บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1658: ตราผนึกเขตแดน
ตอนที่ 1658: ตราผนึกเขตแดน
บนกำแพงรอบนครเซียนเพลิงนภา ทุกหนึ่งระยะจะมีเซียนแท้จากลัทธิหมื่นวิญญาณปรากฏขึ้นสองคน
ทั่วท้องนภาเหนือเมืองโบราณนี้ปกคลุมด้วยค่ายกลอันโอฬาร
“เมื่อมี ‘มหาค่ายกลโลหิตย้อมนภา’ ครอบอยู่ ต่อให้ราชันเซียนกล้าบุกเข้ามา มันก็จะถูกป่นเหลือเพียงแอ่งโลหิตโดยพลัน จึงไม่ต้องห่วงอันใดเลย มาดื่มกันเถอะ”
“ฮิ ๆ เจ้าพูดถูก มีป้ายลัทธิหมื่นวิญญาณของเราอยู่ ไอ้โง่ที่ไหนจะกล้ามาหาเรื่องตายที่นี่?”
ณ จุดหนึ่งของกำแพงเมือง สองเซียนแท้ขอบเขตสุญตาจากลัทธิหมื่นวิญญานกำลังนั่งขัดสมาธิ ร่ำสุรากันอยู่
หนึ่งเป็นชายชุดเหลืองใบหน้าผอมซูบ
หนึ่งเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ เส้นผมสีเลือด
“มิเพียงเท่านั้น ปฏิบัติการนี้ของเรายังมีใต้เท้า ‘หมิงสิง’ มาควบคุมด้วยตนเอง ต่อให้มหาเซียนมาก็ยังต้องหลีกเลี่ยงเกรงใจกันบ้างอยู่ดี!”
“แปลกจัง มันเกิดอันใดขึ้นหนอ ใต้เท้าหมิงสิงจึงต้องมาด้วยตนเอง?”
“ใครจะรู้เล่า ความคิดผู้มีอำนาจนั้นยากคาดเดา อย่าเดาสุ่มสี่สุ่มห้าจะดีกว่า”
…เมื่อพูดถึงใต้เท้า ‘หมิงสิง’ สองเซียนแท้ขอบเขตสุญตานี้ก็เผยสีหน้าท่าทางประหวั่นพรั่นพรึง
ในลัทธิหมื่นวิญญาณมีหัวหน้านักบวชผู้ทรงพลังสิบคน
และ ‘ใต้เท้าหมิงสิง’ นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น การฝึกฝนของเขาอยู่ในระดับมหาเซียน ลงมือเหี้ยมโหด อุปนิสัยเฉยชา ความแข็งแกร่งของเขาในหมู่สิบหัวหน้านักบวชนับว่าเป็นเลิศ
“หือ? มีคนมา”
ทันใดนั้น ชายชุดเหลืองก็เหลือบไปเห็นสองร่างละล่องสัญจรมาทางตน
“หยุดนะ ไม่รู้หรือไรว่าเราลัทธิหมื่นวิญญาณปิดเมืองนี้ไว้แล้ว? หากไม่อยากตายก็ไสหัวไปเสีย!”
ชายชุดเหลืองลุกขึ้นกล่าวอย่างมาดร้าย
ข้างกายเขา ชายวัยกลางคนร่างกำยำแปรสีหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบเตือนเสียงต่ำ “ระวังด้วย เจ้าเฒ่านั่นน่าจะเป็นผู้ทรงอำนาจฝีมือร้ายกาจ!”
ชายชุดเหลืองกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “เจ้ากลัวอันใด บนฟ้ามีมหาค่ายกลโลหิตย้อมนภาอยู่ ไม่ว่าวันนี้ผู้มาจะเป็นใคร ก็ต้องหยุดต่อหน้าเราทั้งสอง!”
สองร่างซึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาก็มิใช่ใครอื่น นอกจากซูอี้และเหวินจื่อชิว
หลังได้ยินวาจาของสองเซียนแท้ขอบเขตสุญตาจากลัทธิหมื่นวิญญาณ จิตสังหารอันมิอาจเก็บงำก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเหวินจื่อชิว และกล่าวขึ้นว่า “สหายเต๋าซู ฆ่าเลยดีหรือไม่?”
เขามองปราดเดียวก็เห็นว่าชายชุดเหลืองเป็นปีศาจจิ้งจอก ในขณะที่ชายวัยกลางคนร่างกำยำเป็นปีศาจคางคก ทั้งคู่ล้วนแต่เป็นเซียนแท้ขอบเขตสุญตาวิถีปีศาจ
หากเป็นที่อื่นในแดนเซียน พวกเขาก็เพียงพอครอบงำแดนดิน กระทำการตามใจได้แล้ว
ทว่าในสายตามหาเซียนอย่างเหวินจื่อชิว พวกเขาหามีค่าใดไม่
“อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น เข้าเมืองกันก่อนเถอะ”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา
เหวินจื่อชิวพยักหน้า
ชายชุดเหลืองอดแยกเขี้ยวยิ้มเยาะมิได้ “ยังฝันลม ๆ แล้ง ๆ จะเข้าเมืองอีกหรือ? ได้สิ ข้าขอดูหน่อยว่าพวกเจ้าจะเข้าเมืองได้เช่นไร!”
บริเวณโดยรอบนครเซียนเพลิงนภานี้ปกคลุมด้วย ‘มหาค่ายกลโลหิตย้อมนภา’ มาเนิ่นนาน และผู้ใดมีตาสักหน่อย ไฉนเลยจะกล้าบุกเข้าเมือง?
ซูอี้เมินเซียนปีศาจทั้งสอง
เขาก้าวเข้ามาโดยไร้อาวรณ์ ยื่นมือขวาออกไป บังเกิดรัศมีคมปลาบประหลาดเรืองขึ้นบนปลายนิ้วของเขาอย่างเกินเข้าใจ ทะลวงตรงผ่านสรรพสิ่งบนอากาศ
ฉัวะ!
ค่ายกลบนอากาศนั้นปรกฟ้าจรดแดน ดุจม่านดำอันหนาหนัก
นี่คืออำนาจค่ายกลจากมหาค่ายกลโลหิตย้อมนภา อันแข็งแกร่งเพียงพอจะหลอมละลายราชันเซียนกลายเป็นแอ่งเลือดได้!
ทว่าด้วยนิ้วของซูอี้ ม่านดำอันหนาหนักนี้พลันถูกเฉือนเป็นรอยร้าวแหลก
ดุจทำจากกระดาษเปื่อย!
แล้วซูอี้กับเหวินจื่อชิวก็เดินเข้าไปโดยง่าย
ชายชุดเหลืองร้องเสียงหลงอย่างตกตะลึงทันใด “ไอ้# นี่ตาข้าเล่นตลกอยู่หรือ?”
ชายวัยกลางคนร่างกำยำครั่นคร้าม ลอบร้องในใจว่าแย่แล้ว และกำลังจะรีบรายงานโดยด่วน
ตู้ม!
ทว่าแรงกดดันอันน่าสะพรึงของมหาเซียนพลันปกคลุมโลกหล้า
ในพริบตา ชายวัยกลางคนร่างกำยำและชายชุดเหลือง สองเซียนแท้ขอบเขตสุญตาก็ถูกป่นแหลกเป็นแอ่งโลหิต สิ้นขันธ์วายชีวา!
นับแต่ต้นจนจบ ซูอี้หาชายตาแลพวกเขาไม่ และตรงดิ่งไปยังที่ตั้งหอน้อยสมปรารถนา
เหวินจื่อชิวรีบร้อนตามไป
……
นครเซียนเพลิงนถาเงียบเหงาเย็นชืดราวกลายเป็นเมืองร้าง ตรอกทั้งหลายว่างโล่ง แทบไร้ผู้คนสัญจร
ฝั่งบูรพาของเมืองมีอาคารโบราณแถวหนึ่งราบเรียบเป็นซากไปแสนนาน
ขณะนี้ที่เหนือซากปรักหักพัง
มีการปะทะอันคุกรุ่นดำเนินอยู่
ชิงเวย ฟางโหย่วหรง ฟางหาน เหลียงเหวินอวี่และคนอื่น ๆ ซ่อนตัวในชั้นอำนาจคุ้มกันสีทอง
ขณะที่มหาเซียนหลิวอวิ๋นยืนอยู่ตรงหน้าม่านพลังป้องกันสีทองนี้
เส้นผมของนางขาวราวหิมะทอดยาวลงถึงเอว ร่างผอมเพรียว รูปลักษณ์เยี่ยงหญิงสาว ใบหน้ากระจ่างขาวแต่งแต้มด้วยเครื่องหมายอักขระสีทองตัวหนึ่งคล้ายดอกท้อหกกลีบ เพิ่มบรรยากาศยิ่งใหญ่สูงส่ง
ทว่าสถานการณ์ ณ ยามนี้ของนางกำลังย่ำแย่!
อำนาจประหลาดสีดำดุจหมึกล้อมปกคลุมบริเวณโดยรอบเยี่ยงกระแสวารี กัดกร่อนเข้าหาแดนดินที่นางหยั่งเท้ายืน
เหลือเพียงไม่ถึงสามฉื่อก็จะถึงจุดที่นางยืน
และปราณบนร่างของนางก็ปั่นป่วนเรรวน ใบหน้าซีดขาวจนไร้สีเลือด โลหิตหยาดหยดจากมุมปาก จิตวิญญาณของนางกำลังแผดเผาอย่างรุนแรง!
“ท่านอาจารย์…”
หัวใจของชิงเวยรัดแน่นกระวนกระวาย
ในสายตานาง อาการของท่านอาจารย์ มหาเซียนหลิวอวิ๋นนั้นย่ำแย่นัก นางเป็นประหนึ่งศรสุดวิถี พร้อมสิ้นแรงได้ทุกเมื่อ
ฟางโหย่วหรง ฟางหานและคนอื่น ๆ ต่างหน้าซีดเป็นกังวล
เมื่อวานซืนที่แล้ว ยอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณบุกโจมตีกะทันหัน ทำลายหอน้อยสมปรารถนาและสังหารยอดฝีมือภายในไปมากมายในบัดดล
หากไม่ใช่เพราะมีมหาเซียนหลิวอวิ๋นออกคุ้มกันในยามคับขัน คนทุกผู้ที่นี่คงตายตกไปนานแล้ว!
“ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงไร ท้ายที่สุดก็มิได้ช่วยให้รอด ไฉนต้องดึงดันด้วย?”
ไกลออกไปในกองซาก มีหนึ่งเสียงรำพันแผ่วเบา
มีคนกลุ่มหนึ่งอยู่ที่นั่น
ผู้นำเป็นชายผู้นั่งเอกเขนกบนเก้าอี้ สวมอาภรณ์ขุนนาง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาดุจหยก รูปลักษณ์ประหนึ่งชายหนุ่ม
หมิงสิง!
หนึ่งในสิบหัวหน้านักบวชแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณ เป็นมหาเซียนในขอบเขตอัศจรรย์!
ยามนี้ เขานั่งอยู่ที่นี่มานานแล้ว และบนโต๊ะหยกข้างกายก็มีกาน้ำชาร้อน ๆ กับถ้วยชาหยกอันชดช้อยอยู่
ข้างกายเขามีราชันเซียนผู้งดงามคอยรินชาให้ กิริยาพินอบพิเทาสงวนท่าที
นอกจากนั้น เบื้องหลังเขายังมีราชันเซียนติดตามมาอีกสิบกว่าคน มีทั้งชายหญิง และล้วนแต่เป็นราชันเซียนปีศาจซึ่งเข้าร่วมกับลัทธิหมื่นวิญญาณ!
พวกเขาห้อมล้อมหมิงสิงดุจดาราล้อมจันทร์ ทำให้สถานะของหมิงสิงยิ่งทวีความเหนือธรรมดา
“มาล่วงเกินหอน้อยสมปรารถนาของข้า ไม่ช้าก็เร็ว พวกเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจะดับสิ้นเพราะเหตุนี้”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นกล่าวเสียงเย็น
ในมือข้างหนึ่งของนางถือประทีปทองแดงสีทองดวงหนึ่ง รัศมีเซียนควบรวมกันเป็นม่านพลังสีทองคุ้มกันชิงเวยและพวกฟางหานไว้ภายใน
อีกมือของนางถือตราประทับวิถีสีแดงสด บนตราสลักอักษรตัวน้อยเท่าหัวแมลงวันไว้สองตัวว่า ‘ผนึกเขตแดน’
ตราผนึกเขตแดน!
อำนาจรุนแรงจากสมบัติชิ้นนี้เองที่ขวางอำนาจหายนะซึ่งกัดกร่อนเข้ามาอย่างต่อเนื่องไว้ได้!
และอำนาจหายนะประหลาดนี้ก็มาจากหอคอยทมิฬขนาดเท่าฝ่ามือซึ่งลอยอยู่ตรงหน้าหัวหน้านักบวชหมิงสิง
หอคอยนี้ปกคลุมด้วยปราณหายนะสีดำ เปี่ยมด้วยบรรยากาศพิศดารอันชวนขนลุก
“เจ้าไม่คิดหรือว่ามันน่าขันที่วาจาข่มขู่อย่างไร้หนทางเช่นนี้ออกจากปากของมหาเซียนเช่นเจ้า?”
หัวหน้านักบวชหมิงสิงรับถ้วยชามาจิบ และเมื่อสายตาของเขากวาดไปถึงตราประทับวิถีในมือมหาเซียนหลิวอวิ๋น ความโหยหาอันรุ่มร้อนก็พลุ่งพล่านขึ้นในใจ
ตราผนึกเขตแดนนี้เป็นสมบัติสูงสุดของหอน้อยสมปรารถนา ซึ่งเซียวหรูอี้ ‘จักรพรรดิปีศาจหรูอี้’ เป็นผู้สร้างขึ้นเอง มันคือสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลอันเลิศล้ำ!!
สมบัติเซียนระดับนี้ล้วนมีอำนาจเลิศล้ำเกินหยั่งคาด แข็งแกร่งเกินคะเน
และเท่าที่หัวหน้านักบวชหมิงสิงทราบ หลังจากยุคอวสานเซียนอันยาวนาน ในแดนเซียนทุกวันนี้ นอกจากขุมกำลังไร้เทียมทานผู้เร้นกายเลี่ยงหายนะซึ่งครอบครองสมบัติเหล่านี้ ก็ยากจะหาสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลในโลกหล้าแม้เพียงเงาพบ!
และยามนี้ มหาเซียนหลิวอวิ๋นกลับมีสมบัติสูงสุดแห่งวิถีเซียนในครอบครองเช่นนี้ หัวหน้านักบวชหมิงสิงจะมิหวั่นไหวได้เช่นไร?
“หากไม่ใช่เพราะมหาเซียนหลิวอวิ๋นผู้นี้ประสบหายนะเทพเมื่อไม่กี่ปีก่อนจนพลังชีวิตเสียหายสาหัส ยามใช้ตราผนึกเขตแดนนี้ อำนาจที่สำแดงคงมิอ่อนแอเพียงนี้”
หัวหน้านักบวชหมิงสิงลอบกล่าวในใจ ‘เมื่อจบเรื่อง ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องหาทางฮุบตราผนึกเขตแดนนี้ไว้’
สมบัติสูงสุดวิถีเซียนซึ่งสามารถขวางอำนาจหายนะเซียนได้แม้จะมิได้สำแดงอำนาจเต็มที่เช่นนี้ ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจยามพบพาน?
ขณะที่ครุ่นคิด หัวหน้านักบวชหมิงสิงก็ชี้นิ้ว
ตู้ม!
หอคอยขนาดฝ่ามือตรงหน้าเขาเรืองประกาย ปลดปล่อยอำนาจหายนะเทพอันร้ายกาจออกมาเยี่ยงคลื่นโหมทะเลคลั่ง ซัดสาดใส่มหาเซียนหลิวอวิ๋น
แม้ท้ายที่สุดนางจะใช้อำนาจของตราผนึกเขตแดนต้านไว้ได้ มหาเซียนหลิวอวิ๋นก็ยังถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง
ร่างอรชรของนางสั่นสะท้านเล็กน้อย โลหิตหยาดหยดจากมุมปาก ร่างของนางดูราวใกล้แหลกสลาย ใบหน้างดงามอันดูมิต่างจากหญิงสาวยิ่งซีดขาวทุกขณะ
ทว่านางหาย่นย่อไม่ แต่กลับดูเด็ดเดี่ยว ดำเนินที่มาแห่งชีวิตนางกระตุ้นตราผนึกเขตแดนอย่างสุดกำลัง!
สถานการณ์ดูยืดเยื้อเช่นนี้
ทว่าทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่ามหาเซียนหลิวอวิ๋นจะทนได้อีกไม่นาน!
“ใต้เท้าหัวหน้านักบวช ได้เวลาส่งตัวประกันสามคนสุดท้ายสู่โลกหน้าแล้วเจ้าค่ะ”
ยามนี้ ราชันเซียนสตรีผู้รับใช้รินชาข้างกายหัวหน้านักบวชหมิงสิงพลันกล่าวอย่างนอบน้อม
หัวหน้านักบวชหมิงสิงเสสรวล “หนนี้ ข้าจะจัดการเอง”
ว่าแล้ว เขาก็ยืนขึ้น รับคันศรกระดูกขาวและลูกธนูสีดำมาจากราชันเซียนสตรี
“นำเหยื่อมา!”
ราชันเซียนผู้หนึ่งจากลัทธิหมื่นวิญญาณตวาดลั่น
ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งก็พาคนสามคนเข้ามา
ยอดฝีมือทั้งสามซึ่งถูกจับเป็นเชลยประกอบด้วยสองบุรุษหนึ่งสตรี ทั้งสามล้วนเป็นยอดฝีมือของหอน้อยสมปรารถนา
หนึ่งในพวกเขาคือเซี่ยเหิงชิว ผู้นำหอน้อยสมปรารถนาสาขานครเซียนเพลิงนภา ราชันเซียนระดับสูงสุดผู้หนึ่ง
ทว่ายามนี้ เขากลับกลายเป็นเพียงเชลย สภาพสะบักสะบอมดูมิได้
เมื่อเห็นเช่นนี้ ราชันเซียนชิงเวยและคนอื่น ๆ ล้วนปรากฏโทสะ
“เซี่ยเหิงชิว เจ้าโทษข้าหรือไม่?” มหาเซียนหลิวอวิ๋นเองก็เผยสีหน้าเกินรับไหว
เซี่ยเหิงชิวเงยหน้าขึ้น เค้นรอยยิ้มบนใบหน้าเปื้อนเลือดกล่าวออกมาว่า “ใต้เท้า ข้าเซี่ยเหิงชิวมิเคยเป็นผู้กล่าวโทษฟ้าว่าร้ายผู้อื่น ต้องตายก็ตาย ไฉนต้องมากความ!”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นกล่าวอย่างหนักแน่น “แม้วันนี้พวกเราจะตายกันหมด แต่ข้าประกันได้ว่าเมื่อใต้เท้าจักรพรรดิปีศาจหรูอี้กลับมาในภายหน้า พวกเราจะได้รับการล้างแค้น และลัทธิหมื่นวิญญาณจะถูกทำลาย!”