บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1659: การมาถึง
ตอนที่ 1659: การมาถึง
จักรพรรดิปีศาจหรูอี้!
เพียงสมญานี้ก็ทำให้หัวใจของเหล่ายอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณเต้นกระตุก สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ทว่าหัวหน้านักบวชหมิงสิงกลับแค่นหัวเราะเสียงเย็น และกล่าวขึ้นอย่างดูแคลน “ผู้ใดบ้างในแดนเซียนจะไม่รู้ ว่าจักรพรรดิปีศาจหรูอี้นั้นสาบสูญไม่เป็นที่รับรู้เนิ่นนาน ไร้ข่าวคราวใด ๆ มาตั้งแต่ก่อนเกิดยุคอวสานเซียนเสียอีก?”
“ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าหากนางยังอยู่ ไฉนนางต้องทนมองหอน้อยสมปรารถที่นางสร้างกับมือตกต่ำจนรับมิได้เช่นทุกวันนี้ด้วย?”
ได้ยินเช่นนี้ ยอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณก็อดสนับสนุนมิได้
หัวหน้านักบวชหมิงสิงโบกมือ “ส่งทั้งสามไปสวรรค์เสีย”
“ขอรับ!”
ทันใดนั้น ราชันเซียนร่างสูงในชุดสีเทาก็คว้าตัวประกันผู้หนึ่งแล้วเหินสู่ท้องนภา
ราชันเซียนชุดเทากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าให้โอกาสเจ้า หนีไปเสียยามนี้ หากหลบลูกธนูของใต้เท้าหัวหน้านักบวชพ้น เจ้าก็รอดตาย รีบไปสิ”
ตัวประกันผู้นั้นเป็นเพียงเซียนแท้ขอบเขตสุญตา เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาจึงกล่าวขึ้นเสียงแข็ง “จะฆ่าก็ฆ่าเลย ข้ามิใช่เหยื่อล่าเพื่อความสนุกของพวกเจ้า!”
“วอนตาย!”
ดวงตาของราชันเซียนชุดเทาเย็นเยียบ
เปรี้ยง!!
ศรดอกหนึ่งทะยานเวหา แล้วร่างของเซียนแท้ขอบเขตสุญตาผู้นั้นก็ระเบิดแหลก โลหิตสาดกระเซ็น
มหาเซียนหลิวอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆ
หัวใจของราชันเซียนชิงเวยรวดร้าวเยี่ยงถูกมีดกรีด
ทั้งฟางโหย่วหรงและฟางหานล้วนถูกกระตุ้นอารมณ์จากเหตุนองเลือดนี้ ทั้งความโศกเศร้า โทสะ และความเคียดแค้นปนเป
ตัวประกันเหล่านั้นล้วนแต่เป็นยอดฝีมือจากหอน้อยสมปรารถนา ซึ่งลัทธิหมื่นวิญญาณใช้กดดันบังคับมหาเซียนหลิวอวิ๋น พยายามให้นางก้มหัวจำนน
จากนั้น ทุก ๆ เสี้ยวชั่วยาม ลัทธิหมื่นวิญญาณก็จะสังหารตัวประกันบางส่วนอย่างโหดเหี้ยม
จวบยามนี้ ตัวประกันทั้งหมดกำลังจะถูกสังหารสิ้น!
บนพื้น หัวหน้านักบวชหมิงสิงหยิบลูกศรขึ้นอีกดอก และกล่าวว่า “คนต่อไป ถึงจะน่าเบื่อไปสักหน่อย ทว่าก็น่าจะใช้ฆ่าเวลาเล่นได้”
ไม่นานนัก ตัวประกันอีกคนก็ถูกพาไปยังท้องนภา
หัวหน้านักบวชหมิงสิงขึ้นสายธนู จากนั้นก็ปล่อยปลายนิ้ว
ตู้ม!
หนึ่งศรแหวกเวหา ทะลวงร่างของตัวประกัน ฉีกเป็นชิ้น ๆ จนระเบิดเป็นพิรุณโลหิตพร่างพรม ตายตกอย่างน่าอนาถในพริบตา
“ให้โอกาสแล้วแท้ ๆ ไฉนมิหนีกันหนอ?”
“บางทีอาจกลัวจนทึ่มทื่อไปแล้วกระมัง ฮ่า ๆ”
ยอดฝีมือทั้งหลายจากลัทธิหมื่นวิญญาณเสวนา มองเหตุนองเลือดเช่นนี้อย่างเฉยชา ไร้ผู้ใดมองเป็นเรื่องผิดปกติ
ทั้งมหาเซียนหลิวอวิ๋นและราชันเซียนชิงเวยล้วนเดือดดาล ใบหน้าเปี่ยมโทสะอย่างยิ่ง
ในใจของพวกนางมีทั้งความโศกเศร้าและจนหนทางอย่างมิอาจบรรยาย
เหตุล้อมสังหารครานี้ ยากนักจะเห็นโอกาสตาลปัตร!
มีเพียงหนุ่มน้อยฟางหานที่ยังมีแววตาดื้อดึงท้าทาย ข่มเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวขึ้นว่า “ถ้าพวกเราตายกันหมด พี่ใหญ่ซูจะล้างแค้นให้เราแน่!”
“พี่ใหญ่ซู…”
ดวงตาของฟางโหย่วหรงเลื่อนลอย จำชายหนุ่มชุดเขียวดุจหยกผู้สูงล้ำเหนือโลกาขึ้นได้
และเมื่อมีการกล่าวถึงซูอี้ ดวงตาซึ่งเดิมสิ้นหวังของชิงเวยก็วูบไหวเล็กน้อย นางสูดหายใจเฮือก “ถูกต้อง! ข้าแน่ใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น!”
“ป่านนี้ ยังอยากให้คนอื่นมาล้างแค้นแทนพวกเจ้าอีกหรือ?”
หัวหน้านักบวชหมิงสิงแค่นหัวเราะ โบกมือโดยมิคิดสนใจ “คนต่อไป”
มีผู้คว้าตัวเซี่ยเหิงชิวทะยานสู่เวหาทันที
เซี่ยเหิงชิวเสสรวลดังสนั่น วจีของเขากึกก้องทั่วฟ้าดิน เปี่ยมด้วยความทรงอำนาจห้าวหาญ
เกิดเป็นลูกผู้ชาย จะกลัวตายได้เช่นไร?
“หึ!”
หัวหน้านักบวชหมิงสิงขมวดคิ้วน้อย ๆ ง้างธนูขึ้นสายแล้วยิงออกไป
ตู้ม!
ศรนั้นทะยานผ่านเวหาสู่ท้องนภาเยี่ยงรุ้งทิพย์
ราชันเซียนผู้พาตัวเซี่ยเหิงชิวสู่ท้องนภาเลี่ยงหนีไปไกลแล้ว ไม่ใช่เพราะเขาหวาดผวา แต่เป็นเพราะกังวลจะถูกโลหิตของเซี่ยเหิงชิวสาดเปื้อนอาภรณ์
“เดินทางดี ๆ นะ!”
ยามนี้ มหาเซียนหลิวอวิ๋นลอบรำพึงในใจ
ครานี้ เป็นเพราะนางมายังนครเซียนเพลิงนภา หอน้อยสมปรารถนาที่นี่จึงถูกศัตรูเหยียบย้ำ และยามนี้ กระทั่งเซี่ยเหิงชิวยังต้องตายตก ทำให้ในใจนางรู้สึกผิดนัก
และยามนี้เองที่หัตถ์ใหญ่เพรียวกระจ่างข้างหนึ่งคว้าตัวเซี่ยเหิงชิวแล้วก้าวหลบไปด้านข้างก้าวหนึ่ง
ตู้ม!
ลูกศรทะลวงเวหาสู่ท้องนภาไกลออกไป เฉือนสุญญะเป็นรอยฉีกยาว อำนาจทรงพลังดูจะทะลวงท้องนภาเป็นรู!
“หือ?”
หัวหน้านักบวชหมิงสิงตะลึง และมองปราดเดียวเขาก็เห็นว่าผู้เข้ามาช่วยชีวิตเซี่ยเหิงชิวเป็นชายร่างสูงท่าทางภูมิฐาน ร่างเปี่ยมด้วยกระแสปราณในระดับมหาเซียน
“ปรากฏว่ามีผู้บุกเข้ามาในนครเซียนเพลิงนภาได้หรือ?”
“แย่แล้ว คนผู้นั้นเป็นมหาเซียน!”
เกิดเสียงอลหม่านทั่วแดน สีหน้าของเหล่ายอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณแปรเปลี่ยนเล็กน้อย พวกเขาหาคาดไว้ไม่ว่ายามนี้จะมีมหาเซียนผู้หนึ่งลงมือ!
ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ล้วนสังเกตเห็นว่าใกล้ ๆ มหาเซียนผู้นั้น มีชายหนุ่มชุดเขียวอยู่อีกคน
ทว่าปราณบนร่างของชายหนุ่มผู้นั้นแสนธรรมดา จึงถูกถือเป็นผู้น้อยข้างกายมหาเซียนผู้นั้นไปโดยปริยาย
ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มผู้นั้น ราชันเซียนชิงเวยพลันตื่นเต้น แทบหลุดคำเรียก ‘ใต้เท้าจอมราชัน’ ออกมา
ใบหน้างดงามพราวเสน่ห์เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นปรีดา
เขา… มาแล้ว!
“พี่ใหญ่ซู!”
ฟางหานตะโกนอย่างแสนยินดี
ทั้งฟางโหย่วหรงและเหลียงเหวินอวี่ต่างจำซูอี้ได้ และอดรู้สึกเกินจริงเยี่ยงฝันไปขึ้นมามิได้
“ซูอี้!? ไม่สิ เขาน่าจะเป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล!”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นตกตะลึงในใจ อดเงยหน้าเบนสายตาขึ้นมองมิได้
นางพบว่าชายหนุ่มผู้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ อาภรณ์ไหวพลิ้วว ละล่องสูงไร้มลทิน ไร้การแผ่ปราณฝึกฝนใด ๆ ออกรอบกาย
ทว่ามหาเซียนหลิวอวิ๋นเคยได้ยินศิษย์ของนาง ราชันเซียนชิงเวยพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับซูอี้มากมาย มีหรือนางจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นตัวตนร้ายกาจไร้เทียมทานเพียงไรเมื่อนานมาแล้ว?
“ข้าก็ว่าผู้ใดหนอ ที่แท้ก็เป็นเจ้า ‘เหวินจื่อชิว’!”
หัวหน้านักบวชหมิงสิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เจ้ายังกล้ามายุ่งเรื่องของลัทธิหมื่นวิญญาณเราอีก กระไรหรือ เคราะห์ที่มหาเซียน ‘เถาเมิ่ง’ ของสุขาวดีเทียนเสวียนของพวกเจ้าประสบไปยังไม่พอหรือไร?”
วาจานั้นเย็นชาเฉยเมย
แต่ละคำเปี่ยมด้วยความดูแคลนเย้ยหยัน และยังทำให้ทุกผู้เข้าใจถึงตัวตนของเหวินจื่อชิว ก่อให้เกิดเสียงลือลั่น
สีหน้าของเหวินจื่อชิวดำคล้ำ กล่าวขึ้นว่า “หายนะเทพประหลาดที่มหาเซียนเถาเมิ่งจากสำนักข้าประสบ เกี่ยวข้องกับลัทธิหมื่นวิญญาณของพวกเจ้าจริง ๆ ด้วย!”
เขาทั้งเดือดดาลและครุ่นแค้น
หัวหน้านักบวชหมิงสิงอดเสสรวลมิได้ “เฒ่าเถาเมิ่งยังหยุดหายนะเทพเช่นนี้ไม่ได้ แล้วเจ้ากล้าดีเช่นไรมาโหวกเหวกต่อหน้าข้า?”
เขาโยนคันธนูใหญ่ในมือออกไป แล้วชี้ไปทางมหาเซียนหลิวอวิ๋น “เห็นหรือไม่ หากเผชิญหน้าข้า นี่คือจุดจบ!”
เปลือกตาของเหวินจื่อชิวกระตุก
เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าสถานการณ์ของมหาเซียนหลิวอวิ๋นย่ำแย่อย่างยิ่ง กล่าวได้กระทั่งว่าชีวิตแขวนบนเส้นด้าย!
และผู้ลงมือโจมตีมหาเซียนหลิวอวิ๋นก็ใช้หายนะเทพประหลาดอันร้ายกาจสาดซัดกัดกร่อนเข้าใส่นางเยี่ยงคลื่นวารี!
ห่างเพียงฉื่อก็จะพังทลายแนวป้องกันของมหาเซียนหลิวอวิ๋นได้แล้ว!
โดยไม่รู้ตัว เหวินจื่อชิวหันไปกล่าวกับซูอี้ว่า “สหายเต่า มิให้เป็นการเสียเวลา ให้ข้าฆ่าไอ้แก่นั่นเถอะ!”
ทันทีที่วาจาถูกกล่าว เหล่าผู้ฟังก็ล้วนตะลึง
หัวหน้านักบวชหมิงสิงและพวกมิเคยคาดคิดว่ามหาเซียนอย่างเหวินจื่อชิวจะต้องหันไปขอคำชี้แนะจากชายหนุ่มผู้มีอายุเพียงยี่สิบเศษก่อนลงมือ!
ทันใดนั้น ทุกผู้ในลัทธิหมื่นวิญญาณก็เริ่มใส่ใจมองซูอี้ใหม่อีกครั้ง
และหัวหน้านักบวชหมิงสิงก็ดูจะตระหนักถึงบางสิ่ง ดวงตาของเขาวูบไหว สีหน้าแปรเปลี่ยนแตกต่าง “อย่าเพิ่งแตกตื่น! ขอข้าถามอย่างหนึ่งก่อน”
ว่าแล้ว ดวงตาของเขาก็จับจ้องซูอี้จากไกล ๆ คมปลาบเยี่ยงสายฟ้าฟาด “หากข้าเดาไม่ผิด ที่ตลาดมังกรดำ เจ้าสินะที่ทำลายโองการเทพที่ ‘องค์เทพเทียนอู้’ ประทานแก่หัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียงแล้วหายตัวไป?”
เหล่าผู้ฟังล้วนรวนเร
ยอดฝีมือจากลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งหลายก็ดูมีปฏิกิริยา มองซูอี้กันอย่างไม่อยากเชื่อ
กาลก่อนที่ตลาดมังกรดำ ลัทธิหมื่นวิญญาณของพวกเขาเคยจัด ‘ชุมนุมหมื่นวิญญาณ’ ขึ้น ทว่าใครเล่าจะคิดว่าจะมาประสบหายนะ ยอดฝีมือทั้งหมดรวมถึงหัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียง ผู้อาวุโสเซียวจวี้ และบุตรสวรรค์ฉงฉีล้วนตายตก
จนกระทั่งในภายหลัง ลัทธิหมื่นวิญญาณได้รู้ข่าวและรับทราบว่าคนร้ายผู้ก่อหายนะนี้ นอกจากราชันวิถีมังกรแดงผู้เป็นเจ้าของตลาดมังกรดำแล้ว ยังมีชายหนุ่มลึกลับอีกผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มลึกลับผู้นั้นคือผู้ทำลายโองการเทพในมือหัวหน้านักบวชอวิ๋นเฉียง!
เหตุนี้ทำให้ลัทธิหมื่นวิญญาณของพวกเขารวนเรยิ่ง
ทว่าไม่มีผู้ใดคาดหมายว่าชายหนุ่มลึกลับผู้นั้นจะปรากฏขึ้น ณ ยามนี้ และกระทั่งมหาเซียนเหวินจื่อชิวยังแสนสุภาพต่อเขา!
บรรยากาศอึมครึมหดหู่
ซูอี้ทำหูทวนลมกับคำถามของหัวหน้านักบวชหมิงสิงและหันไปกล่าวกับเหวินจื่อชิวข้างกายเขา “สหายเต๋าทำเพียงพาคนเหล่านี้ไปตั้งค่ายอยู่ข้าง ๆ ก็พอ หากมีผู้ใดหลบหนี พวกเขาจะถูกสังหาร”
เหวินจื่อชิวตะลึงงัน หัวใจงงงวย
เท่าที่เขาทราบ แม้ความแข็งแกร่งของซูอี้จะร้ายกาจยิ่ง อีกฝ่ายก็เป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตจักรวาลผู้หนึ่ง และแม้จะสังหารเสนามารไร้เทียมทานอย่างอิ๋นเป๋ยอู่ได้ แต่เมื่อเผชิญมหาเซียนก็ยังแตกต่างออกไปมากนัก
ในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ซูอี้ดูจะสามารถเข่นฆ่าสี่มหาเซียนได้ติดต่อกัน และทั่งจองจำเสิ่นชิงสือได้ แต่ทุกผู้ต่างทราบดีแก่ใจว่าซูอี้ทำเช่นนี้ได้เพราะยืมพลังของศิลาวิถีปกครองสวรรค์
ทว่าที่นี่ไม่มีศิลาวิถีปกครองสวรรค์!
ด้วยเหตุนี้ ซูอี้จะทำเช่นไรในการปราบหัวหน้านักบวชของลัทธิหมื่นวิญญาณ?
ทว่า เหวินจื่อชิวก็ไม่ได้ถาม เขาทำเพียงพยักหน้า
ชายหนุ่มนามซูอี้ผู้นี้ไม่อาจใช้สามัญสำนึกมาเป็นเกณฑ์ชี้วัดได้เลย บางทีเขาอาจมีวิธีจัดการศัตรูของเขาอยู่!
“หึ เจ้าจะสู้กับข้าผู้นี้เพียงลำพังหรือ?”
หัวหน้านักบวชหมิงสิงกล่าวยิ้ม ๆ จิตสังหารพลุ่งพล่านขึ้นในดวงตา
ยอดฝีมือคนอื่น ๆ จากลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็ดูพิกล เจ้านี่… คงมิได้บ้าไปแล้วหรือไ?
ซูอี้เมินหัวหน้านักบวชหมิงสิงไปอีกครั้ง เขาหันไปมองมหาเซียนหลิวอวิ๋นจากไกล ๆ และเมื่อสายตาของเขาทอดลงพบตราผนึกเขตแดนในมือนาง แววตาของเขาก็นิ่งค้างไปเล็กน้อย
“สมบัตินั่นไม่ได้มีไว้ใช้เช่นนั้น”
ซูอี้กล่าว
ว่าแล้ว เขาก็เดินไปหานาง
“หยุดนะ!”
ราชันเซียนผู้หนึ่งจากลัทธิหมื่นวิญญาณตวาดลั่น
หัวหน้านักบวชหมิงสิงโบกมือ กล่าวอย่างไร้อารมณ์ “อย่าไปหยุด ดูซิว่าเขาจะผ่านไปเช่นไร!”
หายนะเทพอันร้ายกาจนั้นปกคลุมทั่วแดนใกล้เคียงมหาเซียนหลิวอวิ๋นไว้หมดแล้ว ประหนึ่งเป็นสิ่งกีดขวางอุดตัน
ยามนี้ กระทั่งมหาเซียนจะผ่านยังต้องประสบผลข้างเคียงเกินเลี่ยงได้!
คนทุกผู้ที่นี่เข้าใจดี
ดังนั้น เมื่อหัวหน้านักบวชหมิงสิงกล่าวเช่นนี้ จึงไร้ผู้ใดในลัทธิหมื่นวิญญาณออกไปขวาง ทว่าสีหน้ากลับแสนตื่นเต้นลุ้นรอ
นี่มัน… มิใช่รนหาที่ตายเองหรือ?