ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1061 กลับบ้านหลังจากเลิกเรียนยังเหนื่อยกว่าการไปโรงเรียนเสียอีก
- Home
- ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล)
- ตอนที่ 1061 กลับบ้านหลังจากเลิกเรียนยังเหนื่อยกว่าการไปโรงเรียนเสียอีก
ตอนที่ 1061 กลับบ้านหลังจากเลิกเรียนยังเหนื่อยกว่าการไปโรงเรียนเสียอีก
“ว้าว ชานชานของเราเป็นได้เป็นหัวหน้าห้องด้วย ตอนนี้หนูเป็นผู้นำคนอื่นแล้วนะ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋พูดด้วยรอยยิ้ม
เจียงชานตอบอย่างภาคภูมิใจ “หนูจะเป็นหัวหน้าห้องที่ดีอย่างแน่นอนค่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “มันพูดง่าย แต่ทำได้ไม่ง่ายเลย หนูรู้ไหมว่าการเป็นหัวหน้าห้องที่ดีควรทำอย่างไร ? ”
เจียงชานส่ายหัว และพูดว่า “ไม่ค่ะ หนูไม่รู้ แต่หนูเชื่อว่าหนูสามารถพิชิตใจคนด้วยคุณธรรมได้ ! ”
ขณะที่พูด รอยยิ้มที่มั่นใจก็ปรากฏบนใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอ
เจียงเสี่ยวไป๋ทั้งสะดุ้งและประหลาดใจเล็กน้อยกับคำตอบของลูกสาว ก่อนจะถามอย่างสบาย ๆ ว่า “แล้วหนูจะพิชิตใจคนด้วยคุณธรรมได้อย่างไรล่ะ ? ”
เจียงชานตอบว่า “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องงานในชั้นเรียน หนูก็ต้องใส่ใจทั้งหมด รวมถึงใส่ใจเพื่อนร่วมห้องด้วยค่ะ ! ”
เอ่อ…
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ลูกสาวของเขาพูดว่าจะ “พิชิตใจคนด้วยคุณธรรม” จะเป็นเช่นนี้ !
แต่ถึงอย่างนั้น ที่เธอพูดมาก็ไม่ได้ผิดอะไร
เขาเองก็ไม่รีบร้อนที่จะอธิบายให้ลูกสาวฟังว่าการเป็นหัวหน้าที่ดีต้องทำอย่างไร เพราะบางอย่างลูกสาวของเขาก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถึงตอนนั้นเขาถึงจะยกตัวอย่างให้เธอเห็นได้
“เอาล่ะ งั้นก็เดินหน้าอย่างกล้าหาญเข้าไว้”
“แต่ถ้าหนูพบเจอปัญหาอะไรก็บอกพ่อได้”
“พ่อเชื่อว่าหนูจะเป็นหัวหน้าห้องที่ดีอย่างแน่นอน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ให้กำลังใจเธอ
เจียงชานพยักหน้าอย่างมั่นใจ “อย่ากังวลเลยค่ะป่าป๊า หนูจะไม่ทำให้ป่าป๊าผิดหวังแน่นอนค่ะ”
หลังจากพูดออกมาอย่างนั้น เธอก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เพราะหนูเป็นลูกสาวของป่าป๊าไงคะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ได้ยินก็หัวเราะออกมา
ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังพูดคุยและหัวเราะกันอยู่ พวกเขาก็มาถึงสำนักงานใหญ่ของเจียงเจียกรุ๊ป หลังจากรับหลินเจียอินแล้ว จางเสี่ยวชุ่นก็ส่งทั้งสามคนกลับไปที่เจียงวาน
หลินเจียอินเป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของลูกสาวที่โรงเรียน เธอจึงถามคำถามมากมายตลอดทาง
“วันนี้เรียนวิชาอะไรบ้าง ? ”
“ลูกตั้งใจฟังที่ครูสอนหรือเปล่า ? ”
“แล้วเข้าใจที่ครูสอนไหม ? ”
“เพื่อนร่วมชั้นรังแกบ้างหรือเปล่า ? ”
“ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นเป็นอย่างไรบ้าง ? ”
“……”
ชานชานรู้สึกว่าแม่ของเธอถามจู้จี้จุกจิกมาก
แต่เมื่อเธอกลับมาถึงบ้านเท่านั้น เธอถึงได้รู้ว่าคนที่จู้จี้จุกจิกจริง ๆ มันเป็นอย่างไร เพราะเจียงไห่หยางและหวังชิ่วจวี๋ถามคำถามจุกจิกมากกว่าหลินเจียอินเสียอีก
“คุณปู่คะ คุณย่าคะ ! ”
“หนูจะไปทำการบ้านแล้วค่ะ ! ”
เจียงชานทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอหยิบกระเป๋านักเรียนแล้ววิ่งไปที่ห้องอย่างรวดเร็ว และตะโกนพร้อมกับวิ่งไปด้วยว่า
“หนูว่าหลังเลิกเรียนเหนื่อยมากกว่าอยู่ที่โรงเรียนอีกค่ะ ! ”
เมื่อเธอมาถึงห้องอ่านหนังสือ ในที่สุดก็สามารถหลบคำถามของเจียงไห่หยางและหวังชิ่วจวี๋ออกไปได้ เจียงชานจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ที่จริงแล้ววันนี้เธอไม่มีการบ้าน
นโยบายหนึ่งของโรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่คือให้นักเรียนทำทุกอย่างให้เสร็จภายในโรงเรียนเลย เพื่อไม่ให้ผู้ปกครองต้องกังวลเรื่องการเรียนของบุตรหลาน และไม่ต้องลำบากในการสอนการบ้าน
แต่เจียงไห่หยางและหวังซิ่วจวี๋ไม่รู้เรื่องนี้
แม้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋จะรู้ แต่เขาก็เลือกที่จะมองข้ามมันและไม่พูดอะไรออกมา
เขาตามเจียงชานไปในห้องอ่านหนังสือ
“ทำไมป่าป๊าถึงเข้ามาล่ะคะ ! ”
“หนูต้องทำการบ้าน ! ”
เจียงชานพูดด้วยความกังวล เพราะกลัวว่าพ่อของเธอจะรู้ เธอจึงหยิบหนังสือการบ้านออกจากกระเป๋านักเรียนอย่างรวดเร็ว
“พ่อจะไม่รู้เชียวหรือว่ามีการบ้านไหม ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “แต่การโกหกไม่ใช่นิสัยที่ดี ! ”
เจียงชานคิดได้อย่างรวดเร็ว ใช่สิ โรงเรียนนี้พ่อของเธอเป็นคนบริหาร และครูทุกคนก็ล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาทั้งหมด เขาต้องรู้สิ !
เธอยังคงขยับมือเขียนไม่หยุดและพูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าว่า “แม้ว่าครูจะไม่ได้ให้การบ้านมา แต่หนูก็ต้องทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองค่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋เหลือบมองเจียงชานอย่างประหลาดใจ: อืม ลูกเราแถเก่งมาก
เขาคิดว่าการมีไหวพริบที่รวดเร็วแบบนี้สำคัญกว่าความรู้จากตำราเรียนด้วยซ้ำ
เอาล่ะ ! ถือว่าผ่าน !
“ถ้าอย่างนั้นหนูก็ทำการบ้านไปเถอะ เสร็จแล้วก็ออกมากินข้าวนะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูด แล้วหันหลังกลับเตรียมจะออกไปข้างนอก
“ป่าป๊า ! ” จู่ ๆ เจียงชานก็หยุดเขาไว้
เจียงเสี่ยวไป๋หันกลับมาแล้วถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า ? ”
เจียงชานมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋ เธอดูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงรวบรวมความกล้าแล้วถามไปว่า “หนูอยากไปอยู่หอของโรงเรียนค่ะ ! ”
หืม ?
เจียงเสี่ยวไป๋ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
นักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาฉิวซู่มีด้วยกันสองประเภท ประเภทหนึ่งเป็นนักเรียนเดินทางไป-กลับ และอีกประเภทหนึ่งคือนักเรียนประจำ
ก่อนที่จะลงทะเบียน เจียงเสี่ยวไป๋เคยถามเจียงชานแล้วว่าเธอจะเลือกประเภทนักเรียนเดินทางไป-กลับ หรือนักเรียนประจำ ในเวลานั้นเจียงชานเลือกนักเรียนเดินทางไป-กลับ เพราะเธออยากเจอพ่อแม่ทุกวัน
ใครจะไปคิดว่าเธอกลับเปลี่ยนใจหลังจากเข้าโรงเรียนได้เพียงวันเดียว
เจียงเสี่ยวไป๋ถามว่า “ทำไมหนูถึงคิดที่จะอยากไปอยู่หอประจำโรงเรียนล่ะ ? ”
เจียงชานกล่าวว่า “หลังจากที่หนูไปโรงเรียน หนูก็รู้ว่ากลับมาที่บ้านก็ต้องเจอความกดดันมากมาย หากหนูพักอยู่ที่โรงเรียน หนูก็จะสามารถเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นได้มากขึ้น และป่าป๊าก็ไม่ต้องมารับมาส่งหนูทุกวัน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “การไปรับไปส่งไม่ใช่ปัญหา แต่หนูต้องคิดให้ดี เพราะหากว่าหนูพักอยู่ในโรงเรียน หนูจะได้กลับบ้านมาเดือนละครั้งเท่านั้นนะ”
เจียงชานพยักหน้า “ค่ะ หนูรู้ ! ”
“รู้แบบนี้แล้วยังอยากไปอยู่หอพักประจำในโรงเรียนอยู่หรือเปล่า ? ” เจียงเสี่ยวไป๋ถาม
“ค่ะ ! ” เจียงชานตอบอย่างไม่ลังเล ในดวงตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูเธออย่างลึกซึ้ง เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “ในเมื่อลูกตัดสินใจแล้ว พ่อก็จะไม่คัดค้าน พ่อจะบอกครูหวังพรุ่งนี้ให้”
“แล้วแบบนี้…หม่าม๊าจะเห็นด้วยไหมคะ ? ” เจียงชานถามด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “เดี๋ยวพ่อจะคุยกับแม่ให้เอง ! ”
“ปู่กับย่าด้วยนะคะ ! ” เจียงชานยิ้มแล้วกล่าวเสริมทันที
“ได้ พ่อจะไปคุยกับปู่ย่าให้ด้วย”
“ขอบคุณค่ะป่าป๊า ! ”
เจียงชานพูดอย่างมีความสุข
ระหว่างมื้ออาหาร หวังซิ่วจวี๋ก็ตักผักให้เจียงชาน แล้วพึมพำว่า “ตอนนี้หลานเริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ให้มากขึ้นนะรู้ไหม”
เธอยังกังวลว่าตอนเที่ยงหลานสาวจะได้กินข้าวอร่อยหรือเปล่า
“หลานกินข้าวกับอะไรในโรงอาหารตอนเที่ยง อาหารที่โรงเรียนอร่อยหรือเปล่า ? ”
เจียงชานกล่าวว่า “คุณย่า โรงเรียนนี้ป่าป๊าเป็นคนบริหารนะคะ ส่วนหนูก็มีหน้าที่ไปเรียน เรื่องอาหารในโรงเรียน ป่าป๊าก็ต้องเป็นคนตรวจสอบคุณภาพอยู่แล้วค่ะ”
“คุณย่าอย่ากังวลไปเลยนะคะ ! ”
อย่างไรก็ตาม หวังชิ่วจวี๋ยังคงกังวลและพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ว่า “เจ้ารอง ไปบอกครูว่าให้แยกชานชานกินข้าวในห้องส่วนตัว แทนที่จะไปกินข้าวในโรงอาหารใหญ่ร่วมกับนักเรียนคนอื่น”
เจียงชานกล่าวว่า “คุณย่าคะ ในโรงเรียนของเราไม่มีการแบ่งแยกอาหารของครูหรือนักเรียน ทุกคนในโรงเรียนกินอาหารแบบเดียวกันหมดค่ะ”
เห็นได้ชัดว่าหวังซิ่วจวี๋ไม่เชื่อ เธอหันไปมองเจียงเสี่ยวไป๋และถามว่า “เจ้ารอง ที่ชานชานพูดมา เป็นเรื่องจริงเหรอ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ครูกินอาหารแบบเดียวกับนักเรียนครับ”
หวังซิ่วจวี๋พูดอย่างไม่พอใจ “เจ้ารอง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าชานชานต้องไปกินข้าวที่โรงอาหารของโรงเรียน ทำไมลูกไม่ทำอาหารแยกต่างหากให้เธอ ? ”
“ในฐานะพ่อ ทำไมถึงดูแลลูกสาวไม่ดีเอาเสียเลย”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง “แม่ อาหารในโรงอาหารของโรงเรียนอร่อยมาก”
“ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามชานชานดูสิครับ”
เจียงชานพูดขึ้นมาทันที “ใช่ค่ะ อาหารในโรงอาหารของโรงเรียนเราอร่อย มีหลายอย่างให้เลือกทาน”
หวังซิ่วจวี๋พูดอย่างไม่พอใจว่า “ไม่ว่าอาหารในโรงอาหารจะอร่อยแค่ไหน แล้วมันจะสะอาดเหรอ ? ”
“หนูควรกินของที่สดและสะอาด ! ”
“จำไม่ได้หรือไง ไม่ว่าจะอาห้าหรืออาเล็กของลูก แต่ละคนกลับมาบ้านทีไรก็มักจะหิวโหยราวกับคนที่ไม่เคยได้กินข้าวมาก่อนอย่างนั้นแหละ”
เจียงชานถามว่า “โรงเรียนที่อาเล็กและอาห้าเรียนอยู่เทียบกับโรงเรียนที่หนูเรียนได้ไหมคะ ? ”
“โรงเรียนประถมฉิวซู่ที่หนูเรียน ป่าป๊าเป็นคนสร้างมันขึ้นมานะคะ”
เจียงเสี่ยวไป๋เห็นทั้งสองทะเลาะกันก็เงยหน้าขึ้น แล้วหยุดทั้งสอง “อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย ก่อนอื่นผมมีเรื่องจริงจังจะบอกทุกคน ”
หวังซิ่วจวี๋กลอกตาไปที่เจียงชาน แล้วพูดว่า “ถ้าย่าบอกให้หนูกิน หนูก็ต้องกินให้มาก ๆ ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็พูดถึงเจียงเสี่ยวไป๋ “ว่าแต่มีเรื่องอะไรล่ะ ? ว่ามาสิ”