งกระจาย กลิ่นโลหิตคละคลุ้งหนาแน่นเยี่ยงหมอกในอากาศ
ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเงียบสงัด
ในคลองจักษุของผู้คน ชายหนุ่มชุดเขียวผู้นี้หาแตกต่างจากเทพสวรรค์ไม่ จะทำการใดล้วนไร้อุปสรรค!
ซูอี้คว้ามือออกไป แล้วจี้หยกทำจากกระดูกสัตว์ชิ้นหนึ่งก็พุ่งจากในซากสนามรบเข้ามาในมือเขา
เมื่อเปิดจี้หยกชิ้นนั้นออก ตะเกียงกระดูกขาวหลายสิบดวงก็ปรากฏขึ้น
ในหมู่พวกมันจองจำยอดฝีมือในวิถีเซียนผู้ตกเป็นเชลยเอาไว้หลายสิบคน เช่นผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยจ้งแห่งหอตำราภูผาขจีเป็นต้น
ก่อนหน้านี้ อิ๋นเซี่ยวเทียนนำตัวประกันเหล่านี้มาทำข้อตกลงกับทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือ
ทว่าเมื่อซูอี้พินิจเล็กน้อย หัวใจของเขาก็หนักอึ้ง
ตัวประกันเหล่านี้ดูเหมือนมีชีวิตอยู่ ทว่าแท้จริง รากฐานมหาวิถีของพวกเขาถูกบดขยี้ พลังชีวิตร่อแร่ ชะตาถึงจุดจบมิอาจเยียวยา!
กล่าวคือ อิ๋นเซี่ยวเทียนหลอกพวกเสิ่นชิงสือตั้งแต่แรก คิดใช้กลุ่มบุคคลผู้ใกล้ตายเต็มทีมาแลกเปลี่ยนกับเสิ่นชิงสือ
“ว่าแล้วเชียว มารสารเลวพวกนี้ยังคงไม่มีวันให้โอกาสตัวประกันรอดเหมือนเดิม!”
ดวงตาของซูอี้เย็นเยียบ
เขาสูดหายใจลึก ๆ แล้วเปิดตะเกียงกระดูกขาวเหล่านี้ทีละดวง
ทันใดนั้น ตัวตนสิบกว่าผู้ก็หลุดพ้นจากพันธนาการ แล้วล้มลงรวยรินกับพื้นทีละคน
พวกเขาดูแข็งทื่อเลื่อนลอย แม้จะถูกช่วยออกมาได้ แต่ก็มิอาจมีปฏิกิริยาใด ๆ
ซูอี้ลอบถอนใจ กล่าวขึ้นว่า “ทุกท่าน ในเมื่ออยู่แย่กว่าตาย เช่นนี้คงเหมาะสมกว่า”
เขาโบกแขนเสื้อ
พิรุณแสงสายหนึ่งพร่างพรม นั่นคือเคล็ดพลังสุดวิถีแห่งเคล็ดวัฏสงสาร เพียงพริบตาก็ดูเหมือนมีหนทางหนึ่งเบิกขึ้นสู่อีกฟากฝั่งอันมืดมิด ทั่วพื้นปกคลุมด้วยบุปผาสุดวิถี ชี้นำสู่อนธการลึกล้ำไร้สิ้นสุด
พิรุณแสงโปรยปราย และผู้คนสิบกว่าร่างนั้นก็ราวกับถูกอำนาจอันมิอาจมองเห็นชี้นำให้ออกเดินตามทางสู่ความมืดมิด
จนท้ายที่สุด เมื่อร่างของพวกเขากำลังจะหายลับตา พวกเขาก็ดูจะได้สติขึ้นในที่สุด แต่ละผู้ล้วนเผยสีหน้าโล่งใจ หันมาคำนับซูอี้ตาม ๆ กัน
“ขอบคุณสหายเต๋ามาก ที่ช่วยปลดปล่อยข้าจากสภาพอยู่ก็มิได้ ตายก็มิสมหวัง!”
“ขอบคุณสหายเต๋ามาก!”
วจีเหล่านั้นยังมิทันสิ้น ทว่าตัวตนทั้งหลายบนเส้นทางสุดวิถีก็หายลับไป คืนกลับสู่สุญตา มิหลงเหลือร่องรอย
“อาจารย์ลุง เดินทางดี ๆ นะขอรับ!”
ไกลออกไป เผยหงจิ่งพึมพำเบา ๆ อย่างเศร้าสร้อย
ผู้คนบนด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดตระหนักแล้วว่าก่อนหน้านี้ เสิ่นชิงสือและพวกหลงกลเผ่ามารนอกแดน!
เพราะตัวประกันเหล่านี้เกินเยียวยามาแสนนาน ไร้หนทางคืนชีวิตกลับมา!
เมื่อพวกเขาเข้าใจเช่นนี้ ทุกผู้ก็ล้วนดูอับอาย รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้ เสิ่นชิงสือไม่เข้าใจสถานการณ์ เขาจึงรับปากจะใช้ชีวิตซูอี้มาแลกเปลี่ยนกับฝ่ายมารนอกแดน ช่างโง่เง่าเสียนี่กระไร!
ทันใดนั้น ไกลออกไปในแดนร้างกระหายเลือด เสียงข่มเขี้ยวเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
“พวกเจ้ารอดูเถอะ หนี้เลือดวันนี้ นครวิญญาณของเราจะสนองให้ร้อยเท่าตัว!”
ผู้คนล้วนตะลึง
ทว่าเมื่อมองตามไป พวกเขาก็เห็นเพียงแดนร้างกว้างใหญ่ ไร้ร่องรอยใด ๆ ของศัตรู
ทว่าทุกผู้ล้วนรู้ว่ามีศัตรูซุ่มซ่อนอยู่ในแดนร้างกระหายเลือดไกล ๆ และรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้!
ซูอี้เมินเรื่องเหล่านี้ไป ก่อนจะหันกลับสู่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
การคิดบัญชีจบลงแล้วหรือ?
เปล่าเลย!
ซูอี้มายังกรงขังอันสร้างจากกฎสวรรค์ซึ่งจองจำเสิ่นชิงสือไว้
เสิ่นชิงสือดูพรั่นพรึง กล่าวขึ้นเสียงแข็ง “เจ้า… เจ้าจะทำอันใด? ข้าเป็นทูตอารักษ์นะ! เจ้าฆ่าข้าไป…”
ซูอี้ยกมือขึ้นพลิก
ตู้ม!
ทันใดนั้น กรงขังก็หดตัวลงจนกลายเป็นตะเกียงทองแดงดวงหนึ่ง ลอยขึ้นบนบนฝ่ามือของซูอี้
และทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือซึ่งอยู่ภายในก็สลบไสลมิได้สติ
ซูอี้เก็บตะเกียงทองแดงนั้นแล้วมาหาเผยหงจิ่งกับฮูหยินเซียงอวิ๋น
“ทั้งสองท่าน กลับเมืองหมื่นดาราไปกับข้า มีบางสิ่งที่ข้าต้องให้พวกเจ้าทำ”
“ได้!”
มหาเซียนทั้งสองตอบตกลงโดยมิไถ่ถามแม้สักคำ
……
เมืองหมื่นดารา
“รีบไป เร็วสิ! เดี๋ยวก็ไม่ทันการพอดี!”
ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งพุ่งไปยังทางออกเมืองด้วยสีหน้าลนลาน
ศึกสะท้านวิญญาณอันบังเกิดบนกำแพงเมืองทำให้ทั่วเมืองหมื่นดาราสั่นสะท้านเนิ่นนาน ไม่อาจทราบได้ว่ามีผู้อกสั่นขวัญแขวนมากมายเพียงใด
และผู้รอบรู้บางผู้ก็ตระหนักแล้วว่าสถานการณ์มิสู้ดี เก็บสัมภาระตั้งใจหนีออกนอกเมืองหมื่นดารากันเป็นทิวแถว
“ซูอี้ผู้นั้นจับตัวทูตอารักษ์ สังหารมหาเซียนสี่ท่าน และเข่นฆ่าตัวตนในวิถีเซียนไปเกือบพันคน บ้าไปแล้ว!”
“คิดบัญชีบ้าบออันใด ข้าว่าเขาก็แค่ฆ่าคนจนติดลม หันมาระบายแค้นกับพวกยอดฝีมือในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดต่างหาก!”
“พวกเจ้ามัวบ่นไปแล้วจะได้อันใด รีบเผ่นสิ!”
…บนถนนหนทางต่าง ๆ ในเมืองบังเกิดความโกลาหลทุกหนแห่ง ยอดฝีมือมากมายเร่งฝีเท้าออกนอกเมือง
ยามนี้ เมืองหมื่นดาราได้กลายเป็นตาแห่งพายุ นครไหม้ไฟ ปลาน้อยในบ่อหรือจะรอด หลายบุคคลจึงมิกล้าอยู่ต่อเพื่อปกป้องตนเอง
ตู้ม!
ทว่าก่อนจะมีผู้ใดได้ออกจากเมือง ก็บังเกิดเสียงกัมปนาทสะท้านแดนดินขึ้นจากในเมือง
อำนาจกฎเกณฑ์วิถีเซียนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นชั้นข่ายมนตร์มหึมาปกคลุมทั่วเมืองหมื่นดาราดุจเปลือกไข่
กล่าวคือ ยามนี้ เมืองหมื่นดาราถูกผนึกไว้แน่นสนิท!
“แย่แล้ว!”
“จบเห่แล้ว… เห็นกันชัด ๆ ว่าซูอี้ผู้นั้นคิดปิดประตูตีแมว จับเต่าในไห!”
“ถุ้ย! เจ้าสิแมว เจ้าสิเต่า! ข้ามิเชื่อหรอกว่าซูอี้ผู้นั้นจะเป็นมารร้ายฆ่าผู้บริสุทธิ์ ในเมื่อหนีไม่ได้ก็อยู่ต่อเป็นอันใดไป บางทีอาจจะได้เห็นละครฉากใหญ่ถูกจัดแสดงด้วยตาก็เป็นได้!”
“ชมละคร? มิห่วงว่าชีวิตของเจ้าจะเข้าพัวพันหรือไร?”
…สารพัดเสียงฮือฮาดังขึ้นในเมือง ผู้คนล้วนอกสั่นขวัญแขวน
ทันใดนั้น น้ำเสียงเฉยเมยของซูอี้ก็ดังขึ้นทุกแห่งหนในเมือง
“ข้าจะประกาศกฎสามประการ”
“หนึ่ง ผู้ใดใช้ข่าวลวงปั่นป่วนประชา ก่อกวนระบบระเบียบภายในเมือง สังหารโดยไร้การละเว้น!”
“สอง วันนี้ข้าจะคิดบัญชีเพียงผู้สมควรตาย และจะมินำผู้บริสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง!”
“สาม ยามการคิดบัญชีสิ้นสุด ข้าจะปล่อยพวกเจ้าออกไป!”
วจีนั้นสะท้อนทั่วเมืองหมื่นดารา ไม่สร่างซาไปเนิ่นนาน
ทว่า อารมณ์ของเหล่ายอดฝีมือในเมืองนั้นต่างยากจะสงบ
ทุกผู้ตระหนักแล้วว่าในเมืองหมื่นดาราต่อจากนี้ จะบังเกิดมรสุมละเลงเลือดอันมิอาจคาดหยั่ง!
……
โถงอารักษ์ใหญ่
ที่แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ เมืองชั้นใน เป็นตำหนักว่าการของทูตอารักษ์ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง
ซูอี้นั่งลงขัดสมาธิ สิบนิ้วประทับตราประหลาดขึ้น
วูบ!
กฎบัญญัติวิถีเซียนปรากฏขึ้นละลานตา กระหวัดเกี่ยวกันดุจวาดเป็นอักขระ สร้างม่านแสงทรงกลมขึ้น
ภายในม่านแสงปรากฏภาพทั่วเมืองหมื่นดาราสะท้อนออก
ทุกซอกมุม ตรอกซอยและแดนดิน กระทั่งสิ่งที่เกิดในอาคารแต่ละแห่ง ห้องลับอันแฝงลึกใต้ดินทั้งปวงล้วนปรากฏขึ้นละเอียดยิบ
ยอดฝีมือทั้งหลายในเมืองต่างก็ปรากฏขึ้นในม่านแสง รวมแล้วเกือบแปดแสนชีวิต!
ยอดฝีมือจากทุกสารทิศในแดนเซียนเหล่านี้สังกัดขุมกำลังทั้งน้อยใหญ่ มีภูมิหลังซับซ้อน หากตรวจสอบทีละคนคงไม่แคล้วกินเวลาและแรงงานมหาศาล และจะมีมัจฉาหลุดจากร่างแหไปมากมาย
ทว่าสำหรับซูอี้ เรื่องนี้หายากเย็นไม่
เพียงใช้กฎสวรรค์แห่งแดนเซียน เขาก็สามารถเข้าใจทุกสิ่งทั้งในและนอกเมืองหมื่นดาราได้
และในเมื่อเขาอยากคิดบัญชีให้เด็ดขาด ซูอี้ย่อมต้องการขุดรากถอนโคนอันตรายและมะเร็งร้ายอันแฝงอยู่ในเมืองหมื่นดารา!
‘ยามนี้เมืองกำลังปั่นป่วนอลหม่าน อันตรายทั้งหลายในเมืองน่าจะพากันตื่นตัวนานแล้ว และนี่แหละกาลอันสมบูรณ์แบบในการล่าพวกมัน’
ซูอี้กล่าวในใจ
จิตสัมผัสของเขาแผ่ออก แทรกสอดเข้าสู่ม่านแสง
สารพัดเสียงโหวกเหวกในเมืองหมื่นดาราทะลักเข้ามาในใจของซูอี้เยี่ยงคลื่นยักษ์ซัดสาด หม้อน้ำเดือดระเบิด
ทั้งเสียงสนทนา ฝีเท้า เกวียนรถม้า… ปะปนมั่วซั่วเยี่ยงสรรพวจีแห่งแดนดิน
แม้อำนาจจิตสัมผัสของซูอี้จะไร้ผู้ใดเปรียบ เขาก็ยังอดสูดหายใจเฮือก ปวดหัวจี๊ดกับคลื่นเสียงอันซับซ้อนไร้ระเบียบนี้มิได้
วจีทั้งหลายนี้มาจากภายในเมืองหมื่นดารา
ทุกบริเวณ ถนนหนทาง บ้านเรือนหรือซอกมุมใด ขอเพียงมีผู้ฝึกตน เสียงทั้งหมดอันเกิดขึ้นล้วนถูกซูอี้ล่วงรู้ชัดเจน!
ด้วยประการฉะนี้ การซุกซ่อนความลับใด ๆ จึงมิอาจเกิดขึ้น
นอกจากนั้น ทุกผู้และสิ่งอันอยู่ในเมืองล้วนอยู่ในสายตาซูอี้โดยถ้วนหน้า
ยามนี้ ซูอี้รู้สึกราวตนเป็นร่างอวตารแห่งวิถีสวรรค์ ปกครองตรวจสอบเมืองหมื่นดาราอย่างสุขุม ไร้สิ่งใดอันบังเกิดในเมืองนี้หลุดลอดสายตาของเขาไปได้!
ขอเพียงคิดจะทำ หัวใจคำนึง เขาก็สามารถกุมชะตาเป็นตายของยอดฝีมือในเมืองได้อย่างง่ายดาย!
ดุจบรรลุเป็นเทพไท้ กุมชะตาเป็นตายในมือ!