ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 502 จับตา
บทที่ 502 จับตา
ซุบซิบนินทาฮือฮาหมาเห่า……
หลังจากเสร็จสิ้นคำประกาศของเฉินเฉียง เหล่าศิษย์จากนานาสำนักเต๋าทั่วโลกปีศาจกว่าสามล้านคนก็บังเกิดเสียงพูดคุยฮือฮาออกมา บ้างก็กู่ร้องออกมาในทันที
นี่เป็นเพราะคนที่พูดออกมานั้นนอกจากจะเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตแล้ว เขายังเป็นถึงผอ.ของสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้า การที่ผอ.จ้งได้พูดเรื่องเกินเลยที่สามารถสั่นสะเทือนโลกนี้ได้นั้น ไม่ว่าใครเมื่อได้ยินต่างก็สงสัยว่าเขานั้นจะก่อกบฏต่อวิหารศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ
อีกฟากฝั่งหนึ่ง ตงติ๋นที่ได้ยินก็แสดงออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุด
ดูเหมือนว่าเฉินเฉียงนั้นตั้งใจจะแข็งข้อกับวิหารศักดิ์สิทธิ์แล้วจริงๆ
ส่วนคนในกองกำลังเทียนเว่ยและกลุ่มเหมันต์จันทรานั้นแสดงออกมาซึ่งความกังวลนิดหน่อย
นั่นก็เพราะตอนที่คนในกองกำลังเทียนเว่ยติดตามเฉินเฉียงมายังโลกปีศาจนั้น เป้าหมายของพวกเขามีเพียงการกำจัดสัตว์ปีศาจและผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตเพียงเท่านั้น
แล้วไปๆมาๆทำไมถึงกลายเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวของโลกใบนี้ได้กัน
ด้วยการที่จางหยวน หยานเสวี่ย และคนอื่นๆในกองกำลังนั้นยังไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลก หากพวกเขารู้ล่ะก็ รับรองได้ว่าพวกเขาต้องเร่งรีบก่อการก่อนเฉินเฉียงมากมายนัก
และนี่จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เฉินเฉียงนั้นได้สังหารผู้อาวุโสเฟิงตามด้วยกงซุนหยูหมิงก่อนหน้านี้ในทันทีที่มาถึง
ด้วยการที่ก่อนหน้านี้มีเรื่องที่ต้องจัดการอยู่มากมายทำให้เขานั้นไม่อาจพูดคุยกับคนในกองกำลังของพวกเขาได้
ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ว่าหากเขาบอกเรื่องนี้กับคนในกองกำลังไปแล้ว เขาช่วยว่าคนในกองกำลังเทียนเว่ยของเขานั้นต้องคิดบุ่มบ่ามเร่งไปจัดการฮั่นจุยโดยไม่สนใจชีวิตตนเอง ซึ่งนั่นไม่ต่างไปจากการรนหาที่ตาย
นี่จึงเป็นเหตุผลให้เขานั้นกางเขตแดนนี้ขึ้นมาเพื่อที่ว่าหากคนในกองกำลังของเขาหรือแม้แต่กลุ่มศิษย์เหล่านี้รับรู้เรื่องราวจะได้ไม่อาจหุนหันทำสิ่งใดจนเฉินเฉียงเกินกว่าจะควบคุมได้
เพราะไม่ว่ยังไงก็ตาม อีกฟากฝั่งศัตรูของพวกเขานั้นยังมีผู้บ่มเพาะระดับราชาเหนือราชา ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตหรือไม่ แต่ที่แน่ๆก็คือพวกเขาเป็นผู้ทรงพลังอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ในตอนนี้ฮั่นจุยนั้นกำลังวุ่นอยู่กับการเปิดขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่ราชาจักรพรรดิทั้งสามนั้นได้กางกั้นเอาไว้ ซึ่งนั่นเขาบอกได้เลยว่าเป็นไปได้เพียงแค่ความฝัน
นั่นก็เพราะราชาจักรพรรดิทั้งสามได้บอกออกมากับปากของตนว่าทั้งสามยังทนอยู่ได้อีกยี่สิบปี
ในช่วงยี่สิบปีนี้ ฮั่นจุยคงทำได้เพียงหดหัวในกระดองที่ชื่อว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้เพียงเท่านั้น
ในช่วงยี่สิบปีนี้หากว่าเขานั้นก่อการอย่างดี เขาชื่อว่ามันมากพอที่จะทำให้เขานั้นกำจัดสิ่งโสมมออกจากโลกปีศาจและโลกมนุษย์ออกไปได้อย่างแน่นอน
หลังจากที่เขารักษาดุลยภาพของโลกมนุษย์และโลกปีศาจแล้ว เขาจะนำผู้บ่มเพาะของฮุยตู๋ขึ้นไปเหยียบย่ำเขาโรคาและสังหารฮั่นจุยให้จบสิ้นในคราเดียว
“เงียบ”
“พวกเจ้าทุกคนจงเงียบซะ แล้วรับฟังในสิ่งที่ผอ.จ้งจะพูดต่อไป”
ตงติ๋นที่แสดงท่าทางออกมาอย่างตื่นเต้นยินดีอยู่นั้นได้ตะโกนกู่ก้องจนแม้แต่กำแพงเขตแดนก็ยังต้องสั่นสะเทือน และสะท้อนดังกลับไปมาเป็นเสียงเอคโค่ในทันที
ตงติ๋นในเป็นผู้อาวุโสสูงในสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้า ถึงแม้สถานะของเขาจะต่ำต้อยกว่าผอ.จ้ง แต่ในสายตาของผู้บ่มเพาะบนเส้นทางสายอื่นนอกจากเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต พวกเขานั้นต่างก็เห็นว่าตงติ๋นมีสถานะสูงล้ำกว่าผอ.จ้งด้วยซ้ำ
นั่นก็เพราะเขาคือผู้ที่เดินบนเส้นทางวิชายุทธ์อย่างแท้จริง
และด้วยเสียงนี้ทำให้เหล่าศิษย์ที่พวกคุยต่างก็ต้องรีบเงียบปากลง ทุกคนได้เงยหน้าขึ้นมารอคอยให้เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งเล่าแจ้งแถลงไข ราวกับว่าสิ่งใดที่ทำให้เฉินเฉียงนั้นกล้าที่เจ้ากล่าววาจาสามหาวสะท้านโลกาเช่นนี้ออกมาได้กัน
เฉินเฉียงนั้นไม่ได้มีท่าทางกังวลหรือแปลกใจกับท่าทางของศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักต่างๆที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แต่อย่างใด
เพราะยังไงซะ เขานั้นก็ยังอยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้ง
มันก็เหมือนกับว่ามีการลงมือกับพวกเดียวกันเองในสงคราม แล้วตัดสินใจไม่ได้ว่าผู้ที่กระทำนั้นวิกลจริตสติแตกไปเพราะสงครามหรือเป็นคนทรยศไปแล้วนั่นแล
และเมื่อเห็นว่าสายตาทุกคู่มองมาที่ตนแล้ว เขา เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้ง ก็ได้เอ่ยปากพูดออกมา
“ผู้บ่มเพาะของโลกใบนี้”
“ผอ.ผู้นี้ได้พบบันทึกหนึ่งที่ได้บ่งบอกเอาไว้ว่าเคล็ดวิชาบ่มเพาะหุ่นเชิดโลหิตนั้นปรากฎขึ้นครั้งแรกในโลกใบนี้เมื่อสี่ร้อยปีก่อน”
“ส่วนก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีผู้บ่มเพาะของโลกปีศาจที่เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางที่ชั่วร้ายนี้แต่อย่างใด”
เพียงการพูดกล่าวเปิดเพียงเล็กน้อย นี่ก็เพียงพอที่จะเรียกความสนใจของเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักต่างๆได้จนหมดสิ้น
ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตอย่างผอ.จ้งนั้นกลับกล้าพูดออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเคล็ดวิชาบ่มเพาะที่ตนฝึกฝนอยู่เป็นเส้นทางแห่งความชั่วร้าย
มันราวกับว่าเป็นเรื่องลับๆที่ถูกนำมาแถลงไขโดยผู้ที่ตกเป็นประเด็นด้วยตนเอง
และมาในตอนนี้ คนที่พูดนั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งวิหารศักดิ์สิทธิ์ สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้า หรือแม้แต่การที่เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางนี้เอง จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อทุกคนได้เห็น ได้ยิน ได้รับฟัง จะต้องบอกออกมาว่าผอ.จ้งกลายเป็นกบฏไปเรียบร้อยแล้ว
แต่กระนั้น ผู้คนเบื้องล่างกลับยิ่งเงี่ยหูฟังและแสดงออกมาซึ่งความสนใจอย่างที่สุด
“เคล็ดวิชาบ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตนั้นใช้ร่างกายของผู้บ่มเพาะในการชุบเลี้ยงสัตว์ปีศาจไว้ในร่างกาย นอกจากการมอบเลือดและเนื้อของตนให้พวกมันเพื่อเสริมสร้างระดับบ่มเพาะของตนแล้ว คนเหล่านั้นยังทำตัวในฐานะเจ้าของพวกมัน คอยวิ่งหาอาหารให้กับพวกมันเพื่อที่ตนเองจะได้มีระดับบ่มเพาะที่สูงล้ำในเวลาอันสั้น”
“อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่มันได้ชื่อว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ชั่วร้ายมันก็ต้องมีส่วนที่ชั่วร้าย และส่วนที่ชั่วร้ายของมันนั่นก็คือการที่ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางสายนี้ได้สรรหาอาหารเลือดให้กับหุ่นเชิดโลหิตของตนเองโดยการดูดกินผู้คนมากมายที่ทั้งรู้เรื่องและไม่รู้ราวมากว่าสี่ร้อยปีในโลกปีศาจใบนี้”
“แต่นี่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าสะพรึงที่สุดแต่อย่างใด”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงได้กวาดตามองไปรอบๆปราดหนึ่งแล้วพูดออกมา “ข้านั้นไม่รู้ว่าพวกเจ้าสังเกตกันรึเปล่าว่านับจากตอนที่สัตว์ปีศาจและผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตได้ปรากฏตัวบนโลกใบนี้ พลังวิญญาณของโลกใบนี้ได้ลดน้อยถอยลงไปอย่างรวดเร็วจนสัมผัสได้”
เฉินเฉียงไม่ได้พูดโกหกเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด ในเรื่องนี้นั้นมันเป็นข้อสรุปที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้มายังโลกนี้เมื่อสองปีก่อน และนี่เป็นสิ่งที่เขานั้นสัมผัสได้
จากประสบการณ์ไปกลับระหว่างสองโลกมาแล้วสองครั้ง นี่ทำให้เขามั่นใจว่าการที่พลังฟ้าดินบนโลกหรือก็คือพลังวิญญาณบนโลกนี้ลดน้อยถอยลงไปนั้นเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีศาจ
และเป็นไปดังที่เฉินเฉียงคาดเอาไว้ คำพูดของเขาได้กระตุ้นให้ผู้คนเบื้องล่างได้ฉุกคิด
“ก็จริง ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นคือเหมืองแก่นวิญญาณในเมืองหลิวเฮอของข้าเองก็เล็กลงไปในทุกๆปี”
“ผอ.จ้งพูดได้ถูกต้อง ผอ.สำนักของข้านั้นก็เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนแต่ท่านเองไม่กล้าที่จะยกประเด็นนี้ออกมาพูดคุยเผยแพร่ไปทั่ว นั่นก็เพราะกลัวว่าเหล่าผู้บ่มเพาะจากวิหารศักดิ์สิทธิ์และผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตจะนำพาเภทภัยมาส่งถึงที่”
“ตามที่ผอ.ของข้าเคยได้กล่าวเอาไว้ ท่านบอกว่าพลังวิญญาณในโลกของเรานั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของหุ่นเชิดซากศพ ยิ่งมีหุ่นเชิดซากศพมากเท่าใด ปริมาณพลังวิญญาณในโลกใบนี้ก็จะยิ่งลดน้อยถอยลงไปเพราะว่าพวกมันนั้นต้องใช้พลังวิญญาณในการเคลื่อนไหว แม้ในตอนแรกพวกข้านั้นจะยังคิดสงสัย แต่ดูเหมือนว่าข้อสงสัยนี้จะเป็นความจริงเสียแล้ว”
…
ในขณะที่เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสของแต่ละสำนักกำลังออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เฉินเฉียงก็ได้พูดต่อ “ข้าเชื่อว่านอกจากพวกเจ้าแล้ว ผู้คนอีกมากมายเองนั้นยังมีเรื่องที่ขุ่นข้องหมองใจ หรือแม้แต่ประสบเคราะห์กรรมกับผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตอยู่อีกมากมายนัก”
“อย่างไรก็ตาม ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้พวกเราจะขัดขืนแต่ก็ยากจะทัดทาน”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็ได้มองไปที่ทุกคนที่อยู่ในเบื้องล่าง
ทุกคนในตอนนี้เงียบสนิทในทันทีที่ได้ยิน ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขานั้นได้ประสบเรื่องนี้กับตนเองมาทั้งหมดทั้งสิ้น โดยสามารถสังเกตเรื่องนี้ได้จากมือที่กำแน่น ราวกับเตรียมพร้อมที่จะระบายอารมณ์ความโกรธออกมาในทันที
คำพูดของเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งนั้นราวกับเป็นการสะกิดจุดดำในใจของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้นก็คือตัวคนพูดหรือก็คือผอ.จ้งเองก็ยังเป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตอีก นี่ทำให้พวกเขาไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์โกรธเอาไว้ได้
เฉินเฉียงเองก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจในท่าทางของทุกคนที่อยู่ในกำแพงเขตแดนนี้มากขึ้นไปอีก
คนเหล่านี้คือผู้บ่มเพาะที่ต้องสะกดข่มอารมณ์โกรธแค้นอยู่ภายในใจมานานแสนนาน
ด้วยการที่วิหารศักดิ์สิทธิ์อยู่ในสถานะที่สูงล้ำจนพวกเขาไม่อาจทัดทาน ไหนจะการยกยอให้เหล่าผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตให้อยู่สูงล้ำกว่าพวกเขาอย่างไม่มีเหตุผลอันควร นี่ทำให้ตลอดหลายปีที่พวกมา พวกเขาต่างก็เป็นผู้ที่ตกอยู่ในสถานะเหล่าพูดสะกดกลั้นและกล้ำกลืนความโกรธแค้นในใจเอาไว้อยู่ไม่ขาด
พวกเขาเปรียบได้ดั่งกองใบไม้ที่ถูกทำให้แห้งโดยแสดงอาทิตย์ที่มีชื่อว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์และผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิต เหลือเพียงได้รับสะเก็ดไฟเล็กน้อย พวกเขาก็พร้อมที่จะกลายเป็นกองเพลิงที่ลุกโชน โหมโรงโลกใบนี้ในทันที
และเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ผอ.จ้งนี้เปรียบได้ดั่งสะเก็ดไฟเล็กๆนั่น
ยิ่งไปกว่านั้นคือด้วยตัวตนของเฉินเฉียงในตอนนี้ เขานั้นสมควรที่จะเป็นคนที่นำพาพวกเขาให้ลุกฮือมากที่สุดแล้ว
“จากที่ข้าเห็นพวกเจ้าในตอนนี้นั้น ข้าบอกได้เลยว่าพวกเจ้านั้นไม่อาจสะกดข่มโทสะในใจของตนเอาไว้ได้อีกต่อไป”
“และพวกเจ้าทุกคนเองก็คงจะได้เห็นถึงภาพฉายก่อนหน้านี้ที่ผอ.ผู้นี้แสดงให้ดูไปหมดแล้วกระมัง”
“เหล่าผู้เข้าสอบทุกคนที่ตกตายโดยวิหารศักดิ์สิทธิ์นั่น ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้าไม่ใช่รึไง”
“แล้วพวกเจ้านั้นไม่รู้สึกโศกเศร้าเสียใจจนคิดแก้แค้นให้พวกเขาสักเล็กน้อยให้เพียงพอจะสะกดข่มจิตใจต่อได้เช่นนั้นรึ”